สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เว้นผัสสะก็ไร้เวทนาเป็นกรรมฐาน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.93 KB
วันที่แก้ไข4 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เว้นผัสสะก็ไร้เวทนาเป็นกรรมฐาน คนที่มีความรู้ชนิดใหม่ ต่างจากชนิดเดิมคือโลกียะ เมื่อคุณไปปฏิบัติตัวเอง คนที่สามารถเกิดความรู้ใหม่ คือคนที่สามารถพิจารณา แยกธรรมะ 2 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เวทนาที่เป็นกรรมฐาน ต้องจับเวทนาและแยกเวทนาได้ เนกขัมสิตะ กับ เคหสิตะ มีอย่างละ 18 อย่าง ก็เป็นพฤติกรรมของจิต จึงเรียกว่า มโนปวิจาร เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร มากระทบสัมผัส ก็เรียกว่า สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อย่าง รวมกันเป็น 18 เวทนา แล้วรู้จักกายในกาย เวทนาในเวทนา รู้จักธรรมะ 2 แล้วจัดการ ทำให้ธรรมะ 2 หรือเวทนา 2 อันหนึ่งเป็นเวทนาเท็จ อีกอันหนึ่งเป็นเวทนาแท้ อาการเวทนาเท็จ คือ สุข ทุกข์ ก็เป็นของเก๊ ตามหาเหตุให้ได้ เมื่อเห็นอาการตัณหา เช่นว่า มันชอบอันนี้ มันตั้งว่าฉันชอบกินลูกนี้แหละ เราก็ตั้งศีลเป็นกฎเกณฑ์ว่าไม่เอา ถ้ามันอยากได้ มันทุกข์ก็เอามาได้ ก็กลบเกลื่อนทุกข์ไป ก็ไม่เห็นทุกข์ เห็นแต่สุข แต่เมื่อตั้งศีล เวลาเห็นแล้วก็อยากได้ก็ทุกข์ ก็ล้างความอยากได้ จิตจับตัวตัณหาได้ เรียนตัวนี้แหละ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกข์มันก็ไม่ตัวจริง กิเลสตัณหาไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันพาให้เราทุกข์ มันไม่มีตัวตน มันไม่เที่ยงหรอก เดี๋ยวมันก็มีความยินดีที่ได้มา เดี๋ยวมันก็หายไป เมื่อยังไม่ได้ล้างกิเลส มันก็มีอยู่เท่านี้ มันไม่เที่ยงหรอก มาเป็นครั้งคราว เวียนไปเวียนมา คุณอยากได้สิ่งใด เป็นล้านๆอย่าง ไปเรื่อยๆ วนเวียนอยู่อย่างนั้นหลอกตัวเองก็ต้องมีสุข จะต้องบำบัดในสิ่งที่ต้องการ อยู่ตลอดเวลา น่าเบื่อน่าเหน็ดเหนื่อย น่าหน่าย แต่ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย หน่า

อ่านต่อ

ย ควรจะเบื่อหน่าย จิตที่มันจะเป็นแบบนี้ไม่ง่าย เพราะมันมาเห็นความไม่เที่ยง มันทำให้ทุกข์ร้อน ในองค์ประกอบ ที่สัมผัสทางกาย ดินน้ำไฟลม มันเห็นได้ชัด เสร็จแล้ว มันก็ตายเน่าหายไป ในร่างกาย มันเข้าใจได้ ไม่ต้องพิจารณามาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า ควรจะเบื่อในร่างกายนี้ง่าย แต่คนจะเบื่อหน่ายในจิตใจนี้ มันยาก ตถาคตเรียกกาย ว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 พระพุทธเจ้า ให้มาพิจารณาในจิต แต่คำว่ากาย มีข้างนอกด้วย และไม่ได้ละภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กายมีการรับสัมผัส แต่ให้มาอ่านใจ ขยับมาเป็นกองประชุมภายใน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งตาหูจมูก แต่เลื่อนต่อเนื่องกันมา ไม่ได้ขาดสายการต่อเนื่อง ต้องเรียนรู้เป็นขั้นๆ แล้วเรียนรู้อกุศลจิต ที่เป็นเหตุ เมื่อกำจัดอกุศลจิต ที่เป็นเหตุได้ ก็ทรงขึ้นเป็นธรรมะ ถ้าทำสำเร็จ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ กิเลสก็ตั้งขึ้น ทรงขึ้นเช่นกัน สติปัฏฐาน 4 จะต้องเข้าใจ ว่าจะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างไร อาตมาอธิบายเป็นภาษาต่างๆ หลากหลาย ก็ไม่ได้ผิดไปจาก สาระสัจจะที่ต้องการ มันเข้าเป้า เข้าหาแก่นสารสำคัญ ผู้ที่สามารถรู้ ขอย้ำยืนยันอีกที อีกหลายที สามารถเรียนรู้สัมมาสมาธิ ที่มีเวทนาเท่านั้น เป็นกรรมฐานของ ศาสนาพุทธ ไม่ใช่กสิณ 40 เป็นกรรมฐาน ไม่มีในพระไตรปิฎก ไม่มีค่าในคำสอน นอกจาก ในยุคที่เขาใช้กันผิดๆ อาจจะมีพาดพิงในพระสูตรบ้าง ก็ให้รู้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริม ถ้าจะบอกให้พิจารณา แล้วก็ให้พิจารณาในเวทนา ในพรหมชาลสูตร ว่าเขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ถ้าอ่านพระไตรปิฎกแตก กสิณ 40 นั้นเป็นของ นอกศาสนาพุทธ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฐานที่จะมาเกิดความรู้สึก เมื่อเว้นผัสสะ จะไม่มีเวทนา จะปฏิบัติธรรมไม่ได้เลย การปฏิบัติธรรม แบบหลับตาสะกดจิต มันออกนอกรีต จากศาสนาพุทธ ถ้าอ่านพระไตรปิฎกเข้าใจแตกฉาน ให้มีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วเรียนรู้เวทนา ก็ขอแนะนำ ให้ไปเรียนรู้เวทนา 108 ให้ดี นั่นคือกรรมฐานแท้ ทำเวทนา 108 ให้สัมมาทิฏฐิ คุณจะเป็นพระอรหันต์ เพราะชี้ถึงมโนปวิจาร 18 บอกให้รู้ว่า โลกียะอยู่ตรงนี้คือเคหสิตะ แล้วถ้าทำให้ เวทนาสองให้เป็นหนึ่ง ทำได้ เนกขัมมะอีก 18 เกิดจากตา หูจมู กลิ้น กายใจ 6 ทวารกับ สุขทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ สามอย่าง ทำให้เนกขัมสิตะ เกิดได้อย่างถาวร 600220_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เรียนปาฏิหาริย์พุทธสุดโลกุตระ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน