สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ทำดีแล้วโดนว่า...แสดงว่ายังทำดีไม่มากพอ(โง่-ฉลาด).docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ทำดีแล้วโดนว่า...แสดงว่ายังทำดีไม่มากพอ(โง่-ฉลาด) มีข้อความส่งมาจากเฟสบุค “เพลงเพราะ ทามะ ทามะ” เรื่องชื่อว่า…. “ทำดีแล้วโดนว่า...แสดงว่ายังทำดีไม่มากพอ ” 21 ธันวาคม 2016 บ่อยครั้งที่เรามักถามตัวเองว่า ทำไมถึงต้องโดนว่า ทำไมต้องด่า แล้วทำไม ถึงมีแต่เรา ที่โดน มันเป็นปัญหาที่วัยรุ่นแต่ละคนต้องเคยเจอ กับการโดนด่า โดนว่า ทั้งๆที่เราก็คิดว่าเราทำดีแล้ว จนทำให้รู้สึก ไม่อยากที่จะทำอะไร เพราะคิดว่าทำดีไปก็โดนด่าอยู่ดี จนมีคำติดปากในกลุ่มเพื่อนกันว่า อะไรก็กู คำว่าอะไรก็กูได้มาจากการที่เราทำอะไร ก็แล้วแต่ ก็จะมีแต่เรา เรา เรา เราเท่านั้นที่โดน โดนด่า โดนว่า โดนติ ทำดีไปก็เท่านั้น ทำดีไปก็โดนด่า โดยที่เราลืมคิดไปว่า ที่ผ่านมาเราทำได้ดีแล้วจริงเหรอ????? ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า จุดเปลี่ยนของชีวิตเรา ที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง คือช่วงเข้าเรียนมัธยม ที่โรงเรียนสัมมาสิกขา ราชธานีอโศก โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำ เป็นโรงเรียนที่นักเรียน จะต้องทำตามกฎระเบียบ อย่างเคร่งครัด ถือศีล5 ละอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ใช้เงิน และไม่ใส่รองเท้า โรงเรียนแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นโรงเรียนที่เป็นทั้ง บ้าน วัด โรงเรียน ชาววัด ชาวชุมชน และเด็กนักเรียน ล้วนต้องถือศีล5 ละอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ใส่รองเท้า โดยมี สมณะโพธิรักษ์ เป็นผู้นำของชาวอโศก การอยู่ในโรงเรียนประจำ โดยที่ต้องรักษากฎระเบียบ และถือศีล ถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก สำหรับเด็กมัธยมอย่างเรา ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามา ในรั้วสัมมาสิกขา รั้วของชาวอโศก บอกได้คำเดียวว่า ต้องปรับตัวอย่างมาก โดนดัดนิสัยหลายต่อหลายครั้ง โดนดุ โดนด่า โดนว่า จนเราเริ่มที่จะอดทนไม่ไหว กับการ
อ่านต่อ
โดนติ โดนว่า รู้สึกว่า ทำอะไร ก็ผิดไปหมด ทั้งๆที่เราก็คิดว่า เราทำดีแล้ว แต่ก็ยังโดนว่าจนได้ ทำให้เราเริ่มมีอคติ กับคนที่ว่าเราตลอด การอยู่ในโรงเรียนประจำ เริ่มทำให้เรารู้สึกกดดัน ไม่อยากเรียนต่อ มีแต่อยากจะลาออก เพราะอยู่ไป ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดี มีแต่โดนว่าโดนติ จะอธิบายก็ว่าเถียง เราหลงผิดมาโดยตลอด เรามัวแต่คิดว่า เรานั้นถูกต้องเเละดีแล้ว มัวแต่เอาแต่ใจ ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เลยทำให้การใช้ชีวิต ในรั้วโรงเรียนประจำแห่งนี้ ยากขึ้น กดดัน ไม่มีความสุข จนวันหนึ่ง วันที่เราเข้าฟังเทศน์ จากหลวงปู่ หรือสมณะโพธิรักษ์ มีนักเรียนคนหนึ่ง เขียนคำถามไปถามหลวงปู่ว่า “หลวงปู่คะ ทำไมเราต้องโดนด่า โดนว่าตลอดเลยคะ ทั้งๆที่เราก็ทำดีแล้ว เราก็ยังโดนว่า แม้เราจะพยายามทำดีอีก เราก็ยังโดนว่า ทำไมถึงต้องโดนว่าด้วยหละคะ” หลวงปู่ก็หัวเราะ ด้วยความเอ็นดู และตอบกลับมาว่า “ การที่เราทำดีแล้ว แต่เรายังโดนว่า แสดงว่า เรายังทำดีไม่มากพอ การที่เราพยายามทำดีแล้ว แต่ยังโดนว่า แสดงว่าเรายังพยายาม ไม่มากพอ เพราะถ้าเราทำดีมากพอแล้ว เราก็ต้องไม่โดนว่าสิ จริงไหม ” คำตอบนี้แหละค่ะ ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน การกระทำเปลี่ยน จากที่ไม่ยอมรับฟังคนอื่น จากที่เคยโดนว่า ก็มีแต่โกรธๆ ก็กลายเป็น เมื่อไหร่ที่เราโดนว่า เราจะขอบคุณเขา และแทนที่จะโกรธ ก็กลับเอาคำที่โดนว่า โดนติ มาพิจารณา แล้วปรับปรุงแก้ไขตัวเอง พอทำเเบบนี้เเล้ว ทำให้เรารู้สึกได้ว่า คนอื่นรักเรามากขึ้น ผู้ใหญ่เอ็นดูเรามากขึ้น ทำให้เราอยู่ในรั้วของโรงเรียน อย่างมีความสุขมากขึ้น หากเรามัวแต่คิดว่า เราดีแล้ว และไม่รับฟังคนอื่น เราก็คงทำใจ อยู่จนจบมัธยม ที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ การที่เรารู้จักรับฟังคนอื่นให้มาก มันจะทำให้เราได้รู้จัก ยอมรับความจริง
(พ่อครูแทรกว่า...ถ้าคนอื่นว่าเรา แล้วเราก็ตรวจตัวเอง ว่าเราเป็นเหมือนคนอื่นว่าหรือเปล่า ตรวจตัวเองดีๆ อย่าลำเอียง ตรวจให้ดี แล้วก็พบว่า เราก็ยังดีจริงๆ ไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาว่าเรา ตำหนิเรา ถ้าเราตรวจตัวเอง เจออย่างนี้จริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า เขาด่าเรา อันนั้นผู้ที่ว่าเรา ตำหนิเรา เขาว่านั้นไม่ตรงกับที่เราเป็น เรานั้นดีจริงๆ เมื่อรู้อย่างนี้ ผู้ที่ตำหนิเราว่าเรา ก็แสดงว่า เขาต้องติผิดว่าผิด จะว่าแรงว่าเบาก็ตาม ผู้ตำหนินั้น ก็ไม่รู้ความดีของเรา ความผิดนั้น อยู่ที่เราหรือเขา ความผิดก็อยู่ที่เขา ไม่เกี่ยวกับเรา ถ้าเราโกรธเขา เราฉลาดหรือโง่ เราก็โง่ เขาทำความโง่ออกมา ก็อยู่ที่เขาทั้งนั้น ถ้าเราโกรธไม่ชอบใจ เราโง่ จำไว้ ถ้าเราเห็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่ต้องตอบอะไร แต่จริงๆแล้ว มันไม่แน่หรอกว่าเราจะฉลาด หรือถูกต้องดีจริงๆ หรือเปล่า แต่ถ้าตรวจแล้วเราถูก ความผิดก็อยู่ที่เขา จริงๆแล้ว เราอาจจะผิดด้วยซ้ำ เขาอาจจะถูก แต่อย่างไร เขาก็คือเขา เขาไม่ใช่เรา เราไม่ใช่เขา ใช่ไหม คนที่นึกว่า เขาคือเรา คือคนที่โง่มหาโง่ มันไม่ใช่ เขาจะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่เขา เราจะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่เรา แม้ว่าเราฉลาดจริงๆ แต่เรานึกว่าเราโง่ จริงๆแล้วเราฉลาด เรานึกว่าเราโง่ เราดูตัวเองไม่ออก จริงๆเราก็ฉลาดอยู่ดี แล้วจะไปแคร์อะไร ถ้าเราดีและถูกแล้ว แม้เราจะเข้าใจว่าเราดี เราถูก เราฉลาดไม่ได้ แต่เรานั้นดีจริงๆ จะไปแคร์อะไร ก็ต้องตรวจตัวเองให้ได้ นี่คือ ความละเอียดลึกซึ้ง สรุปง่ายๆว่า