สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะโลกุตระกับศิลปะโลกียะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะโลกุตระกับศิลปะโลกียะ ผู้ที่สามารถมีศิลปะ คนที่ทำงานศิลปะ ขอเสริมเรื่องศิลปะ เข้าไปหน่อย ศิลปะ คือความรู้ ที่มีองค์ประกอบของความรู้ ที่สามารถเข้าใจ สิ่งที่จะเอาความรู้นั้น ออกมาให้คนอื่น ได้รับประโยชน์ ศิลปะหมายถึง คนที่มีความรู้ ศาสตร์ ความรู้ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ใช่ศิลปะ ความรู้คือความรู้ คนที่มีความรู้ สามารถเอาออกมาสร้างองค์ประกอบ จัดองค์ประกอบ เป็นองค์ประกอบของศิลปะ แล้วสามารถที่จะสื่อ องค์ประกอบ ที่คนสัมผัส แล้วเกิดญาณปัญญา เกิดจิตเจริญ เช่นโกณทัญญะ ฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จิตใจก็เกิดเจริญ มีปัญญารู้ ว่า เราต้องออกจากลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นต้น ศิลปะไม่ใช่งานฝีมือ งานฝีมือก็เป็น แค่ craft เป็นเทคนิคในการทำเก่ง แต่รูปที่คนสัมผัสแล้ว ไม่ได้เกิดทำให้จิตใจเปลี่ยนแปลง จิตเกิดความรู้สึกอารมณ์ หรือเกิดความเข้าใจ และเปลี่ยนแปลงไปในทางเจริญ เจริญไปในทางดี จากชั่วเป็นดี ก็เรียกว่า ศิลปะโลกียะ งานศิลปะ ถ้าไปเห็นแต่รูป แล้วก็บอกว่า งามรูปสวย รูปพิสดาร abstract ประหลาดพิสดารดี แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณ ไม่เข้าถึงความรู้สึกคั่นอารมณ์ เขาไม่เรียกว่างานศิลปะ เป็นแค่ craft เป็นแค่งานช่าง มีความรู้ที่จะวาดเขียน ปั้นก่อเป็นอาคาร หรือเป็นวรรณกรรม เป็นภาษา เป็นดนตรีคีตการ สรุปแล้วศิลปะนั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจิตให้เจริญ แต่ถ้าจิตใจเจริญ แต่เป็นโลกียะ เรียกว่าศิลปะโลกียะ แต่ถ้าจิตใจเจริญ ถึงขั้นเข้าใจว่าต้องเรียนรู้ความรู้สึก หรือเวทนาอย่างนี้ มันมีเหตุที่ไปยินดีในโลกียะ ไปยินดีในเรื่องกาม อัตตา โลกธรรม เราอย่าไปยินดีกับมัน เกิดจิต เกิดอัญญะ ว่า มันยินดีกับโลกีย์ต้องจมกับโลกีย์เสมอเป็นกาม หรือไปนั่งสะกดจิต สร้างภพชาติเป็นอัตตา คนที่
อ่านต่อ
มีความรู้เช่นนี้ จะออกจาก กามกับอัตตาด้วย ปฏิบัติเป็นโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้น คนที่ไม่สามารถใช้ศิลปะ สื่อให้คนอื่นรู้ความจริงดังกล่าว และเปลี่ยนแปลงเป็นโลกุตระได้ คนนั้นก็ไม่มี ศิลปะขั้นโลกุตระ ซึ่งอาตมาเชื่อว่า ไม่มีใครมาพูดหรอก เราจัดงานแสดง ศิลปะโลกุตระ ก็ได้เชิญ คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มา ก็ได้ยิน คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รำพึงว่า ศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ นี่ขนาดเป็นศิลปินแห่งชาตินะ ก็เพิ่งจะได้ยินว่า มีศิลปะโลกุตระด้วย อาตมาได้ยินกับหู แต่คุณเนาวรัตน์อาจลืม ว่าเคยพูดไป แต่อาตมาว่าอาตมาได้ยินจริงๆ คนไม่รู้หรอกว่า ศิลปะโลกุตระคืออะไร หรือศิลปะคืออะไร ศิลปะจะต้องทำให้จิตวิญญาณ เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าสิ่งที่ทำให้จิตวิญญาณ เปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม เปลี่ยนแปลงไปในทางทุจริตเป็นอกุศล เช่น ทำให้เกิดความโกรธมากขึ้น เป็นหนังบู๊งานบู๊ ทำให้เกิดความรุนแรง นั่นคือความลามกอนาจาร ไม่ควรประพฤติ ถ้าอะไรที่ทำให้เกิดไปติดยึด ไปดีอกดีใจ อยากจะได้ความสนุกสนาน เป็นขิฑฑาปโทสิกะ สนุกสนานเอร็ดอร่อยเพลิดเพลิน นั่นคือราคะ ลามกกับราคะ ไม่ใช่ศิลปะเลย อาตมาแบ่งศิลปะเป็น 5 ขั้น ลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ เมื่อมาเข้าใจสาระเนื้อหา ที่เป็นเนื้อหาลามกหรือราคะ มันไม่ใช่แก่น ไม่ใช่เนื้อ ที่ควรจะเอามาออกเปิดเผย พอดีหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ลงเรื่อง'อ่าวอารมณ์' โดยธานินทร์ อินทรเทพ บทอัศจรรย์ในเพลง ทวีพงศ์ มณีนิล
เพลง อ่าวอารมณ์ คำร้อง ทำนอง ทวีพงศ์ มณีนิล ขับร้องโดย ธานินทร์ อินทรเทพ
มาเถิดหนาคนดี เอนกายลงที่ตรงนี้พี่มีอ้อมแขนคอยกอด อย่าลังเลหันเหเอื้อนออด อย่าให้ความทุกข์เป็นมอดคอยกัดกร่อนชีวา ชีวิตร้อนรุ่มด้วยรัก น่าเหนื่อยหน่ายนักเหมือนท้องทะเลบ้า ปลดใบเรือหันหางเสือเข้ามา อ่าวใจพี่มีเสน่หา ไว้ให้แก้วตาดื่มกิน มาเถิดหนายาใจ ทิ้งปอยผมให้สยาย ปล่อยใจให้มันโบยบิน ทั่วเรือนร่างสวยสำอางไร้มลทิน น่าโลมน่าไล้ไปสิ้น ยวนยั่วใจสุดทน ลืมเสียเรื่องเศร้าหมองศรี โลกใหญ่โลกนี้ ใช่ของเราสองคน สุขใกล้มือคว้าไว้ก่อน ประเสริฐล้น กอดพี่ให้แน่นหน้ามน เดี๋ยวฝนจะโปรยลงมา...
พ่อครูว่า...ภาษาเขาเป็นถือว่าวรรณกรรม แต่อาตมาถือว่าเป็นลามก เพลงนี้ดัง เพลงลามกกับราคะจะดัง เพราะมันเข้าถึงกิเลสคนไง อาตมาบอกแล้ว มีห้าระดับ ลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ มาถึงสาระแล้วมันไม่ค่อยฟัง ยิ่งเป็นเพลงอาตมา เป็นเพลงโลกุตระ เขาไม่แลเลย เขาจะหาว่า มีอยู่ในโลกด้วยหรือ เขาไม่หาว่าเป็นเพลงด้วย มันไม่สัมผัสกับอารมณ์เขาเลย ในชีวิตนี้อาตมาแต่งเพลง ร้อยกว่าเพลง ไม่ได้มากมายหรอก มีเพลงที่แต่งเล็กๆน้อยๆ จรไปจรมาก็มีอีก สอนนักเรียน ก็ไปแต่งเพลงให้ แต่ละโรงเรียน แล้วเอาไปแข่งกันเอง อาตมาควบคุม การซ้อมเองด้วย บางที 2 หรือ 3 โรงเรียนด้วย เข้าประกวดในแต่ละงาน ก็ได้ถ้วยมานั่งโชว์กัน (พ่อครูไอ ตัดออก) เมื่อประกวดเสร็จแล้วก็ทิ้ง ไม่ได้เก็บไว้เลย ขายไม่ออกเพลงพวกนี้ มันเป็นสาระเป็นอะไร ขึ้นต้นแล้วว่าอยากจะวิจารณ์เรื่องศิลปะ
ความรู้ความเข้าใจของอาตมาว่า ศิลปะคืออะไร ศิลปะของอาตมา ก็คือ ต้องมีความรู้เป็นรากฐาน เรียกว่า มีศาสตร์และศิลป์ คนที่ไม่มีศาสตร์ จะมีศิลปะไม่ได้ ขยายศาสตร์นั้น ความรู้นั้น ให้มีองค์ประกอบศิลป์ คนที่สร้างองค์ประกอบศิลป์ ก็เรียกว่าศิลปิน ประกอบไปด้วยรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัส ประกอบด้วยวัตถุ ก็แล้วแต่ หรือประกอบไปด้วยภาษา คารม สุ้มเสียงสำเนียง สื่อออกไปให้คนเกิดความรู้ เกิดความสะดุด เกิดความเข้าใจ เกิดความฉุกคิดว่า อะไรควรเลิก อะไรควรทำให้เจริญ นั่นเป็นงานศิลปะ ถ้าเจริญในทางจิตวิญญาณ ให้คนลดกิเลส เป็นโลกุตระ แต่ถ้าเป็นโลกียที่เป็นสุจริต ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรทำ งานศิลปะต่างๆเหล่านั้น ก็เป็นประโยชน์ ต่อโลกต่อสังคม แต่คนที่เขียนหรือปั้น ภาษาวรรณกรรม หรือแม้แต่ภาษาเพลง มีองค์ประกอบทั้งเสียง และภาษาประกอบ ทั้งคำร้องและทำนอง สื่อออกมาแล้ว ทำให้คนยิ่งจมลงไปกับทุจริต จัดจ้านในราคะหรือโทสะ เรียกว่า หนังบู๊ หนังรัก คนดูก็อยากจะให้แรงขึ้นไป แรงขึ้นไป นั่นคือเป็นลามก เป็นความเลวร้ายของงาน หรือให้ยิ่งรักจัด ผูกยึด จัดจ้าน เต็มไปด้วยราคะ เยิ้มไปด้วยกาม เยิ้มด้วยราคะ นั่นคือสิ่งสื่อเป็นลามก ถ้าไม่หยาบเกินเรียกว่าราคะ ให้เกิดราคะหรือโทสะ จัดจ้านในหนังบู๊หนังราคะ คนที่ไม่เข้าใจเรื่องศิลปะ ก็ล้วนแล้วแต่ มอมเมาคนทั้งนั้น มอมเมาให้คนเกิดรสในทางบู๊ เกิดรสในทางรัก หนัง ละคร มีอยู่สามเรื่อง คือเรื่องรัก เรื่องโกรธ(โทสะ) กับเรื่องบ้าๆบอๆ (โมหะ) ใส่สิ่งเหล่านี้ให้คนจัดจ้าน ในเรื่องราคะ โทสะ โมหะ คนไม่เข้าใจศิลปะ ไม่รู้หรอก บอกว่า คนดูแล้วมีแต่คนชื่นชอบ เพราะว่าเกิดรสชาติ ทางรักหรือทางบู๊หรือโมหะ หนังผี ซับซ้อน แล้วเขาไม่รู้ว่า เขาได้ทำลาย ศิลปะ เรื่องของลามกหรือราคะ ไม่ใช่เรื่องของศิลปะเลย ชาตินี้ ยังงงเหมือนกัน ว่าอาตมาทำไมต้องเรียน วิชาศิลปะ ทั้งๆที่อาตมาก็จะเป็นหมอ แม่อยากจะให้เป็นหมอ ให้ไปเรียนวิทยาศาสตร์ แต่เรียนไม่ผ่าน ก็ไม่ได้เป็น อาตมาไปเรียนศิลปะ ที่วิทยาลัยเพาะช่าง รุ่นแรกๆเลย ตอนนั้น ศิลปากรยังไม่ประสาทปริญญา มีแค่อนุปริญญา อาตมาก็เทียวไปเทียวมา ก็คิดว่า เราเรียนจบมาเข้าทางนี้ดีกว่า ทั้งๆที่ตัวเอง สอบเข้าเรียนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องเอาวิทยาศาสตร์ ไปเรียนศิลปะหรอก เสร็จแล้วก็ไม่ได้สอบก็ไม่ได้ ศิลปากรก็ต้องจบม.8 เข้า เดินตุปัดตุเป๋ไปเพาะช่าง เพื่อนไปเรียน พม.พอดี แต่เราไม่ได้อะไรเลย ไปเจอเพื่อน เขาเรียนปี 4 เรายังไม่ได้สักปี เดือนมิถุนายนแล้ว ไปโรงเรียนเพาะช่าง อาตมาไปถึง เขาก็บอกว่า อาจารย์จิตร (บัวบุศย์) ตั้งแผนกใหม่ แผนกวิจิตรศิลป์ ไม่ต้องสอบเข้าเลย จะเปิดรับนักศึกษาใหม่ เดือนมิถุนายนแล้ว ก็เข้าไปเลย ไปเป็นนักเรียนเพาะช่าง โดยไม่ได้สอบเข้าเลย อาตมานี่รุ่นสอง ยังไม่มีคนค่อยรู้จัก วิจิตรศิลป์ เขานิยมไปเรียนครูกัน เป็นแผนกใหม่เลย วิจิตรศิลป์เรียนเฉพาะศิลปะ แบ่งเป็น 2 แผนก คือแผนกปั้นกับแผนกเขียน เราก็ไปแผนกเขียน เรียนไปจนกระทั่ง 5 ปี ก็จบ เทียบกับอนุปริญญา เท่ากับปวส. จบออกมาเท่านั้นเอง ชีวิตนี้เรียนวิชาการทางโลก สูงสุดเท่านั้น นอกนั้นใบสมัครนักศึกษา คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แต่ไม่ได้ไปเข้าสอบกับเขา ถือว่าเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์เฉยๆ อาจารย์กุ้งว่า...พ่อครูว่า จบเพาะช่าง แต่อธิบายฟิสิกส์ขั้นสูงได้ พ่อครูว่า...อาตมาว่า อาตมารู้ศิลปะ ไม่ใช่รู้เฉพาะในชาตินี้ อาตมาเข้าใจศิลปะ ว่าคือมงคลอันอุดม ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ หมายความว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ที่จะสื่อไปสู่ชั้นสูง อุตตมะ หรือโลกุตระ ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม เพราะฉะนั้น อะไรก็แล้วแต่ ถ้าใครสามารถนำสิ่งเหล่านั้น มาเป็นองค์ประกอบ ในทางนำพาให้เกิด จิตวิญญาณ พัฒนาขึ้น ละชั่วประพฤติดี เป็นโลกียะ ยิ่งทำให้รู้จักลดละกิเลส รู้จักโลกียะโลกุตระ รู้ว่าควรจะเลิกจาก โลกียะมาโลกุตระ ก็มาลดละกิเลสได้ งานศิลปะนั้นคือศิลปะ เป็นคนที่ใช้องค์ประกอบต่างๆ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือวัตถุเอามาประกอบเส้น แสง สี เสียง ก้อนดินก้อนหินอุปกรณ์ อะไรก็แล้วแต่ ที่เอามาสื่อ แม้กระทั่ง ตัวหนังสือ ที่เป็นภาษาธรรมดา เลือกคำเลือกภาษาขึ้นมา วาทิตะ หรือแต่งเป็นกวี กาพย์กลอน เอามาได้ หรือจะเป็นทำนองแบบเพลง ก็สามารถแต่ง ประกอบขึ้นมา คอมโพส องค์ประกอบนั้นขึ้นมา แล้วมันก็เกิดสภาพ และมีอิทธิพล ให้คนที่สัมผัสงานนี้ ที่สื่อออกไป ให้พัฒนาจิตใจให้เจริญ เจริญจนเป็นโลกุตระได้ นี่คืองานศิลปะ คนสัมผัสงานของเราแล้ว ที่จะเกิดผลถึงขั้นจิต เปลี่ยนเวทนาอารมณ์ความรู้สึก เปลี่ยนไปจากเดิม ที่เรารู้สึกไปในทางที่ผิด ทางชั่ว เปลี่ยนมาเป็นทางดี เป็นโลกียะ ก็เรียกว่าศิลปะโลกีย์ แต่ถ้าเป็นโลกุตระ เมื่อสัมผัสแล้ว รู้ว่าโลกธรรมควรจะพัก อย่าไปยินดียินร้ายกับมัน เปลี่ยนเป็นจิตโลกุตตระที่ไม่ใช่ปุถุชน เป็นอัญญะ เป็นจิตที่เกิดความเฉลียวฉลาด อัญญะ อัญญา เป็นปัญญา จากอัญญะมาเป็นสัญญา แล้วเป็นปัญญา 600220_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เรียนปาฏิหาริย์พุทธสุดโลกุตระ