สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การปล่อยวางกับการเอาภาระต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การปล่อยวางกับการเอาภาระต่างกันอย่างไร _คุณอุ่นดิน … ขอถามพ่อท่านว่า...การที่บุคคลเอาภาระกับการปล่อยวาง มันมีลักษณะอย่างไร พ่อครูว่า...การจะปล่อยวางกับการเอาภาระ มันเหมือนกับขัดแย้งกัน ปล่อยวางก็เบาภาระเหมือนกับขัดแย้งกัน ถ้าเผื่อว่าได้ฝึกฝนได้ศึกษา สภาพความปล่อยวางนั้น จริงๆมันสูงมาก มันอยู่ใน โสฬสญาณข้อที่ 9 มูลจิตตุกัมมยตาญาณ เป็นการเปลื้องปล่อย ต้องเกิดญาณปัญญาจึงจะปล่อยวาง แต่มาพูดกันเล่นๆว่า ปล่อยวางๆ วางนี่มันเป็นภาษาที่จะให้ ที่เขาพูดกัน ว่าวาง แบกไว้ทำไมมันหนัก วางลง มันก็ถูกภาษา คำว่าวางก็คืออย่างนั้น เป็นรูปธรรมที่ง่าย แต่ในจิตที่จะวางไม่ง่าย วางคือ ความไม่ยึดไว้ ความไม่ยึดถือ คนที่จะไม่ยึดถือก็ต้องมีปัญญาอย่างชัดเจนเลยว่า อ้อ อันนี้ มันมีจุดจบ จุดลงตัว มันมีจุดที่พอแล้ว พูดต่อไปอีกก็ไม่มีประโยชน์ คนอื่นก็ไม่รู้ หรือคนอื่นก็เสียเวลา เรารู้แล้วก็วางมันรู้ด้วยตัวเองก็ต้องวาง เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสว่า พระพุทธเจ้าท่านวางเป็นอัตโนมัติเร็วยิ่งกว่า การเดินทางของแสงหลายล้านเท่า ท่านก็วางท่านรู้แล้ว สุดท้ายท่านก็สรุปตรงที่ว่า ความเห็นของเธอกับความเห็นของเรามันคนละอย่างก็จบ เป็นการตัดสินว่า วาง ไม่ควรจะต่อไปแล้ว เพราะมันจบที่ความเห็นของคุณที่ยึดถือ ความเห็นของเราก็วางได้มันคนละพวก มันก็ชัดเจนในการวางการปล่อย โดยรูปธรรม โดยภาษาบอก วาง ความเห็นของเธอกับความเห็นของเราคนละอย่าง กระทั่งเป็นคนละศาสนาคนละลัทธิคนละความเห็น จะมาพูดกับเราต้องพยายามเข้าใจความเห็นของเรา จะให้พระพุทธเจ้าไปเอาตามคุณท่านไม่เอาแน่ เพราะอันนั้นท่านรู้แล้วเลิกมาแล้ว ที่ไปยึดถือนั้นมันไม่สมบูรณ์แบบ
ความหยาบ งานการไม่เอาภาระนี้คือคนชั่ว พูดชัดๆ ยิ่งอยู่กับหมู่เขา หม
อ่านต่อ
ู่ก็ไม่เป็นระบบบังคับให้อิสระเสรีภาพให้เกียรติมาก คนมาอยู่ที่นี่ให้เกียรติ ทุกคนมีอิสระเสรีภาพ อยู่ที่นี่ทุกคนทำงานด้วยสำนึกของตนเอง ทำเท่าที่เราจะเห็นว่าควรทำอะไร ถนัดอะไร บางอย่างเราไม่ถนัดก็ไม่ทำ บางอย่างเราก็ใช้ทำได้ดี แม้จะไม่ถนัดก็ว่ากันไป เราก็ควรจะไปดูแล หยิบจับได้ช่วยกันนิดๆหน่อยๆ เหมือนเด็กช่วยงานพ่อแม่ อะไรไม่ได้ก็นั่งดูพ่อแม่ทำงานไป ช่วยอันนั้นช่วยนี้ ดีไม่ดีบางงานก็ แม่วานลูกช่วยงานบ้านแม่หน่อย นี่แม้แค่นี้ สรุปง่ายๆก่อน คนถามมานี่ อาตมารู้ว่า เป็นจุดบอดจุดไม่ดีของบางคน ไม่เอาภาระการงานในนี้เป็นคนชั่ว พูดอย่างหนักและแรงกระแทก อยู่ที่นี่ อิสระเสรีภาพไม่เอาการงานอยู่ไปวันๆ เลี่ยงๆจับๆเล็กๆน้อยๆ เอาแต่ตามอารมณ์ไม่เอาภาระคนนี้ชั่วตลอดกาล ทีนี้คนปล่อยวาง อยู่ที่จิต มูลจิตกัมมญตาญาณ ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ หยาบ เราปล่อยวางไม่เอาการงานเลย นี่ชั่วมาก เดรัจฉานก็ยังเอาการงานเหมือนคนไม่ได้ เดรัจฉานไม่สะสมกินได้ก็เลิก แล้วก็ทำงานใหม่เพื่อกินเพื่อรักษาชีวิต คนที่จะเบียดเบียนผู้อื่นตนเองไม่ทำงานเลยแต่กินอยู่เบียดเบียนกินแรงผู้อื่น คนนี้ชั่วมากๆเลย แล้วจะบอกว่าปล่อยวางทั้งที่ไม่เอาภาระ ปล่อยวางที่ใจ ไม่ใช่วางการงานอย่างตื้นๆ จะต้องศึกษาให้ดีว่า การปล่อยวาง มันเป็น ญาณที่จะไม่ติดยึด เพราะฉะนั้นในขณะที่เราทำงานนี้ เราก็ทำงานแต่เราไม่ยึดว่า งานนี้หนัก งานนี้ยาก งานนี้เราไม่ชอบ ไม่ใช่ เราต้องมีปฏิภาณปัญญาว่าเราอยู่ร่วมในนี้ มันมีงานที่เราต้องอาศัยต้องกินต้องใช้ ระหว่างที่เราทำงานกันนี้ เราไม่ได้อาศัยใช้กินในงาน เราไม่ทำหรอกเช่นงานไปเต้นแร้งเต้นกา พวกเราไม่ได้ยึดถือเป็นรสอร่อย จะมีบ้างแต่ก็เล็กน้อย จะเห็นได้ว่าพวกเราไม่จมอยู่ในการกีฬาการบันเทิงเริงรมย์อะไร ที่จะต้องใช้เวลาไปกับสิ่งเหล่านี้สูญเปล่ามากกว่าชีวิตที่ควรจะเป็น พวกเราชัดเจนในพฤติกรรมไม่เช่นนั้นอยู่ในที่นี้ไม่ได้ หากไปติดกีฬาบันเทิงเริงรมย์มากอยู่ที่นี่ไม่มีให้เท่าไหร่หรอก ก็มีประมาณอย่างนี้ มันไม่พอหรอกถ้าเขาติดมาก อยู่ที่นี่ไม่พอให้เสพ ไม่สมกับที่เขาจะต้องบำรุงตัวเอง สรุป คนก็ต้องเอาภาระต้องทำงานอยู่กับสังคมต้องช่วยกัน จะบอกว่าไม่รู้จักปล่อยวาง ใช่ ถ้าคนติดงานเป็นกัมมารามตา ติดงาน จนกระทั่งสุขภาพร่างกายเสียวุ่นวาย มันก็ไม่ดี หากไม่รู้พักรู้เพียร ก็ไม่เกิดผลดี อาตมาก็ไม่เห็นว่าพวกเราจะทำงานจนเสียมากมาย มันอยู่ในความเอาภาระกับการปล่อยวางได้อย่างสมดุลอยู่ ส่วนจะเป็นมุลจิตตุกัมมญตาญาณ ก็ต้องอธิบายกันยาว ในโสฬสญาณ กว่าจะเกิด มุลจิตตุกัมมญตาญาณ จนเกิดปัจจเวกขณญาณ จากโคตรภูญาณ มัคคญาณ จนมุลจิตตุกัมมญตาญาณ610820_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 7 ณ บ้านราชฯ