บุญกิริยาวัตถุ 7 ข้อที่เป็นเนื้องอกของศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
บุญกิริยาวัตถุ 7 ข้อที่เป็นเนื้องอกของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า...เรื่องบุญกิริยาวัตถุ มีอาจาริยวาท เข้าใจไปตามภูมิของเขา แล้วก็มาเขียนบรรยายบันทึกไว้เป็นอรรถกถาจารย์ แล้วเอาของอรรถกถาจารย์มารวมเข้าไปเป็นบุญกิริยาวัตถุ 10 ที่จริงของพระพุทธเจ้ามีบุญกิริยาวัตถุ 3 เท่านั้น บุญ คือ เครื่องชำระกิเลส เพราะฉะนั้นหลักในการชำระกิเลสก็มี ทาน ศีล ภาวนา 3 อย่าง ฟังอันนี้ก่อน ฟังแก่นแกนก่อน ก่อนจะไปฟังบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อของอาจารย์ที่เพี้ยนไปเรื่อยๆ ขยายความเละเทะ ทานอย่างไร ทานมัย เป็นผลสำเร็จของการทำทาน ทานอย่างไรมีผลสำเร็จเป็นอานิสงส์ ศีล ปฏิบัติศีลอย่างไร จะมีความสำเร็จเป็นอานิสงส์ หลักปฏิบัติก็มี ทาน ศีล เสร็จแล้วก็มีคำว่า ภาวนา ภาวนาแปลว่า การเกิดผล เขาก็ไปแปลภาวนากลายเป็นมรรคค เป็นวิธีทำ บอกว่าไปภาวนา คือไปนั่งสมาธิหลับตา และที่ให้ไปปฏิบัติก็ผิดด้วย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... ภาวนา เขาบอกว่าไปนั่งหลับตา พ่อครูว่า... ภาวนาแปลว่าการเกิดผล ภาวะ มีสภาวะ ซึ่งปรากฏจริง แต่ก็ไปติดอยู่ในบัญญัติ อยู่ในพิธี อยู่ในภาษา อยู่ในเปลือก ก็เลยงมงายกันอยู่ตรงนั้น และก็ไปเข้าใจผิดไปต่ออีกว่า ภาวนาคือต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิต ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นก็ขอพูดย้ำตีหัวตะปู จนกระทั่ง บี้หมดเลย ก็ให้เลิกนั่งหลับตาสะกดจิตได้แล้ว ชาวพุทธเอ๋ย อาตมาพูดแรงพูดตัด สมัยพระพุทธเจ้าท่านพูดตัดไม่ได้ เพราะว่าท่านจะต้องมีมวล เพราะว่านั่งหลับตากันทั้งป่ากันทั้งเมืองเลย มันอยู่ป่ามาก่อนก็เป็น เดียรถีย์ ทั้งนั้น ท่านก็ต้องประนีประนอมกันก่อน เสร็จแล้วท่านก็ค่อยๆได้จากหมู่นั้นมาเป็นมวล แต่อาตมา เป็นชาวพุทธแล้ว มันเข้าใจกันคนละ กาละ เทศะ ฐานะ พูดกันคนละบริบทคนละ กาละ เทศะ
อ่านต่อ
ฐานะ คนละเวลาคนละภูมิธรรม ภูมิธรรมระดับลูกศิษย์ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าท่านบุกเบิก อาตมาไม่ใช่ผู้บุกเบิก แล้ว พูดกับชาวพุทธด้วย เหมือนกับพี่พูดกับน้อง ต้องแรงๆเลย เพราะฉะนั้นก็เลยไม่เหมือนกัน ทีนี้ มาเข้าสู่ประเด็นที่เบญจวรรณเขาถามมา บุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ ของพระพุทธเจ้ามี 3 ข้อ แล้ว อรรถกถาจารย์มาใส่ไปอีก 7 ข้อ ซึ่งเป็นเนื้องอก
๑. ทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการให้ - การสละออก) ๒. ศีลมัย (บุญสำเร็จด้วยการชำระล้างกิเลสออก) ๓. ภาวนามัย (บุญสำเร็จด้วยการทำผลเจริญให้จิต) ๔. อัปปัจจายนมัย (บุญสำเร็จด้วยการอ่อนน้อม) ๕. เวยยาวัจจมัย (บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวาย เอาภาระการงาน) ๖. ปัตติทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการเข้าถึง ที่เป็น ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ยิ่งขึ้นๆ) ท่านผู้รู้แปลว่า “บุญสำเร็จด้วยการแบ่งส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น” ๗. ปัตตานุโมทนามัย (บุญสำเร็จด้วยการยินดี ที่ได้ชำระกิเลสหรือได้บุญแล้ว แม้ผู้อื่นกระทำ) ๘. ธัมมัสสวนมัย (บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม) ๙. ธัมมเทสนามัย (บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม) ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ (การทำความเห็นให้ถูกตรง) (๓ ข้อแรกมีใน พตปฎ. เล่ม ๒๓ ข้อ ๑๒๖) พ่อครูว่า... ทานมัย ศีลมัย ภาวนามัย คือของพระพุทธเจ้า 100% ส่วนอปจายนมัยไปจนกระทั่งถึงทิฏฐุชุกัมม์ เป็นเนื้องอก 7 ข้อเป็นเนื้องอก เนื้องอกอย่างไร ไล่ไปตามลำดับก่อน 2 ข้อแรก อปจายนมัย ทำด้วยความอ่อนน้อม เวยยาวัจจมัยทำด้วยความขวนขวาย ซึ่งมันเป็นคุณธรรมนะ เขาเอาคุณธรรมนี้มาใส่ มัย แปลว่า ความสำเร็จ สำเร็จด้วยความอ่อนน้อม สำเร็จด้วยความขวนขวาย ก็ดี เป็นธรรมะที่เสริมหนุน แต่มันไม่ไปเข้าสู่ปรมัตถ์ที่จะให้ไปถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน มันก็ทำความดีงาม เป็นกุศล ความอ่อนน้อมก็เป็นกุศล ความขวนขวายขยันหมั่นเพียรก็เป็นกุศล เป็นสมมติสัจจะ ยังไม่ใช่ตัวปรมัตถสัจจะ ต่อมา ปัตติทานามัย ปัตติ แปลว่าบรรลุ แปลว่าการเข้าถึง เข้าไปถึงความเป็นทาน ก็หมายถึงว่า คุณต้องปฏิบัติทาน ให้รู้จักกิเลส แล้วก็กำจัดกิเลสได้ กิเลสลดออก เป็นอานิสงส์เป็นผลในการปฏิบัติทาน ปัตติทานามัย สำเร็จด้วยการทาน บรรลุธรรมอย่างเป็นปรมัตถด้วยกันถึงสัมมาทิฏฐิ แต่ทีนี้ เขาไปเข้าใจว่าการทานที่เข้าถึงทานของเขาคือ ทำทาน ให้สำเร็จจงทำทานการให้ แต่เขาไม่ได้เข้าถึงสภาวะธรรม _สู่แดนธรรม... เขาบอกว่า เอาบุญมาฝากครับ พ่อครูว่า... นั่นแหละเป็นการได้บุญ ทำทานเป็นการได้บุญ ชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ เขาก็เข้าใจว่า ทำทาน ได้บุญแล้ว ซึ่งบุญเป็นสมบัติไปเสียแล้ว เข้าใจมิจฉาทิฏฐิว่าบุญเป็นสมบัติ ทำทานนี่แหละจะได้บุญ ทำทานจริงๆแล้วคุณได้กุศล ไม่ได้บุญถ้าคุณยังไม่สัมมาทิฏฐิ คุณยังทำใจในใจมนสิการไม่เป็น มิจฉาทิฏฐิยังไม่โยนิโส มิจฉาทิฏฐิยังไม่ถ่องแท้ มนสิการยังไม่โยนิโส คุณก็ทำใจในใจไม่ถูกต้องไม่ถ่องแท้ไม่แยบคาย ทำเพี้ยน ทำผิดไป ไปทำใจในใจในการได้ภพได้ชาติ แล้วมันจะจบได้อย่างไร ทานแล้วไปสร้างภพชาติต่อ เพราะฉะนั้นในทานะมัย ข้อ 1 ไม่ต้องสร้างอะไรต่อเลยไม่ต้องมี สาเปกโข ไม่ต้องมี ปฏิพัทจิตโต มีความโยงใยปฏิพัทธ์กันอยู่ อันที่ 3. มีสันนิธิเปกโข ลงไปใส่สะสมไว้เลย เข้าธนาคารไว้เลย 4. โน่น จะได้ไปกินในชาติหน้าในภพในชาติหน้า นี่คือมิจฉาทิฏฐิละเอียดลออเลย ถ้าหากตั้งจิตไว้ผิดเข้าใจผิดในทาน ในทานสูตร ศึกษาดู เพราะฉะนั้น ผู้เข้าใจผิดทำใจในใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ คุณบอกว่า ปัตติทานามัยเขาถึงผลทาน ก็เข้าถึงแบบมิจฉาทิฏฐิไปได้กุศลได้สมบัติได้ภพชาติ คุณทานแล้วก็ไม่มีทางจะบรรลุนิพพาน เพราะคุณทานแล้วไปได้ภพชาติ จะได้สิ่งที่เป็นสมบัติต่อ ถ้าเป็นบุญมันต้องเป็นวิบัติ มันต้องล้างกิเลส ต้องรู้กิเลส ต้องกำจัดกิเลสได้จริงมันจึงจะเป็นปัตติทานามัยที่แท้ เพราะฉะนั้น ภาษาดูท่าดี ปัตติ ทาน ดูดี มัย หรือมยัง สำเร็จ แต่เสร็จแล้วอธิบายผิด อรรถกถาจารย์ผิด ก็เลยไม่ใช่บุญ ปัตติทาน มีการละเอียดไปอีกว่าเป็นการบรรลุธรรม ก็ขยายความไปว่าบรรลุผิดหรือบรรลุถูก _สู่แดนธรรม... เอาบุญมาฝาก คำว่าเข้าถึง คุณไม่ได้ทำนะแต่เพื่อนไปทำมาเอามาฝากกันด้วย เพื่อนก็ได้เขาถึงแล้ว พ่อครูว่า...ข้อ 7 ปัตตานุโมทนามัย เมื่อเป็นสมบัติก็เอาสมบัติมาฝากสิ เข้าใจว่า ทานแล้วได้กุศลได้สมบัติ ไปทำบุญมาเอาบุญมาฝากเน้อ สาธุ ลูบใส่หัวเลยโอ้โห… เราอยู่บ้านไม่ต้องไปทำอะไรก็ได้แล้วคนเอามาฝาก ที่จริงแล้วกรรมเป็นของของตน ตัวเองทำตนเองได้ ตัวเองไม่ได้ทำแล้วจะบอกว่า เราได้ มันไม่ได้หรอก เขาไปทำทานเขาก็ยังทำผิด เขาก็เอาทานผิดๆเข้าใจผิดมาฝากอีก คนก็เลยเข้าใจผิดไปต่ออีก เพราะฉะนั้นปัตตานุโมทนามัยก็คือ ยินดีด้วยที่คุณได้ดีและเอาดีมาฝาก เอาสมบัติมาฝาก เอากุศลมาฝาก มันไม่ใช่บุญ มันเป็นกุศล คุณเอามาฝากนั่นมันเป็นกุศลเท่านั้น มันเป็นสมบัติ บุญนั้นมันเป็นวิบัติ เอามาฝากกันไม่ได้ ใครทำใครได้ ใครตัดกิเลสของตนคนเดียว วิบัติฝากไม่ได้ คุณต้องวิบัติกิเลสของคุณเอง ต้องกำจัดกิเลสของคุณเอง เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้ อรรถกถาอาจารย์ เกจิอาจารย์ผู้รู้ที่เพี้ยน นี่แหละพาให้ศาสนาพุทธเสื่อม ผิดไปเรื่อยๆๆ ตามนี้ แล้วก็เรียนต่อกันมาเป็นตำราเห็นไหม ฟังดีๆนะอาตมาชำแหละวันนี้ อปจายนมัย เวยยาวัจจมัย 2 ข้อนี้เป็นกรรมกิริยาที่ดี เป็นการอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นการขวนขวายดี แต่พอเข้าถึงเนื้อหา ปัตติทานมัย ปัตตานุโมทนามัย บรรลุทานอย่างมิจฉาทิฏฐิของคุณก็ไปได้กุศล ไปได้สมบัติมา ไปได้ภพชาติมา ไม่ได้ตัดกิเลส ทานคือการให้ ให้แล้วเป็น 0 เลย ให้แล้วไม่ต้องไป สาเปกโข ไม่ต้องต่อภพชาติอันใด ให้แล้วจบ ไม่ต้องถือว่าเราได้ทำดี เราได้ทำกุศล แล้วไปเรียกว่าเราได้ทำบุญอีก