สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน ทำทานให้ปลื้มใจคือมิจฉาทิฏฐิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.87 KB
วันที่แก้ไข4 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน ทำทานให้ปลื้มใจคือมิจฉาทิฏฐิ มาอ่านหนังสืออยู่ในบุญ เดือนธ.ค.ต่อ หน้า16 ปลื้มกฐินธรรมชัย ทั้งกฐินทั่วไทยและต่างประเทศ พ่อครูว่า… .คำว่า ปลื้ม ภาษาบาลีเรียกว่า อัตตมนตา อัตตะคือตัวตน มนะ ก็คือใจ ประทับลงไปในใจ เป็นอัตตา เป็นขั้นที่ 6 ของภพชาติ ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา คือ ทำทานแล้ว มี... 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ จิตเกิดความหวัง ทำทานแล้วมีความหวัง 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ

อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทาน เพราะว่า เห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทาน เพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทาน เพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทาน เพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทาน เพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)

ทำทานแล้วจิตมีความหวัง คือข้อแรกที่มิจฉาทิฏฐิทำทานเลย เป็นอโยนิโสมนสิการ เป็นการทำจิตไม่ถ่องแท้แยบคาย ก็จะเกิดภพชาติ นี่ขั้นนี้เสียแล้ว ถ้าหลงผิด ก็จะทำทาน อย่างต้องมีความหวัง (สาเปกฺโข) เมื่อมีอาการจิต มากกว่านั้น ก็เป็นอาการจิตที่ผูกพัน (ปฏิพทฺธจิตฺโต) วัดไหนที่สอนเช่นนี้ก็คือ นัตถิ ทินนัง ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะสั่งสมอวิชชา สั่งสมกิเลสหนาๆๆ ขึ้นตลอดเวลา ในวงการธรรมะ สำนักใดๆ ที่อวิชชา ก็พากันเสริมกิเลส ตลอดเวลาเลย แล้วหลงผิด นึกว่าเป็นกุศล เป็นบุญ ชำระกิเลส แต่กลับเป็นการเพิ่มกิเลสๆ ไม่ใช่บุญเลย เป็นบาปเป็นอันมาก นี่คือความไม่ถ

อ่านต่อ

่องแท้ ในการศึกษาธรรมะ อันที่สาม เป็น สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) อันที่สี่ อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ คือ ตายไปแล้ว เราจะได้เสวย ภพชาติต่อไป ธรรมกายสอนมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ แม้แต่สำนักต่างๆ ส่วนมากก็จะสอนอย่างนี้ เป็นถึงสมเด็จ เป็นถึงสังฆราช ก็สอนกันเช่นนี้ สอนทำทาน ให้เกิดภพชาติ เพราะฉะนั้น จึงเข้าใจอภิสังขารไม่ได้ 1. ปุญญาภิสังขาร 2. อปุญญาภิสังขาร 3. อเนญชาภิสังขาร อภิสังขารสามนี้ คือการปรับปรุงจิตของตน ทำให้กิเลสลด คือปุญญาภิสังขาร ทำได้ก็เป็นส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา แต่ส่วนแห่งบุญนี้ ไม่ใช่ส่วนที่ได้มา แต่เป็นการเสีย เสียกิเลสไปเป็นส่วนๆ ทำบุญได้ 20 ก็คือเสียกิเลสไป 20 ทำบุญได้ 40 ก็เสียกิเลสไป 40 แต่ทุกวันนี้ ไปแบ่งส่วนบุญกันได้อีก มันก็ไม่ได้ ตลกไม่ออกเลย พระอรหันต์ คือคนหมดบุญ ไม่ต้องชำระกิเลสแล้ว อปุญญาภิสังขาร เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ( ปุญญปาปปริกขีโณ ) พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านเอง เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป พระโมฆราชก็บอกว่า ท่านเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป อรหันต์ทุกพระองค์ เป็นคน สิ้นบุญสิ้นบาป เขาก็อาจเคยฟัง แต่ไม่สะดุด เข้าใจไม่ได้ สงบของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง สงบ (สันตา) ไม่ใช่สงบไม่ทำอะไร แต่คือสงบอย่างตัวกวน คือกิเลสไม่มี แต่ทุกคนสร้างสรรค์ ขยันหมั่นเพียร มีความเจริญดีทุกอย่าง นี่คือความสงบ ไม่ใช่สงบอย่างหยุดนิ่ง ลมไม่พัด ใบไม้ไม่ไหว อะไรๆก็ตายหมดเลย

591231_พุทธศาสนาตามภูมิ ส่งท้ายปีเก่า กลาง คือ มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน