สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน บาปที่สัตว์ตายด้วยคนเจตนาฆ่า.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน บาปที่สัตว์ตายด้วยคนเจตนาฆ่า สัตว์(ปาณํ)ที่จิตคนมีเจตนา,เจาะจง(อุทฺทิสฺส)ตั้งแต่มีเครื่องหมายแสดงออก(อุทฺทิสฺส),แล้วก็มีทิศทาง(อุทฺทิสฺส),หันไปทาง(อุทฺทิสฺส),บ่งชี้ไปยัง(อุทฺทิสฺส) และมีอาการของจิตที่ขยายละเอียดขึ้นไปอีกคือ อารภนฺติ และสัตว์(ปาณํ) ที่มีคนเกิดจิตต่อสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง กล่าวคือ ตั้งแต่.. ปรารภ(อารภนฺติ), เริ่มต้น(อารภนฺติ), รับทำ(อารภนฺติ), พยายาม(อารภนฺติ), ร้ายกาจ(อารภนฺติ) ที่สุดประหารหรือฆ่า(อารภนฺติ) โดยสัตว์ตัวนั้น ถูกคนทำตามอาการของอารภนฺติ ๔ ขั้นนั้นจริงๆ ซึ่งเป็นอาการร้ายขึ้นๆแรงขึ้นๆๆ กระทั่งสัตว์ถูกฆ่าตายจบชีวิตด้วยอาการของจิตคนตั้งแต่เริ่มแรกปรารภ(อารภนฺติ) ขั้นอ่อนเบา แล้วก็แรงขึ้นๆ กระทั่งหนักสุดถึงขั้นฆ่าสัตว์ตายสำเร็จ เป็นลำดับที่ ๔ จบกิจแห่งการตายของสัตว์ ที่คนย่อมมีเจตนาเป็นระยะๆตามนั้นแน่ กระทั่งถึงขั้นฆ่าสำเร็จ อาการของจิตคนผู้ฆ่าสัตว์ จนได้เนื้อสัตว์นั้นไปถวายเจาะจงพระตถาคตหรือสาวกพระตถาคต นี้คือ คำความมากจาก อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๓ ข้อ ๖๐ ความว่า... ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ... - ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ ๑ นี้ - สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ ๒ นี้ - ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ ๓ นี้ - สัตว์นั้นเมื่อกำลังถูกเขาฆ่า ย่อมเสวยทุกข์
อ่านต่อ
โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ ๔ นี้ - ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อ เป็นอกัปปิยะ ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ ๕ นี้ ดูชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ ซึ่งมาจากบาลีว่า สมณํ โคตมํ อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภนฺติ ทั้งหมดมี ๕ ข้อ สำหรับข้อ ๑ ถึง ๔ นั้นคือ อาการ ๔ ขั้นของอารภนฺติตั้งแต่.. ๑.เริ่มมีอาการปรารภว่า ไปเอาสัตว์ตัวนั้นมาซิ(อารภนฺติ) ๒. รับทำ ไปผูกคอมันมา(อารภนฺติ) ๓.พยายาม บอกให้ฆ่า(อารภนฺติ) ๔.ร้ายกาจขั้นถึงสุดท้ายฆ่าสัตว์นั้นตาย(อารภนฺติ) ซึ่งอาการต่างๆ ๔ ขั้นของอารภนฺตินี้เป็นอาการของจิตโทสมูลที่รุนแรงขึ้นๆตามลำดับ พระพุทธเจ้าตรัสในข้อ ๕๘ ว่า ตถาคตและภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมมีเมตตา อันไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ แม้ในจิตจะดำริ(ตักก)ยินดีในอาหารที่แสนประณีตนั้น ก็ต้องพิจารณาจิตตนว่า ยินดีมีอาการกาม หรืออาการพยาบาท หรืออาการวิหิงสา ที่เบียดเบียนตนเบียดเบียนสัตว์อื่น หรือไม่ (พิจารณาความเป็นเป็ นมิจฉาสังกัปปะ ๓ ) หรือมีผู้ถวายอาหารอันประณีต คืออาหารชั้นดีเยี่ยมสูงส่งราคาแพง เป็นที่นิยมยกย่องของสังคมทั่วไปก็ต้องไม่หลงยินดีว่า อาหารนี้ ประณีต ยอดจังเลย ที่คฤหบดีถวายอาหารปานฉะนี้ คฤหัสนี้น่าจะได้ถวายอาหารที่ประณีตเยี่ยมยอดอย่างนี้อีก แม้ในคราวต่อไปๆๆๆ อาการของจิตอย่างนี้ ต้องไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมสังวรดีแล้ว