ความเป็นโทษ 2 อย่างในโลกนี้ คือ ขิฑฑาปโทสิกะ กับ มโนปโทสิกะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความเป็นโทษ 2 อย่างในโลกนี้ คือ ขิฑฑาปโทสิกะ กับ มโนปโทสิกะ _สติพล จนพัฒนา : ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องมีเคาน์ดาวมันเกี่ยวอะไรกับชาวพุทธ..ต้องไปต้อนรับวันใหม่ตอนเที่ยงคืนเสียเวลานอนเสียเวลาพักผ่อนเปล่าๆปลี้ๆ..ผมไม่เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ครับ.(แต่ใครอยากโง่ทำก็เชิญตามสบาย!!) / มีคนเขาให้ความเห็นว่าสวดมนต์ข้ามปีดีกว่าไปมีอบายมุขข้ามปีหรือไปเถิดเทิงหรือดูการละเล่นข้ามปี. พ่อครูว่า...มีแต่สติพล มีแต่สติ เป็นกำลังไป แล้วไม่เกิดพัฒนาอะไร จนการพัฒนา แล้วเมื่อไหร่มันจะชัดเจนเมื่อไหร่มันจะได้พัฒนา ที่เขาทำมันก็เรื่องศีรษะคุณ คุณคิดของคุณอยู่ในศีรษะของคุณ แล้วคุณไปยุ่งกับเขาทำไม เขาจะทำอย่างนั้นก็เรื่องศีรษะของเขา คุณว่าคุณฉลาดคุณก็ตามสบายของคุณเหมือนกัน เขาก็ว่าอย่างนั้น แต่คุณก็ไปบ้าสวดมนต์ข้ามปีอีก พูดถึงตรงนี้อาตมาก็คิดอยู่เมื่อคืนนี้ว่า จะพูดถึง ขิฑฑาปโทสิกะ กับ มโนปโทสิกะ คนที่หลงความรื่นเริงต่างๆนานาไม่รู้จบไม่เห็นเป็นโทษนั่นคือ ขิฑฑาปโทสิกะ ส่วน มโนปโทสิกะ มโนคือจิต ปโทสิกะคือ เป็นโทษเพราะไปยึดติดใน มโน พวกนี้เป็นสาย เจโตปริยญาณ 16 ส่วน ขิฑฑาปโทสิกะ คือ สายโรแมนติก จะเพลินอย่างไรก็แล้วแต่ เพลิดเพลินด้วย 2 วิธี 1. วิธีเอร็ดอร่อย 2. สะใจๆๆ แยกเป็นภาษาได้ 2 คำ คือภาษาอังกฤษคำว่า ซาดิสม์ซึ่ม กับ romanticism ซาดิส แรงเท่าไหร่ได้ก็ยิ่งดี แรงกว่าคนอื่น ก็เป็นซาดิส ถ้าไปแรงกับตนเองเลยเรียกว่ามาโซคิส แรงเท่าไหร่ เจ็บปวดเท่าไหร่ยิ่งชอบพวกมาโซคิส ถ้าเห็นคนอื่นถูกทำรุนแรงบาดเจ็บเท่าไหร่ตัวเองยิ่งชอบใจนี่คือซาดิส นั่นคือพวกเจ็บปวดพวกแรง ส่วนพวกยัง นิ้งน้องๆ Romanticism หวานจ๋อยเย็นเจี๊ยบไป มันอธิบายไม่หมดนะ ใช้ภาษาขยายความก็ไม่หมดความเป็นสัจจะ พระพุทธเจ้าสรุป โทษยิ่งใหญ่ม
อ่านต่อ
ี ขิฑฑาปโทสิกะ กับ มโนปโทสิกะ 2 อย่างเท่านี้ วันนี้ขยายความได้เท่านี้ก่อน วันต่อไปจะขยายความให้มากยิ่งกว่านี้ เอาไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกันอันนี้ 650101_พ่อครูเทศน์ ทำวัตรเช้า วันขึ้นปีใหม่ งาน ว.บบบ เพื่อฟ้าดิน