ถ้าคุณทำบุญเป็นบุญที่สัมมาทิฏฐิ คือการตัดกิเลส ไม่ใช่กุศลอย่างนั้น มันเข้าใจยากกัน แต่คิดว่าผู้ฟังด้วยดี สุสูสัง ลภเตปันยัง ฟังดีๆอย่างเข้าใจจะได้ปัญญา เพราะฉะนั้นเกจิอาจารย์เข้าใจผิดก็เลย ขยายปัตติทานามัยผิด บอกว่าเอาบุญมาฝากนะ พอเป็นปัตตานุโมทนามัย เอาบุญมาฝาก ก็อนุโมทนา ยินดีด้วย หรือยินดีด้วยนะที่คุณได้บุญ ปัตตานุโมทนามัย บรรลุด้วยการยินดีด้วยที่คุณได้บุญ มันมีสัมมาทิฏฐิเหมือนกัน ถ้าคุณตัดกิเลสได้ดีจริงๆจะถูกต้องจริงๆสัมมาทิฏฐิจริง เราก็ยินดีกับคุณที่ปฏิบัติได้สำเร็จ มันก็เป็นปัตตานุโมทนามัยที่ถูกต้อง มาส่งข้อที่ 8 ข้อที่ 9 ธัมมัสสะวะนะวัย กับธรรมเทศนาใหม่ ธัมมัสสวนมัย เป็นการฟังธรรมแล้วก็จะได้ชำระกิเลสก็จริงถ้าคุณฟังทำเป็น รับรู้เอามาปฏิบัติ หรือธรรมเทศนาใหม่ คุณบรรลุธรรมแล้วเอาธรรมะไปเทศน์ เอาไปอธิบายเอาไปบอกผู้อื่น ก็เป็นกุศลของคุณ แต่คุณต้องมีความเป็นธรรมมะโลกุตรธรรม หรือการรู้กิเลส ละกิเลสถูกต้อง แล้วคุณทำได้คุณก็ไปบอกเขาอย่างถูกต้อง ก็ดี แต่ถ้าอย่างที่เข้าใจผิด เป็นปัตติทานมัย ปัตตานุโมทนามัย คือตัวผิดตัวแท้เลย ปัตติ แปลว่าการบรรลุการเข้าถึง เข้าถึงทานที่ผิด แล้วก็ไปยินดีในทานที่ผิด เอามาแบ่งกันอีก แบ่งบุญกันอีก ซึ่งมันแบ่งไม่ได้ บุญแบ่งไม่ได้ บุญใครบุญมัน บุญคือการตัดกิเลส ชำระกิเลสของเราเองหมด ของเรา คนอื่นจะตัดกิเลสของตนเองก็ต้องเป็น กัมมัสกะ เป็นกรรมของเขาเองใครทำแทนใครไม่ได้ ไม่ได้ บุญนี้แทนกันไม่ได้เลย ฟังให้ดีๆ บัญญัติคำว่าบุญคำเดียวนี่แหละ มันพิการมันวิปริต มันเข้าใจผิดมันมิจฉาทิฏฐิกันมานาน นี่คือความเสื่อมของโลกุตรธรรม บุญเป็นโลกุตระเป็นพลังงานที่ลึกซึ้ง อาตมาอธิบายไว้แล้วว่าต่อจากพลังงานฌาน 1 2 3 4 เพราะฉะนั้นบุญอยู่ที่ฌานที่ 4 หรือชั้นที่ 5 ก็ได้ ชั้นที่ 1 คือพลังงาน ที่เผากิเลส หรือประหารกิเลส ใช้คำว่าเผาเป็น อุณหธาตุ ไม่ได้ใช้เป็นวัตถุ ด้วยมีดพร้าด้วยหนาวด้วยขวาน เป็นดาบเป็นง้าว ไม่ใช่ แต่เป็นพลังงาน พลังงานปัญญา ฌานคือปัญญาปัญญาคือฌาน ฌานคือพลังงานปัญญาที่สร้างความเฉลียวฉลาดโลกุตระที่จะอยู่เหนือ ไฟเหมือนกัน อุณหธาตุ เหมือนกัน ราคะ โทสะ โมหะ แต่ฌาน เป็นตัวปัญญาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ฌาน เป็นปัญญาเป็นพลังงานไฟ อุณหธาตุ ที่มันเหนือชั้นกว่าไฟราคะ โทสะ โมหะ มันเป็นความจริงจึงทำลายกันได้ ถ้าคุณทำไม่ถูกไม่จริง ทำลายไม่ลง มิจฉาทิฏฐิทำผิด ทำไม่ลง ทำไม่ได้ ต้องถูกต้องจริงๆจึงเป็นพลังงานฌาน พลังงานปัญญา หรือ พลังงานบุญ ที่จะกำจัด สลายกิเลสลงไปได้ เผากิเลสไปได้ ท่านใช้คำว่าไฟ ท่านใช้คำว่าเผา มันทำให้เป็นจุลเป็นขี้เถ้าไปเลยนะ เป็นผุยผงไปเลย เอาวัตถุมาเรียกชัดเจนดี มันสลายสภาพนั้นไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจสภาวะผิดจากบัญญัติ ฌาน เข้าใจคำว่าบุญผิด บุญกิริยาวัตถุมันก็เลยเพี้ยน เพราะฉะนั้นสรุปซ้อนอีกที ข้อ 4 มาถึงข้อ 10 นี้ เป็นคำอธิบายเพี้ยนผิดของอาจารย์ เป็นอรรถกถา เป็นคำพูดของอาจารย์รุ่นหลังที่มิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นบุญกิริยาข้อ 4 ถึงข้อ 10 คือ ความรู้มิจฉาทิฏฐิ เอาละสิ…. วันนี้ ชำแหละกันหนักเลย เพราะฉะนั้น เมื่อปัตติทานมัยก็ผิดเพี้ยน ปัตตานุโมทนามัยก็เพี้ยน กลายเป็นเรื่องสมบัติ กลายเป็นเรื่องที่ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องสูญหาย ไม่ใช่เรื่องวิบัติ เสร็จแล้วคุณก็เอามาสอนเป็นการพูดเรียกว่าได้ฟังการเทศน์การพูด เป็นธัมมัสสวนมัย มาฟังเป็นเทศน์แล้วก็สอนผิดๆมาจากข้างบนทั้งหมด ก็เลยพากันบรรลัยจักรหมดเลย ผิดหมดเลย ขออภัยวันนี้ใช้ลูกระเบิดปรมาณู ขอยืมของคิมจองอึนมาหน่อย หรือของปูตินก็ได้ เพราะฉะนั้น ข้อที่ 10 ทิฏฐุชุกรรม คุณก็ไปตีขลุ่มว่าเป็นความถูกตรง ถ้าคุณไม่ถูกตรงโดยสภาวธรรมจริงแล้ว คุณก็เอาภาษามาตีขลุมว่าถูกตรง คุณก็เป็นการขี้โกง เอาความผิดไปเป็นความถูก ไปขี้โกงเอาของพระพุทธเจ้า ที่ถูกๆไปทำผิดๆ คุณก็บาป เพราะฉะนั้นข้อ 10 ทิฏฐุชุกัมม์จึงเป็นความเห็นที่ถูกตรงที่เขาตีขลุมเอาหมด หมดเลย ว่าอย่างนี้แหละ นี่คือความเสื่อมของธรรมะพระพุทธเจ้ามาตามลำดับ เป็นการอวดดีของเกจิอาจารย์หรืออรรถกถาอาจารย์หรือผู้รู้รุ่นหลัง แล้วก็สืบทอดกันไว้ด้วยความผิด ผิดจาก 1 จาก 2 กระจายไปเรื่อยๆผิด 3-4 ผิดยกกำลังสูงขึ้น สูงขึ้น 2,500 ปีมาถึงวันนี้ความผิดพลาดมาก ที่อาตมาหนักมากต้องแก้ไข คนที่ฟังคำอธิบายจากอาตมาไป กาลามสูตรพระพุทธเจ้าก็บอกไว้แล้วว่าอย่าเพิ่งเชื่อทุกเรื่อง คุณเข้ามาสิ มาสอดแนม มาปฏิบัติ ลองเลย ที่อาตมาพาปฏิบัติแล้วคุณจะได้รู้จริง คุณจะได้เป็นคนสะอาดดี สะอาดดีมาสอดแนมอาตมา เป็นตำรวจถูกใช้ให้มาสอดแนมอาตมา เลยมาเข้าใจธรรมะที่นี่ แล้วก็ไม่ไปแล้ว ปลดเกษียณแล้วอยู่ตรงนี้ อยู่ไปจนกระทั่งตาย เผาไปแล้ว เลยได้ธรรมะไปเลย มาจับโจรได้อยู่กับโจร ที่จริงไม่ใช่โจร มาเข้าใจผิดว่าเป็นโจร อาตมาพูดไปกลับไปกลับมาฟังดีๆ มันไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องยากมาก สรุปที่เบญจวรรณถามมา ทานมัย กับ ปัตติทานมัย มีสภาวะจิตกับสภาวะธรรมอย่างไร สภาวธรรมนั้นได้ทั้งรูปธรรม นามธรรม สภาวะจิตคือนามธรรม มันก็ต่างกันอีก สภาวะจิตคือนามธรรม สภาวธรรมมันมีคู่ ธรรมะมีคู่ ถ้าธาตุ มันมาเดี่ยว ถ้าธรรมมันมีคู่ เป็นต้นธาตุ ต้นธรรม ต้นธาตุคือเดี่ยว ต้นธรรมคือคู่ 651028 บุญกิริยาวัตถุ 7 ข้อที่เป็นเนื้องอกของศาสนาพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