ย่อมไม่กำหนัด ไม่สยบ ไม่รีบกลืนอาหารนั้น โดยเฉพาะ มีปกติเห็นโทษด้วยปัญญาเป็นเครื่องถอนตน จึงเป็นภิกษุผู้บริโภคด้วย อปัณณกปฏิปทา ๓ อย่าได้หลงตามอายตนะ ๖ รูปหยาบ(พยัญชนะ) ที่สัมผัสอยู่นั้น แล้วหลงไปตามความนิยมของชาวโลกแล้วหลงง่ายๆไปตามชาวโลกีย์ว่า ดีหนอ ไปเรื่อย เป็นผู้ไม่มีการศึกษา แล้วท่านก็พิจารณา ถึงจิตตนที่ยินดีในอาหารประณีตนั้น ว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้าง มันยิ่งเยี่ยมยอดตามความนิยมของสังคมอย่างใด ก็พิจารณา แล้วปฏิบัติในสิ่งที่ควรปฏิบัติ โดยไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย การรับประทานอาหารนั้นจึงจะชื่อว่า รับประทานอาหารไม่มีโทษ ก็ขอแวะถามผู้ที่ฟังอาตมาอธิบายอยู่ขณะนี้ ว่า ผู้ได้ศึกษามาดีแล้วว่า ความพยาบาทเพราะราคะ โทสะ โมหะที่เกิดในจิตสัตวโลกทั้งหลาย ย่อมเกิดและสั่งสมใส่ๅจิตเป็นอาสวะ เป็นอนุสัยอยู่แน่ ใช่ไหม ..สำหรับสัตว์ที่ยังอวิชชา(สัตว์เดรัจฉานยังมีอวิชชาอยู่แน่ยิ่งกว่าแน่) แล้วความพยาบาท ที่มีในอาสวะในอนุสัยสัตว์นั้นย่อมมีอยู่เพื่อพยาบาทต่อไป จึงยังสร้างเหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัยของสัตวโลก มีโศกปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาส สำหรับผู้ยังไม่หมดสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ดังที่ในสังคมมีอยู่อย่างไม่รู้จบสิ้นของสัตวโลกผู้ไม่หมดสิ้นอาสวะหรืออนุสัยอยู่แน่นอน จึงเวียนเกิดเวียนตายมีนิทานของตนไปจนกว่าจะสิ้นอวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า บุคคลพึงมีความพยาบาทเพราะราคะ โทสะ โมหะใด ราคะ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละแล้ว มีมูลอันขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา ถามว่า ผู้ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย ที่เข้าใจในความพยาบาท ของอาสวะหรืออนุสัยสัตว์ที่ยังมีอวิชชาจริง จะรับประทานเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่ามาโดยคน ซึ่งเป็นอุทฺทิสฺสะ มังสะ (ไม่ใช่ปวัตตะ มังสะ)นี้มั้ยล่ะ? เพื่อให้สัตว์พยาบาทต่อไปมั้ย? ต่อจากนั้น ชีวกก็กราบทูลอีกว่า เคยได้ยินมาว่า พรหมนั้นมีปกติอยู่ด้วยเมตตา บัดนี้เห็นแล้วว่าพระพุทธองค์ทรงมีปกติอยู่ด้วยเมตตา นั่นคือ ชีวกย่อมเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้า ทรงมีปกติเมตตาอย่างไรในทุกเวลาที่ชีวกได้สัมพันธ์คบคุ้นอยู่ด้วย ชีวกก็ต้องเห็นพระพุทธเจ้าทรงมีพฤติกรรมอยู่อย่างไร ท่านจะฉันอาหารที่มีเนื้อสัตว์ที่ทำอย่างประณีตนั้นไหม? ก็ลองคิดกันดู แล้วพระพุทธเจ้าตรัสถามชีวกว่า ดูกรชีวก บุคคลพึงมีความพยาบาท เพราะราคะ โทสะ โมหะใด ราคะ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละแล้ว มีมูลขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีราคะ โทสะ โมหะมีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา ผู้มีราคะ,โทสะ,โมหะในตนหมดสิ้นแล้ว ท่านจะต่อความพยาบาท ด้วยการรับประทานเนื้อสัตว์อีก ซึ่งเป็นเนื้อของสัตว์ที่ยังมีอวิชชาฝังอยู่ในอนุสัย ย่อมยังมีความพยาบาทอยู่แน่นอน นั้นมั้ย? ก็ตรองดูกันให้ชัดๆ 590107_พุทธศาสนาตามภูมิ บาปที่สัตว์ตายด้วยคนเจตนาฆ่า