สอนเป็นลำดับต้องสอนเร่ิมต้นที่ศีลไปสู่สมาธิและปัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สอนเป็นลำดับต้องสอนเร่ิมต้นที่ศีลไปสู่สมาธิและปัญญา _พระพุทธเจ้า : มี ๘ ประการ ปหาราทะ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง (พ่อครูว่า…น่าจะแก้เป็นโดยลัด จะถูกต้อง) ดูกรปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง (โดยลัด) นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๑ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า...คำว่าฌาน เดี๋ยวนี้กลายเป็นเพ่งเข้าไปหยุดเป็นสมถะ ฌานของศาสนา เดียรถีย์ เป็นอย่างนี้มาตลอดแต่ไหนแต่ไร พระเจ้าจึงได้มาสอนพุทธคุณ 1 ใน 9 ก็คือจรณะ 15 วิชชา 8 ต้องมีการสังวรศีล อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วมี สัทธรรม 7 มีฌาน อีก 4 วิชชา 8 มีปัญญา เป็นความเฉลียวฉลาดความรู้ของพระพุทธเจ้าโดยตรง ช่วยให้เกิดความรู้อยู่ตลอดเวลากับกระบวนการจรณะ 15 ศาสนาพุทธเสื่อมจรณะ 15 หายไป ฌานก็ไปเอาฌานฤาษี ได้แต่นั่งเพ่งหลับตา ซึ่งก็ทำมาแต่ไหนแต่ไรตั้งแต่เริ่มรู้กันเรื่อง ฌาน แล้ว พระพุทธเจ้า ท่านก็มาตรัสรู้ ฌาน ของท่านเป็นพลังงานเผาไม่ใช่พลังงานเย็น พลังงานดูด พลังงานเกาะ พลังงานแน่น พลังงานติดดับ เกาะตัวอยู่นิรันดร มันปฏิโสตัง ทวนกระแสจริงๆ ฌานของท่าน ปฏิโสตัง เป็นโลกุตระ ตรงกันข้ามกับการเกาะตัวจับตัวของจิต ฟังดีๆนะ ฌานวิสัยเป็น อจินไตย 1 ใน 4 เป็นเรื่องคิดเอาเองไม่ได้ ต้องผู้รู้ที่เป็นสัตบุรุษคือเป็นพระพุทธเจ้าคือผู้อยู่ในฐานะครู จะอธิบาย ฌานวิสัย พระพุทธเจ้าได้ อย่างโพธิรักษ์เป็นต้น ที่อธิบายกันอยู่ทั้
อ่านต่อ
งหลายแหล่ ขออภัย ต้องพูดความจริง ท่านอธิบายไม่ถูกกัน ฌาน พระพุทธเจ้านี้ ท่านอธิบายไม่ถูก ไม่ถูก ท่านจะอธิบายว่า ฌาน ลืมตามันก็เป็นเพียง สมถะ ไม่ใช่ฌาน ที่จะไปเจาะลึก เป็นลำดับ ลาดลุ่มเป็นลำดับ แยกเป็น ศีลข้อ 1 2 3 แยกเป็น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เรียนกันที่ไหน แยกกันได้อย่างไรก็ไม่รู้ความแตกต่างพิสดาร ก็เลยปฏิบัติกันมั่วๆ ปฏิบัติไม่ถูก ไม่ปฏิบัติศีลกันด้วย ยิ่งลัดตัดความโยนทิ้ง ไปเอาแต่สะกดจิต นี่คือความเสื่อมที่ชัดเจน เสื่อมหมดเลยศาสนาพุทธ เสื่อมกันจนเป็น เดียรถีย์ 100% ออกนอกศาสนาพุทธไปเต็มที่ ศาสนาพุทธไม่เหลือตามที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ อาณิสูตร ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระธรรม ท่านเทียบเป็นกลอง หรือตะโพน ที่เรียกว่ากลองอานกะ มีไม้ มีหนังกลอง มีเชือกรัด เป็นของกลองอานกะแต่เดิม ของพระพุทธเจ้าเดิม ต่อมาก็แตก ลิไป ก็หาไม้อื่นมาแทน หนังก็เอาหนังใหม่ ชื่ออานกะอย่างเก่า แต่กลองเป็นของใหม่หมดเลย อาตมาเกิดมาในยุคนี้ก็มาแก้ไข ที่จริงรู้ แต่ค่อยๆพูดค่อยๆแก้ไขมา ค่อยๆพยายามที่จะให้เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังยากอยู่ แต่ก็ยังมีคนมีดวงตาเห็นธรรมได้ อย่างสู่แดนธรรม เคยหลงไปทางโน้น แต่ตอนนี้เข้าใจทางนี้แล้ว มาปฏิบัติทางนี้ ก็เห็นยังบอกเพื่อนๆเลยว่ามาทางนี้เถอะ ทางนั้นมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ อันนี้ก็นึกถึงพระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบเอาไว้เหมือนกับโจรที่ฆ่าที่ทำลายศาสนา พระราชารู้จักว่าโจรที่ฆ่าทำลาย ก็บอกว่า จะปล่อยให้เป็นผู้ทำลายอยู่หรือ ไปฆ่าเสีย บอกเจ้าพนักงาน ให้เอาไปแทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็น หมดหอกไปก็ไม่ตาย ในโลกเอกภพนี้จะมีโจรที่อยู่เป็นประจำนิรันดร คือโจรที่รู้จักวิญญาณ แยกภาวะ 2 ไม่ออก ไปอ่านดีๆในปุตตมังสสูตร ข้อที่ 4 มีรูปนามกับวิญญาณ ไม่รู้จักวิญญาณแนะแยกรูปนามไม่ออก ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท แยกเป็น 2 เทวะ แยกรูปกับนามไม่ได้ เท่านี้แหละคือสัมมาทิฏฐิ มันยังไม่มีสัมมาทิฏฐิก็ทำไม่ได้ แม้ชาวพุทธในเมืองไทยทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ อาตมาเขียนเรื่องปัญญา 8 พูดเกี่ยวพันถึงกาย เกี่ยวพันถึงเทวะ เกี่ยวพันถึงภาวะ 2 เกี่ยวพันถึงรูปนาม จะ 800 หน้าแล้วนะตอนนี้ ยังไม่ได้จบ ก็ว่าจะจบแต่มารีไร้ท์อีก ทั้งพูด ทั้งแทงด้วยหอก ทั้งเขียน สมณะเดินดิน... ความมหัศจรรย์ข้อที่ 1 ที่เขาพูดกันว่า สำนักสันติอโศกศึกษาเรื่องศีล จะไปศึกษาเรื่องสมาธิต้องไปธรรมกาย จะศึกษาเรื่องปัญญาต้องไปสวนโมกข์ ในฐานะที่ผมเป็นผู้ศึกษาปฏิบัติธรรมะ จะปฏิบัติเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย อาจารย์ที่สอนจะต้องลดอัตตา มานะ ถ้าไม่ลดอัตตา มานะ ก็จะสอนแต่เรื่องสูงๆ ไม่สอนเรื่องศีล ที่เขาถือว่าเป็นเรื่องต่ำ แต่จริงๆแล้วถ้าไม่เข้าใจความหมายอัศจรรย์นี้พอ แต่ก็มีคนชมพ่อครูว่า ท่านสอนต่ำๆแต่กระทำอย่างสูง แต่พวกที่สอนอย่างสูงนั้นกระทำอย่างต่ำ เช่น คนที่สอนธรรมะสูง แต่ก็ไปกินเบียร์อยู่ เป็นต้น พ่อครูว่า... พูดถึงอาจารย์ไสว แก้วสม สายท่านพุทธทาส สายปัญญา ซึ่งไม่ใช่ปัญญาแท้ สมณะเดินดิน... ถ้าจะงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย คนสอนต้องมีอัตตา หากมีอัตตาก็จะสอนแต่ภาษาสูงๆ ลูกศิษย์ก็จะคุยแต่ภาษาสูงๆ แต่พ่อครูมาเน้นเรื่องอบายมุขเรื่องของศีลก่อน แล้วคงไม่มีใครอธิบายเชื่อมโยงเป็นสมังคีธรรม ของศีล ของจรณะ 15 วิชชา 8
สู่แดนธรรม... 10 ปีแรกที่พ่อท่านรู้ธรรมะชั้นสูง แต่พ่อท่านไม่ยอมสอนเรื่องคุณธรรมสูงๆ แต่มาสอนเรื่อง basic เรื่องลับอบายมุขเรื่องต่ำๆ พ่อท่านอดใจไว้สอนได้อย่างไรครับ พ่อครูว่า... ไม่ได้อดใจอะไรหรอก รู้ความเป็นจริง รู้ว่ามันเสื่อมมันแย่ มันต้องเริ่มต้นตั้งแต่ต้น ต้องมาเริ่มตั้งแต่อบาย แล้วมาเริ่มต้นขั้นหยาบๆ ขั้นที่มันเสพมันติดกันมันหลงงมงายกันทั้งรูปทั้งนามทั้งตรรกะต่างๆ หลงทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายตรรกะได้แต่ความคิดนึก กับฝ่ายรูปธรรมที่ไม่รู้ว่ามันหยาบมันต่ำมันติด สู่แดนธรรม... คิดถึงบรรดาอาจารย์ทั้งหลายที่เขาต้องกลัวว่าคนอื่นจะรู้ความจริง พ่อท่านไม่มีความคิดนี้เลยใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ไม่มี อันนี้อาตมาเป็นอัตโนมัติ ไม่ได้คิดว่าเราจะสูงจะต่ำ ใครจะว่าเราต่ำจะว่าเราเตี้ยอย่างไงก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะว่าเราเองเราหมดความเป็น 2 เปรียบเทียบระหว่างสูงระหว่างต่ำ เราก็ไม่เข้าไปใกล้ เรารู้แล้วว่าอะไรสูงอะไรต่ำ แต่เราก็เป็นอนุปคัมมะแล้ว มันเป็นอย่างนั้นแล้วมันก็เป็นธรรมดา แต่ตอนนั้นยังอธิบายอนุปคัมมะอะไรไม่ได้ 50 ปีมาแล้วนะเพิ่งจะมาพูดถึงอนุปคัมมะ แต่ก่อนนี้ยังไม่ใกล้เลย พอมาถึง 50 ปีนี้แล้วมันเข้าใกล้มาพอสมควร อนุปคัมมะได้มีก็เป็นเรื่องของขั้นอภิภูที่ โอ้… ดีล่ะ! ได้ไปไกลพอสมควร จวนๆตายแล้วนะ แต่ก่อนมันยังตายไม่ได้จริงๆเลย มาอธิบายถึงที่มันเป็นลำดับ มันไม่ลัดขั้นตอนมันเป็นเรื่องสำคัญมาก จรณะ 15 มีศีลและก็มีอปัณณกปฏิปทา 3 แล้วมีสัทธรรม 7 และมีฌาน ฌานจึงจะเผากิเลสลงไป เผากิเลสลงได้ตามลำดับ ตั้งแต่อบายจนถึงกาม ถึงรูปธรรมอรูปธรรมต่างๆ ไปตามลำดับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ลำดับเฉพาะเบื้องต้นแค่นี้ คุณเรียงลำดับไม่ได้คุณเละ ปนกันเละลัดไปนั่งหลับตารูปธรรมอรูปธรรม อปัณณกปฏิปทา 3 คุณก็ไม่รู้เรื่อง สัทธรรม 7 คุณไม่รู้เรื่องเลย มาเข้าตรงสัทธรรม 7 สัทธรรม 7 ในจรณะ 15 มี 1. ศรัทธา (ความเชื่อมั่นอย่างสัมมาทิฏฐิ) 2. หิริ (ละอายต่อการกระทำผิด) 3. โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อการกระทำผิด) 4. พหูสูต/ พาหุสัจจะ (ฟังมาก รู้มาก ปฏิบัติธรรมแทงตลอดได้มาก) 5. วิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร) 6. สติ (ระลึกรู้ตัวไม่เผลอใจ) 7. ปัญญา (รู้แจ้งชำแรกกิเลสได้) (พระไตรปิฎกเล่ม 11 “สังคีติสูตร” ข้อ 330) ทั้ง 7 ตัวนี้ต้องมีความจริง ศรัทธาคือจุดรวมของความเข้าใจ จุดรวมของสัทธรรมต่างๆ ศรัทธานี้แหละ จุดรวมของความรู้ที่เป็นความรู้อันดีสัทธรรม ความรู้อันถูกต้อง ความรู้อันเป็นโลกุตระเริ่มต้นเรียบเรียงเข้าใจดีแล้วมีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น แต่ก่อนนี้คนเรายังโง่ เดี๋ยวนี้ก็ยังโง่อยู่..โง่หนักกว่าเก่าอีก เพราะฉะนั้นผู้โง่นี่แหละ พอมาค่อยๆรู้สึกตัวได้ ค่อยๆชัดเจนได้ว่าทำไมเราถึงโง่ดักดาน โง่ดักโง่นาน โง่หนาโง่ทึบ ปึกกระดอกระเดี้ยขนาดนี้หนอ…เพิ่งมารู้ตัวเองว่าเราเองนี้ทำไม ถึงโง่ดักโง่ดาน โง่หนักโง่หนา โง่..ท่านพูดยังไงท่านทำยังไง อาตมาทำ 50 ปีนี้มีผลงาน มีคนรู้จักโลกุตระ มีคนลดละกิเลสเข้ามาจนกระทั่งเป็นสาธารณโภคี นี่พูดรวบลัดเป็น สาราณียธรรม 6 จนมาอยู่รวมกันเป็นสังคมกลุ่มที่อยู่รวมกันอบอุ่นเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมอยู่กันอย่างเป็นญาติธรรมยิ่งกว่าญาติพี่น้องทางสายเลือดสุดยอดของแห่งความเป็นญาติ ซึ่งมารวมกันแล้วก็อยู่ด้วยกันสาธารณโภคีมาสร้างมาสรรค์รวมกัน รวมลาภที่เอามาส่วนกลาง ทุกคนก็เป็นคนละลด สร้างวรรณะ 9 ให้กับตัวเอง เป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่ายเป็นคนน้อย เอาแต่ในน้อยๆ 0 ก็พอ ไม่เอาเลย 0 ก็พอ สันโดษพอ ขัดเกลาตนเองไปแล้วปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ข้อศีล(ธูตะ) จนเกิดอาการที่เจริญ(ปาสาทิกะ) อาการที่น่าเลื่อมใส เจริญกายวาจาใจขึ้นมาได้เรื่อยๆๆ จบ!..ด้วยการหมดเนื้อหมดตัวด้วยการไม่สะสม(อปจยะ) เป็นคนไม่สะสมแต่เป็นคนยอดขยัน ไม่มีตัวไม่มีตนอยู่ในสังคมหมู่นี้ทำอย่างเดียว สร้างสรรค์ขยันเพียรรู้จักพักรู้จักเพียรให้แก่ชีวิตสบาย “ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ดวงตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ คนเจ็บมีคนช่วยรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน” บุญก็ต่างคนต่างเข้าใจแล้วก็ทำเอา เจริญงอกงามอยู่ในนี้เป็น สาราณียธรรม 6 อย่างสมบูรณ์แบบ นี้เอาหลักธรรมกระบวนธรรมของพระพุทธเจ้ามายืนยันมาอธิบาย เพราะมีวรรณะ 9 ขั้นชั้นของจิตขั้นชั้นของตนเองที่เป็นจิตเจริญ จิตที่เป็นคนเลี้ยงง่าย จิตที่เป็นคนบำรุงง่าย เป็นคนทำให้เจริญง่าย เป็นคนน้อยมักน้อยแม้แต่ 0 ก็ไม่มีปัญหา เป็นคนพอ ใจพอ สันโดษ ซึ่งอาตมาพยายามใช้ภาษาไทยแปลพยัญชนะบาลีพวกนี้เข้าหาสภาวะธรรม แม้แต่คำว่าใจพอก็ตาม คำว่ามักน้อยกล้าจนหรือไม่เอาอะไร 0 ก็ได้ ก็พยายามอธิบายสภาวะตามพยัญชนะพวกนี้ แล้วปฏิบัติอะไรที่บกพร่องอยู่ก็ขัดเกลาเป็นสัลเลขะ ธูตะ ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าข้อที่สูงขึ้นเคร่งขึ้นเจริญขึ้นเรื่อยๆ(ธูตะ) จนขัดเกลาอาการต่างๆเป็นที่น่าเลื่อมใส(ปาสาธิโก) จบด้วยอปจยะ ไม่สะสมอะไรเลย หมดตัวหมดตน แต่ยังมีชีวิตอยู่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานยอดขยัน แต่ไม่ใช่ขยันจนเสียสุขภาพ รู้จักพักรู้จักเพียร ขยันสร้างสรรค์ไปแล้วก็ไม่เอาอะไรเป็นของตัวของตน อาศัยอยู่กินกับส่วนกลางเอาสบายๆ ผู้เข้าใจสัจธรรมอย่างนี้จริงๆและทำอย่างนี้ได้จริงๆพิสูจน์ได้มหัศจรรย์มาก นี่พวกนี้เป็นคนมหัศจรรย์ 650105_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาวอโศกมีความมหัศจรรย์ได้ตามปหาราทสูตร