ทุกข์และสัมภาระวิบากของพระโพธิสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทุกข์และสัมภาระวิบากของพระโพธิสัตว์ _สู่แดนธรรม... เขาจะบอกว่าเป็นตนเองเป็นอรหันต์แล้วจะมาทุกข์ทำไม พ่อครูว่า... คำว่าทุกข์เป็นบัญญัติให้พวกคุณรู้ อาตมาจะทุกข์หรือไม่ทุกข์ อาตมาสูงสุดคืนสู่สามัญ พูดให้คุณรู้ว่าทุกข์ ถ้าหากจิตใจอาตมาทุกขนาดนั้นอาตมาอกแตกตายแล้ว ถ้าหากอาตมาเป็นอย่างนั้นจริง แต่อาตมาพูดให้พวกคุณฟัง ว่ามันเป็นภาระ ภาราหเวปัญจขีนธา _สู่แดนธรรม... ผมเคยคิดอยู่คนเดียว ผมเคยเข้าใจว่า ความหมายของคำว่า ทุกข์ ไม่ใช่มุ่งหมายไปที่ทุกขเวทนา ที่เป็นส่วนหนึ่งแห่งความทุกข์ แต่ทุกข์ที่พระพุทธเจ้าหมายความ มันกว้างกว่านั้น พ่อครูว่า... เกิดขึ้นมา ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ไม่ได้ มันเป็นความทนได้ยาก มันเป็นความไม่เที่ยง แต่เราไปยึดถือหนัก มันก็เลยทุกข์ทรมาน มันเป็นอาการของจิตเป็นอาการของเวทนา เป็นอาการของความโง่ของความหลงของคุณ เพราะฉะนั้นเวทนาของคุณจึงเป็นก้อนทุกข์ใหญ่โตเลย ผู้รู้แล้วก็จะรู้ว่าอ้อ…ทุกข์ ไม่มากมายอะไร แค่นิดนึงก็ไม่เอาไว้ ตั้งแต่หยาบมา ท่านก็เลิกมาแล้วทุกข์หยาบ กระทั่งทุกข์เหลือน้อยลง จนกระทั่งเหลือน้อยมาก กลับไปเป็นสมมุติ เราหมดแล้วทุกข์ ปรมัตถ์หมดแล้ว เรายังมีขันธ์ 5 อยู่ก็ต้องทุกข์ไปกับขันธ์ 5 ทุกข์ไปกับโลก ทีนี้ก็ยิ่งทุกข์ก็คือไปกับการช่วยคนอื่น คนอื่นเขายึดถืออย่างนี้เราก็ช่วยได้อย่างนี้ แก้ความทุกข์ให้เขาไป ก็จะไปรับรู้ความทุกข์ของคนอื่นก็แก้ไขช่วยเขา เพื่อที่จะชี้ให้เห็นทางออก _สู่แดนธรรม... แสดงว่าความสิ้นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าที่สอน มันมีนัยยะที่ลุ่มลึกมาก พ่อครูว่า... ไม่มีทุกอย่างมันหมดเลยมันหมดจนกระทั่งสลายจิตนิยามไปเป็นดินน้ำไฟลมเลย _สู่แดนธรรม... ผู้ที่สิ้นอวิชาพ้นอวิชชาแล้ว ก็จะต้องขอบอกว่า ยังเป็นทุกข์อยู่ ถึงแม้ว่าท่านจะพ้นท
อ่านต่อ
ุกข์ อริยสัจ 4 พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นจะอยู่กับคนที่มีกิเลสมาก มันก็ต้องช่วยเขาหนัก เป็นภาระหนัก มันก็ทุกข์หนัก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นคนในโลก อรหันต์ไม่หนักเข้าใจอย่างที่อาตมาพูด โพธิสัตว์จึงจะเข้าใจอย่างที่อาตมาพูด พวกที่สุดโต่งไปทางอรหันต์อย่างทางเถรสมาคม ศาสนาพุทธที่เป็นเถรวาท ไปทาง พระมหากัสสปะไม่ค่อยมีปัญญาจึงพูดยากมากเลย ที่จะเข้าใจ พูดยากมาก แต่ก็จำเป็นจะต้องพูดถึงอะไรก็ต้องพูดเพราะมันเป็นสัจจะเป็นความจริง ยิ่งยาก ก็ยิ่งจำเป็นที่จะให้เขาหมดความยากนี้บ้าง เบาบางความยากลงไปบ้าง ให้รับรู้ขึ้นมาบ้าง เพราะฉะนั้น อาตมาทุกวันนี้ ถ้าได้บรรยายธรรมะ อาตมาจะมี อภิปโมทยังจิตตัง ถ้าไม่ได้บรรยายธรรมะก็จะเขียน ก็ อภิปโมทยังจิตตัง บ้าง คือมีชีวิตอยู่กับธรรมะนี้ให้เอาไว้เอาธรรมะไว้ นอกนั้นไม่มีอะไรก็กินกับนอน กินก็ในเวลากินก็จนกว่าจะเสร็จสู่สนามรบจบ แล้วก็นอน นอนแล้วคลายเหนื่อย นอนพอแล้ว ก็มาทำงานก็กินกับนอน กินกับนอน วนเวียนอยู่แค่นี้ทุกวันนี้ _สู่แดนธรรม... พ่อท่าน เขียนหนังสือเรียกว่าหาทุกข์ใส่ตัวไหมครับ พ่อครูว่า... มันไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกมันเขียนหนังสือแสดงธรรมด้วยหนังสือ เป็นงาน เป็นภาระประจำ _สู่แดนธรรม... เป็น อาหารปริเยติทุกข์ ทุกข์ ต้องแสวงหาทำงาน พ่อครูว่า... ไม่ได้ทุกขเวทนาอะไร เป็นทุกที่ต้องแสวงหาอาหารที่ต้องอาศัย อาหารที่เป็นประโยชน์แก่โลกมนุษย์ อยู่ก็มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ ถ้าไม่อย่างนั้นอาตมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย _สู่แดนธรรม... พ่อท่าน พูดค้างไว้เรื่องสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 10 พ่อครูว่า... พูดไปก็ยกย่องตัวเอง ขยายความก็ได้ ข้อที่ 10 มันมีนัยยะลึกซึ้งสำคัญอยู่ในนั้นคือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) เป็นหน้าที่ที่จะต้องเอามาประกาศให้ผู้อื่นรู้ตามเป็นหน้าที่ ทำหน้าที่ในข้อที่ 10 นี้ อาตมาไม่ทำอาตมาก็บอกว่าอาตมาไป สยังอภิญญา อาตมาก็ผิดสิ อาตมาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้าสิ อาตมาอธิบายโลกนี้โลกหน้าได้ไหม ให้สู่โลกุตระได้ไหมแล้วมาปฏิบัติได้ไหม เลิก ออกจากโลกโลกีย์ ละโลกธรรม ถึงลาภยศสรรเสริญสุข คุณทิ้งมาได้หรือเปล่า ถ้าคุณอยู่ คุณมีลาภมากกว่านี้ไหม _สู่แดนธรรม... น่าจะมีบ้านมีรถแล้วครับ พ่อครูว่า... ทุกวันนี้ไม่มี บ้านหรือเฮือนเฮือ อยู่กี่คนน่ะ หลังใหญ่เบ้อเร่อเลย _สู่แดนธรรม... พ่อท่านทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศสัจธรรม ถ้าไม่ทำงานอันนี้ก็ผิดเลยใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ผิด อาตมาเป็นประกาศกของพระเจ้า พระเจ้าคือพระพุทธเจ้าของเราไม่ใช่พระเจ้าลึกลับ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้มีตัวตนบุคคลจริง เอามาประกาศไม่ใช่สิ่งลึกลับซึ่งเหนือชั้นกว่าพระเจ้าที่เป็นสิ่งลึกลับ พระเจ้าไม่เคยปรากฏตัว จริงๆแล้ว พระเจ้าไม่ใช่ใครหรอก พระเจ้าก็คือพระศาสดาเอง ตัวพระศาสดาเองก็คือพระเจ้า พระเจ้าไม่รู้กรรมวิบาก พระศาสดา ของสายเทวนิยมสายพระเจ้า ไม่รู้จักกรรมวิบากไม่รู้จักอัตตาไม่รู้จักกรรมของตัวเอง ตัวเองสร้างกรรมวิบากของตัวเอง จนกระทั่งมีความรู้มีความดีมีความจริง สูงไปจนกระทั่งได้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นศาสดา ของตนเองทั้งสิ้นแต่ตนเองไม่รู้ตนเองว่า ตัวเองมี สุกตทุกฎานังกัมมานังผลังวิปาโก ไม่รู้ว่ากรรมวิบากที่ตัวเองสร้างสมสิ่งที่ดี สิ่งที่วิเศษ สิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่เป็นความจริงมาได้ด้วยตนเอง มาขนาดนี้จึงได้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเป็นศาสดา เขาไม่รู้เรื่อง _สู่แดนธรรม... มองในแง่ดีว่า ท่านลดความมีตัวตน พ่อครูว่า... ไม่ใช่หรอกจริงๆแล้วท่านไม่รู้ ท่านอวิชชา ความรู้นี้เป็นความรู้ที่สูงจริงเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งละเอียดซับซ้อนมากเลยนะ แล้วก็เป็นความจริง เพราะฉะนั้นเอามาประกาศแล้วแม้แต่ปราชญ์อื่นๆก็ยกให้เป็นศาสดา จึงเป็นเจ้าหมู่คณะแม้แต่เป็นปราชญ์เป็นปุโรหิตต่างๆก็ต้องมายอมยกให้เป็นศาสดาได้ มันก็จริง แต่ท่านไม่รู้บาปไม่รู้กรรม ไม่รู้อัตตา ไม่รู้ความเป็นตัวตนสั่งสมมาเอง สั่งสมกรรมวิบากมาเอง ไม่รู้ว่าทำกรรมอย่างไรจึงเกิดมาเป็นอย่างนี้โดยไม่รู้อัตตาว่า ที่แท้มันไม่มี อัตตามันคือสังขารธรรมเท่านั้น มันเป็นอนัตตาแล้วก็ลงว่าจิตวิญญาณยิ่งใหญ่เป็นนิรันดรไม่ใช่ ถ้าสามารถแยกน้ำรูปแยกเป็นเทวดาแล้วก็ศึกษาให้มีผัสสะ ให้มีเวทนา มีอายตนะ แล้วก็แจก ทำอายตนะของตน เรียนรู้อายตนะของตนให้ได้ ว่า อ้อ.. มันเป็นตัวกิเลสตัวแฝงอยู่ในนี้ อายตนะ มันก็คือความปรุงแต่งของสังขารนั่นแหละ ความปรุงแต่งของธาตุสองนั่นแหละรูปนาม ปรุงแต่งกันอยู่แล้วก็เป็นสวรรค์เป็นนรกเป็นสุขเป็นทุกข์ก็อยู่ตรงนี้ ติดสุขความทุกข์ก็เลยอยู่ด้วยมันแยกไม่ออก ต้องไม่เอาสุขไม่เอาทุกข์ ทิ้งหมดเลย ไม่สุขไม่ทุกข์จึงเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องที่เดาไม่ได้ คนไม่สุขไม่ทุกข์มันเป็นอย่างไร ก็คือพระอรหันต์ไง ท่านไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ท่านเลิกความสุขความทุกข์แล้ว ยึดอะไรก็สุขอวิชชา ยึดเมื่อไหร่ก็ทุกข์ หยุดเมื่อไหร่ก็ทุกข์ มายึดเมื่อไหร่ก็สุข ก็ทั้งทุกข์ทั้งสุข มันอยู่ที่ความยึดก็ไม่ยึดเท่านั้นแหละ ก็รู้ว่ามันเป็นเทวะมันเป็น 2 อย่างบวกลบ จะบวกอันนั้นเป็นลบ อันไหนเป็น ปัสสาสะ ก็ได้ เป็นสิริมหามายาแล้วก็ชัดเจนความบวกความลบความเป็นหน้าเป็นหลังก็ชัดเจน _สู่แดนธรรม... ตอนที่พ่อท่านบอกว่าพระอรหันต์คือคนที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ คนไม่เข้าใจก็จะไปบอกว่าท่านคงเป็นคนเฉย พ่อครูว่า... นี่แหละคนที่เป็นพระอรหันต์นี่แหละ ยิ่งมี กายปาคุญญตา มีจิตปาคุญญตา คือ คล่องแคล่วปราดเปรียว ไม่เฉื่อย กายกรรม ความปรุงแต่งในเรื่อง นัจจะ คีตะ วาทิตะ อย่างเช่นโพธิรักษ์นี่แหละคือคน กายปาคุญญตาเพราะจิตปาคุญญตา เป็น มุทุภูตธาตุ มีทั้งความแววไว เบา ง่าย อยู่ในตัวหมดเลย มุทุลหุตามุทุตา _สู่แดนธรรม... จิตใจมันมีอิสระจากตัวถ่วงใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ จะเป็นคนมีปัญญา จะเป็นคนมีพระกรุณา มีความเป็นจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่ช่วยคนอื่น ปัดโธ่โธ่ แต่ก่อนโง่เกิดมาแล้วมันเห็นแก่ตัว หลงเห็นแก่ตัวแล้วโทษแก่คนอื่นเยอะแยะ จนกระทั่งไม่เป็นโทษแล้ว เมื่อไม่เป็นโทษแล้วก็ต้องเป็นคุณแก่ผู้อื่นสิ ไปไหนก็ได้ เกิดเป็นอัตภาพแล้ว ถ้าเราจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน เราก็ทำได้แล้ว คุณมีกตัญญูกตเวทีต่อศาสนาต่อพระพุทธเจ้า โอ้…. คุณได้อันนี้ก็เพราะศาสนา คุณได้อันนี้ก็เพราะพระพุทธเจ้า ก็ช่วยกันหน่อยสืบทอดต่อพระพุทธศาสนา ช่วยคนตาดำๆ ให้เขาได้รู้ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วจะไปอย่างไร รู้จริงแล้ว อ้อ… อย่างนี้เองเกิดมา รู้จบ พอรู้จบก็จะรู้ว่า โธ่เอ๋ยชีวิตก็เท่านั้น คนเอ๋ยคนเราก็เท่านี้ ไม่เห็นมี สิ่งใดจะใฝ่หา กินกามเกียรติเก่งโก้ในโลกา _สู่แดนธรรม... พ่อท่านก็ทำเป็นร้องเพลงไปอย่างนั้นใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ก็สบายๆ อภิปโมทยังจิตตัง อาตมาก็ไม่มี อโศก แล้วไม่หลงระเริงอะไร _สู่แดนธรรม... ทางสายวัดป่าบอกว่า อรหันต์จริงจะต้องรู้ว่าเกิดมาอีกก็ไม่มีทุกข์อริยสัจ 4 แล้ว พ่อครูว่า... ชาตินี้มันก็ไม่มีทุกข์อริยสัจ 4 แล้วเกิดมาอีกก็ไม่มี มันก็มีแต่ทุกข์ที่เป็นสมมุติ เป็นภาระเท่านั้น 1. ปัจจุบันเราก็ไม่ทุกข์ 2. เราก็ไม่ได้ทำชั่วทำบาปไม่ทำอะไรที่เป็นโทษภัยแก้โรคแก้ไขเลย 3. เราก็เป็นประโยชน์จริงๆ เราจะไปทิ้งของเสียของดีทำไม ไม่ใช่ของเสียของดีทั้งนั้นเลย เราก็เอาของดีไปแจก ๆๆๆ มันไม่ใช่ความเสียหายอะไรเลย _สู่แดนธรรม... พระอรหันต์ส่วนมาก จะพยายามต่อภพภูมิ พ่อครูว่า... ใช่ ผู้ที่ไม่ได้ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์ แต่ถ้าท่านสัมมาทิฏฐิแล้วจะมีกตัญญูกตเวทีจะรู้คุณประโยชน์ว่าเราหมดทุกข์แล้ว จะรีบตายไปทำไม 1. ความทุกข์ก็ไม่มีแล้ว ความสุขมันก็ไม่มีแล้ว แต่ที่จริง ความสุขมันก็คือความสบาย สัปปายะแล้วไม่อปายะแล้ว สัปปายะคือความเป็นประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับความเป็นประโยชน์ไปเถอะ ปายะคือ เป็นประโยชน์ เป็นกำไร เป็นgain ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา จบเป็นพระอรหันต์แล้วก็เรียนรู้รับใช้โลก เหมือนกับใช้ทุนไปแล้วในการเรียนก็เอาไปใช้หนี้เขาหน่อยมันหมดตัวตน คนหมดตัวตนก็จะเป็นอย่างนี้ คนที่บอกว่าเป็นอรหันต์แล้วจะต้องตายไปเลยไม่กลับมาอีกนี่ คือคนมีตัวตน เพราะฉะนั้นในคำพูดในภาษา สิ่งที่ตนเดาคาดคะเนเอา มันจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว พี่ตั้งจิตเป็นอรหันต์ จบเป็นอรหันต์แล้วจะตาย มาเป็นอรหันต์จริงสัมมาทิฏฐิแล้วจะรู้ว่า อุตส่าห์ได้เกิดมาเป็นจิตนิยามอัตภาพนี้บรรลุธรรมแล้ว มันสุดยอดเลยมันเป็นของจริงๆจะรีบทิ้งไปทำไมเล่า เราอยู่เราก็ไม่ทุกข์ เราอยู่ก็ไม่ทำโทษไปกับใคร เราอยู่มีแต่เป็นประโยชน์ แจกประโยชน์ อยู่เพื่อแจกประโยชน์ ไม่ได้เสียหายอะไรนี่ เพราะฉะนั้น คนที่รู้จริงแล้ว เมื่อรู้ประโยชน์ แจกประโยชน์ก็จะรู้ว่า อ้อ… มันย่อมมีที่สุดแห่งที่สุด ที่สุดแห่งที่สุดก็คือเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็จบ ตรงนี้แหละ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไม่ประกาศศาสนาขึ้นทำเนียบเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เท่านั้นแหละสุดจบ เป็นผู้ที่มีสัมมาสัมโพธิญาณ เท่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ไม่ประกาศศาสนา ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย ก็ไม่ได้ขึ้นทำเนียบเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งให้โลกรับรู้ แต่ท่านมีพระสัมมาสัมโพธิญาณ = พระพุทธเจ้าทุกพระองค์นะ พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นพระโพธิสัตว์นี่แหละ จนกระทั่งพัฒนาไปจนเท่าพระพุทธเจ้าแล้วก็ทำงานมาเท่ากัน แต่สุดท้ายท่านสูงกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป เพราะท่านไม่ประกาศศาสนาเป็นของท่านเองเท่านั้นเอง ถ้าจะว่าไปก็หมดตัวตนยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก แต่จริงๆแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ แต่ท่านไม่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอีกชาติเดียว ทำไมอีกชาติเดียวก็ประกาศหน่อยสิ แล้วเอาความจริงเข้ามาอีก ประกาศซะว่า เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว สมัยที่ 2 ไม่มีใครเป็นหรอก ประกาศสมัยเดียวก็ต้องพอแล้ว เพราะฉะนั้นแม้แต่สมัยเดียวพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่ากัน ท่านก็ยังไม่ประกาศเลยเห็นไหม ไม่ประกาศตนเองเลยปรินิพพานไปเฉยเลย แต่ท่านก็ทำงานเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ชาติที่ไม่ประกาศเท่านั้นท่านก็ไม่ได้ขึ้นทำเนียบเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก _สู่แดนธรรม... มีพระโพธิสัตว์ ที่คู่มากับพ่อท่านมั้ยครับ พ่อครูว่า... มีพอเป็นคู่มาก็ในหลวง แต่ไม่พูดต่อมันไม่ดี _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยบอกว่า แม้แต่ระดับ 7 ก็ยังรีไทร์ไป พ่อครูว่า... ได้ เป็นนิยตโพธิสัตว์แล้วจะรีไทร์ตัวเองไปก็ได้ แต่เป็นผู้ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าได้แล้ว จะรีไทร์ก็เป็นส่วนตัวของคุณ เหมือนพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่รีไทร์ตัวเองไป ไม่ประกาศศาสนาของตัวเองไปในโลก _สู่แดนธรรม... มีค่าเท่ากับ 0 ใช่ไหมครับ ทุกอย่างที่บำเพ็ญมา พ่อครูว่าตนแต่มันเป็นของสมมติโลก เป็นความจริงอยู่แล้วกรรมเป็นอันทำ เพราะฉะนั้น กรรมใดที่เป็นพระอริยะทำพระอรหันต์ธรรม กรรมใดที่พระโพธิสัตว์ทำ กรรมนั้นก็เป็นของโลก ถ้าหากยึดถือว่ากรรมนั้นเป็นของเรา เราก็จะไม่กล้าทิ้ง กรรมนี้เป็นของดีด้วยเป็นอารยธรรมเป็นอริยะคุณด้วย ของดีนั้นยิ่งกว่าเพชรกว่าทอง ใครจะไปทิ้ง ขนาดทองเท่าหนวดกุ้งยังทิ้งไม่ลงเลย แต่นี่ยิ่งกว่าทองเท่าหัวจะทิ้งได้อย่างไร _สู่แดนธรรม... ขอถามประสาซื่อครับ ว่า พระโพธิสัตว์ระดับใหญ่เมื่อไม่ทุกข์แล้ว ทำไมถึงยอมรีไทร์ พ่อครูว่า... ก็เป็นผู้ที่มักน้อย มันมีทางปรินิพพานแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน มันก็ไม่ใช่ง่ายที่จะทนวิบาก ความทุกข์ของตนเองมันไม่ยากเท่าไหร่เลย ความทุกข์ที่จะช่วยผู้อื่นนี้มันยากยิ่งนัก ไปแบกไปเอาภาระ มันหนักกว่า จะให้คนอื่นเข้าใจเรื่องทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค มันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากหรือยังไง มันยากอย่างกับอะไรดี ขนาดนี้ พุทธศาสนิกชนไทยมีประมาณ 95% ของประชากรไทย ที่มี 66 ล้านคน เป็นชาวพุทธน่าจะประมาณ 60 ล้าน แล้วคนที่เป็นพุทธ 60 ล้านคน หาอาริยะไม่ได้ นอกจากหาไม่ได้แล้วยังไปงมงายผิด เข้าใจอรหันต์เก๊เป็นอรหันต์จริง เข้าใจอวิชชาเป็นวิชชา เสียเวลาไปกับเดรัจฉานวิชา วิชาที่ไม่พาให้บรรลุธรรม เดรัจฉานวิชา คือวิชาที่ไม่ใช่พาลดกิเลสไม่ได้พาไปนิพพาน เป็นวิชาขวางทางนิพพาน เพราะฉะนั้นวิชาโลกๆ วิชาที่ไปเป็นเพื่อลาภยศสรรเสริญสุข เป็นเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น ที่เขายังยึดถือกันอยู่ ยังเป็นกันอยู่ อาตมาพูดตรงนี้ ไม่เข้าใจหรือ พระพุทธเจ้าเป็นคนที่มีลาภยศสรรเสริญมากกว่าในเถรสมาคมทุกคน ท่านรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านทิ้งเลย ไม่แยแสสักอย่างเลย ความรู้อีก 18 ประการไม่เอาด้วย มาเอาความรู้ที่เป็นอารยธรรมอันเดียวนอกนั้นไม่เอาเลย เลิกทิ้งเลย ความรู้ทางโลกไม่ต้องไปอยากรู้ต่อ เอาให้มันชัดที่อรหัตผล คนที่รู้อรหัตผลจึงไม่ต่อหรอกความรู้อย่างอื่น มาต่อโพธิสัตว์สืบสานอารยธรรมโพธิธรรมของพระพุทธเจ้านี้ต่อไปเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรอื่นดีกว่านี้ เพราะฉะนั้นกว่าจะเกิดมาเป็นจิตนิยามจนกระทั่งบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าและรู้ว่าปัดโธ่… เสียเวลามาไม่รู้กี่ล้านชาติ นึกว่าได้เป็นใหญ่เป็นโตได้เป็นเจ้าโลกเป็นผู้ร่ำรวย เป็นผู้เก่งเ ป็นผู้วิเศษ เป็นผู้ที่รู้มากมีเป็นศาสดามาไม่รู้กี่คน ไม่รู้กี่องค์แล้ว มันก็ไอ้เท่านั้นเอง ศาสดาก็ไม่รู้เรื่องของอนัตตา ไม่รู้เรื่องสุญญตา ก็ยังยึดอัตตาเป็นนิรันดรอยู่อย่างนั้น ทำไมพระพุทธเจ้าท่านรู้จักอัตตารู้จักปรมาตมันมาหมดแล้ว ต้องไปเกิดเป็นของจริงด้วยตัวเอง ไม่ใช่รู้แค่ตรรกะ อย่างนั้นมันเป็นมามากแล้ว 651031 สลายพระเจ้าแห่งอวิชชาด้วยปัญญาจากสัตตบุรุษ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 61