ถ้าเราไม่ไปว่าคนอื่นโง่ เขาจะผิดอย่างไรก็ตาม เราก็ดูที่เรา ว่าเราผิดหรือไม่ ถ้าเราตรวจตัวเองแล้วว่า เราถูกและดี ถ้าเรารู้แล้วว่า เราถูกแล้ว คนอื่นอย่างไรก็คือเขา ไม่ใช่เรา แต่อย่าหลงตัวเอง ต้องตรวจให้แน่ ว่ามันมีดีกว่านี้อีก เรานึกว่าเราทำดี แต่จริงๆแล้ว มันมีดีกว่านี้อีก เราจะรู้เลยว่า คนที่รู้ว่า เราดีกว่านี้ยังมีอีก เพราะเราเห็นจริงๆ ก็นึกว่าดีเต็มที่แล้ว แต่มันไม่ดีกว่านี้ เมื่อนั้นเราจะรู้ว่า เราจะรู้ว่า เราโง่หรือฉลาด เรายังทำได้ดีกว่านี้อีก เมื่อนั้นเราจะรู้ว่าเรา โง่หรือฉลาดก็ได้ เราโง่ก็คือ เราไม่รู้ความจริง สำนึกว่าดีแล้ว แต่ที่จริง มีดีกว่านี้อีก เราก็โง่จะตาย จะมองว่าโง่หรือฉลาดก็ได้ ความโง่หรือความฉลาด อย่าไปให้คะแนนมันเร็วนัก ไม่ว่าคนอื่นหรือตัวเราเอง ลองมองในมุมที่นึกว่า เราทำดี เราก็นึกว่าเราทำดีเต็มที่แล้ว แต่แท้จริง เราทำดียังไม่มากพอ มันมีดีกว่านี้ ที่เราจะทำได้อีก พอเราไปทำดีได้อีก เราถึงรู้ว่า ตัวเราเองโง่ เพราะเรามันทำดีได้มากกว่าอีก เราก็เลยฉลาดรู้ว่าตัวเองโง่ จบ ความโง่หรือฉลาด มันเกี่ยวกับเหตุปัจจัย เวลา และโอกาส เหตุปัจจัยต่างๆมันมีคนที่สูงและต่ำ คนที่จริงและไม่จริง อีกเยอะเลย แต่ยังไม่อธิบาย ให้เรียนไปเถอะ ถ้าเรายกให้คนอื่น เขาสูงกว่าเรา แต่จริงๆแล้ว เราสูงกว่าเขา ท่านเรียกว่าอ่อนน้อมถ่อมตน เรารู้ว่า เราสูงกว่าเขา แต่เราไม่ยกตนข่มเขา เรายอมให้เขา เรารู้แล้วเราก็ยอมให้เขาเฉยๆ โดยไม่ประชดประชัน เพราะมันสุดวิสัย ที่จะให้เขาเข้าใจว่า เราสูงกว่าเขา แต่ถ้าเราจะทำให้เขาเข้าใจว่า คุณเข้าใจผิด คุณต่ำกว่าเรา เราสูงกว่าเขา ถ้าเราแน่ใจว่า เราสามารถทำให้เขาเข้าใจ โดยเขาจะไม่โกรธเพิ่ม หรือเขาจะไม่ถือดีเพิ่ม เราก็ทำ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่า จะทำแล้วได้ ก็อย่าเพิ่งไปทำ อย่างหลวงปู่ ก็ยังไม่กล้าทำกับคนที่หลวงปู่รู้ว่า ต่ำกว่าเรา แต่ก็ยอมยกให้เขาสูงกว่า ยังไม่เจ็บปวดไม่ทรมานไม่เสียหาย จนกว่าเราจะแน่ใจว่า เราจะบอกโดยใช้วิธีการอย่างไร ซึ่งหลวงปู่ ทำหลายอย่าง แทรกโอสถทิพย์ เข้าขุมขน ให้เขารู้ โดยที่ไม่ให้เขาคิดว่า เราสอนเราบอก ทำทุกลีลา )
ยังมีอีกหลายอย่าง หลายคำสอนของหลวงปู่ ที่ทำให้เราดู เป็นตัวอย่าง เพราะหลวงปู่ ทำให้เห็น ไม่ใช่สอนเพียงคำพูด เลยทำให้เราเชื่อเเละศรัทธา ในคำสอนของท่าน คำสอนของหลวงปู่ ไม่ได้ใช้ได้แค่ในรั้วโรงเรียน แต่เมื่อเราเรียนจบ อย่างภาคภูมิใจเเล้ว สิ่งที่ติดตัวเรามาด้วย ก็คือคำสอนเหล่านี้ หลวงปู่สอนและปลูกฝัง ให้เรารู้จักเสียสละ ประโยชน์ส่วนตัว เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อเราออกมาใช้ชีวิต ข้างนอกรั้วโรงเรียน เมื่อเจอปัญหา เราก็มักจะนึกถึง คำสอนของหลวงปู่เสมอ คำสอนเหล่านี้แหละค่ะ ที่ทำให้เรายกให้หลวงปู่เป็นไอดอล ในดวงใจ
591222_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาคนให้ดีกว่าสัตว์