สิ่งยืนยันพิสูจน์ว่าพ่อครูคือ สยังอภิญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สิ่งยืนยันพิสูจน์ว่าพ่อครูคือ สยังอภิญญา _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ ลูกขอกราบเรียนถามว่า การที่พ่อครูเอาธรรมะเรื่อง สมาธิ ฌาน บุญ กาย มาสอน โดยที่ชาตินี้ไม่ได้เรียนมาจากอาจารย์ท่านใดเลย จะถือว่าพ่อครูบรรลุธรรม (หรือที่ใช้กับพระพุทธเจ้าว่า"ตรัสรู้") เรื่อง สมาธิ ฌาน บุญ กาย จะได้ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... ได้ เดี๋ยวค่อยมาอธิบายต่อ หมายความว่า อาตมาเกิดมาชาตินี้ อาตมาเข้าใจสมาธิเอง ตามความรู้ของอาตมา เข้าใจเรื่องกาย เรื่องฌาน เรื่องบุญ เป็นต้น มีอีกเยอะแยะ แต่คำพวกนี้ชัดเจนแล้วต้องใช้ด้วย แล้วต้องสัมมาทิฏฐิด้วย อาตมาก็เห็นว่าสัมมาทิฏฐิของคำว่าสมาธิเป็นอย่างไรของศาสนาพุทธ อาตมาก็นำมาพาทำ นำมาขยายความ แล้วการนั่งหลับตาสมาธิ ต้นตระกูลคือ อาฬารดาบส อุทกดาบส ในพระพุทธเจ้ามีหลักฐานตำนานเลยนะ พระพุทธเจ้าตอนแรกยังไม่ได้บรรลุธรรมทีเดียว ก็แสวงหาอาจารย์ ก็ไปเจอ อาฬารดาบส อุทกดาบส แล้ว อุทกดาบสก็สอนเรื่องสมาธิแบบนั่งหลับตาได้ฌาน 7 ฌาน 8 อาฬารดาบส ได้ฌาน 8 อาตมาเคยอธิบายละเอียดแล้ว ฌาน7 แล้วทำไมไม่เอาฌาน 8 อุทกดาบส ได้ฌาน 8 จบเท่านั้น เป็นวิธีการสะกดจิตเป็นสมาธิแบบฤาษี แล้วเรียกว่า ฌานอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งจริงๆแล้วฌานกับสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นแยกกัน เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าฌาน อาตมาก็เข้าใจฌานไม่เหมือนกับที่เขาเข้าใจ ว่า ฌานนั้นเป็นหลักฐานที่เกิดได้ด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 มีศีล มีจรณะ 15 ฌานของพระพุทธเจ้าต้องเกิดด้วยวิธีของจรณะ 15 ไม่ได้มีหลับตา ไม่ได้เข้าอยู่ในภพในภวังค์ ต้องเป็นการ เปิดจิต ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น จึงจะเกิดพลังงานปัญญาฌานเป็นพลังงานปัญญาที่รู้จักกิเลส แล้วทำให้กิเลสลดได้ด้วยเพราะฌานค
อ่านต่อ
ือพลังงาน อุณหธาตุ ฌาน คือไฟ คือเตโชธาตุ อุณหธาตุ เขากิเลสหายไป อย่าว่าแต่ขี้เถ้าเลย ขี้เถ้าก็ไม่เหลืออย่างนี้ เป็นต้น คำว่าบุญก็ตาม มันเสื่อมจากศาสนาพุทธ เข้าใจบุญเป็นกุศล เป็นคุณงามความดี ซึ่งไม่ใช่ บุญคือนักฆ่า บุญคือเพชฌฆาตอะไรอย่างนี้อาตมาก็พูดชัดเจนตอนหลัง ตอนแรกก็ไม่ได้พูดชัดเจน แต่ว่าเปิดยุคบุญนิยม เขียนลงในหนังสือ “เราคิดอะไร”ตั้งแต่กี่ปีมาแล้ว ก็พยายามอธิบายคำว่า “บุญ”อย่างละเลียดมาตั้งหลายเล่ม ก็ยังไม่ได้เข้าใจกันได้ง่ายๆเลยทุกวันนี้ศาสนาพุทธ ที่เป็นพุทธศาสนิกชน ก็ยังไม่เชื่อว่าอาตมาพูดถูกต้อง เพราะเขาแยกไม่ออก เหมือนกับเทวนิยมเขาจะฟังเรื่องของโลกุตรธรรมไม่รู้เรื่อง คล้ายกันกับชาวพุทธที่ยังไม่มีภูมิจะเข้าไปรู้ ไอ้บุญมันเป็นอย่างไร อาตมาพูดมันเป็นยังไงเขาฟังไม่เข้าใจ ฟังภาษาออกว่าเป็นเพชฌฆาตฆ่ากิเลส แต่สภาวะจิตที่เป็นปัจจัตตัง เขายังไม่มี เขายังไม่เข้าถึงความเป็นอัตตา ฟังภาษานี้อีกที เขายังไม่เข้าถึงความเป็นอัตตา เขายังได้แค่ อัตตวาทุปาทาน เขายังได้แค่วาทะยึดได้แค่ วาทะ อุปาทาน เขายังยึดได้แค่พยัญชนะ แค่ภาษา แค่วาทะ เขายังไม่เข้าไปแตะหรือยังเข้าไม่ถึง อัตตา ซึ่งเป็น สักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ เขายังไม่พ้นเลย เขายังไม่บรรลุสักกายทิฏฐิ สังโยชน์ข้อนี้เขายังมิจฉาทิฏฐิ ได้แค่สักกายทิฏฐิ เพราะสักกะคือตัวของเรา รวมทั้งหมดเลย เกี่ยวกับตัวเราคือ สักกะ กายคือต้องมีคู่ ภายนอกภายใน เขาก็ยังเข้าใจ สักกะ มันก็ไปติดอยู่กับตัวเขา เขาก็ยังจมอยู่กับพยัญชนะภาษา วาทะความรู้ เขายังไม่เข้าถึง จิต เจตสิก รูป ไม่ต้องพูดถึง นิพพาน เขายังไม่เข้าถึงจิตเจตสิกของเขานะ แต่เขาก็พยายามเข้าใจว่าจิตคือธาตุรู้ ๆๆตามบัญญัติพยัญชนะภาษา แล้วก็มีเหตุผลในพยัญชนะภาษา ร้อยเรียงกันเป็นเหตุเป็นผลของพยัญชนะภาษาทั้งนั้น เป็นตรรกะของเหตุผลของพยัญชนะ เขาไม่ได้เข้าไปแตะเรื่องจิตของตนเอง จิตเจตสิกเขายังไม่ได้แยก เพราะฉะนั้นคำว่ากายคือเจตสิก 2 ข้างนอกเรียกว่า กายเจตสิก ข้างในเรียก เจตสิกะ โดยตรง เขายังแยกไม่ได้ แยกได้บ้างก็อาจจะ ไม่สมบูรณ์ เช่น กาย ไปหนักทางสรีระ กาย ไปหนักทางวัตถุ ไม่สัมพัทธ์กัน ไม่ด้วยกันเลยนะกายไปแยกจิต แยกข้างนอกไม่ได้ แยกข้างนอกก็แยกจิตออกจากกันไม่ได้ กาย เพราะฉะนั้นความเสื่อมของศาสนาพุทธ มันเสื่อมจนกระทั่งคำที่อาตมาอธิบายต่างๆ เป็นตัวอย่างแค่นี้ก่อน เขาก็เข้าใจไม่ได้โดยที่ชาตินี้ไม่ได้เรียนมาจากอาจารย์ท่านใดเลย อาตมาไม่ได้เรียนมาจากอาจารย์ท่านใด ความเห็นความรู้ที่อาตมาพูดทั้งหมดนี้ เป็นของอาตมา แต่ผู้เดียวในยุคนี้ ย้ำก็ได้ แต่ผู้เดียวในยุคนี้โผล่ขึ้นมา 2500 กว่าปีนี้ อาจารย์ทั้งหลายไม่ได้เห็นตรงกับอาตมา จึงถือว่าอาตมาเป็นกบฏศาสนาพุทธ เพราะยึดอย่างที่ท่านยึดกันอยู่ว่าถูก อาตมาพูดมันก็ขัดแย้งผิด แล้วไปขัดแย้งถึงเรื่องปรมัตถ์ถึงเรื่องอย่างนี้นี่คือ ปรมัตถ์นะ ไม่ได้นะศาสนาจะพังนะเขาจึงจะเอาอาตมาตาย อาตมาโชคดีมากที่มีพระไตรปิฎก แม้แต่ฉบับสยามรัฐฉบับเดียวก็โชคดีอีก ที่เขาก็ยังเชื่อมั่นในพระไตรปิฎกฉบับนี้ด้วยกัน โดยมีภาษาบาลีเป็นหลัก เช่น คำว่าฌาน คำว่ากาย คำว่าบุญ บาลีทั้งนั้น แต่มันอธิบายความคนละอย่าง ทีนี้อาตมาเอามาอธิบายความแล้วปฏิบัติได้ จึงเกิดความจริงของคนปฏิบัติได้ จึงเกิดความจริงซึ่งคนปฏิบัติได้ มันก็เลยยืนหยัดยืนยันเอาไว้ แล้วอย่างนี้ใช่ไหม อย่างนี้ใช่อย่างพระพุทธเจ้าหมายไหม พวกคุณว่าใช่ แต่ต้องถามทางโน้นเขาก่อน เขาก็ยืนยันว่าจะไม่ใช่ ยกตัวอย่างเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น มาเป็นคนจน มาเป็นคนไม่มีอบายมุข มาเป็นคนไม่มีกาม กาม อาตมาเคยอธิบายไปแล้ว คุณไม่รู้เรื่อง โอฬาริกอัตตา คุณไม่รู้จักอัตตาที่อลังการ โอฬาริกอัตตา อัตตาใหญ่ ที่คุณหลง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทั้งกระบิเลย คุณไม่รู้ ลาภคุณก็ไม่รู้ คุณก็เอา เหมือนอย่างมหาบัว ลาภ หรือแม้แต่ผู้ที่นับถือกันว่าเป็นเอกทางศาสนาพุทธอยู่ขณะนี้ก็ตาม ลาภไม่รู้ ยศไม่รู้ สรรเสริญไม่รู้ แต่แบกไว้ทั้งหมดเลยยึดถือไว้ทั้งหมดเลย เป็นโอฬาริกอัตตา เพราะอัตตาเป็นแนวลึกไม่ใช่กาย อัตตไม่ใช่โลภ แต่ ลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นโลภแต่เขามองไม่ออกว่าเป็นโลภ เขา ใคร่อยากได้อยู่ และเอาไปอยู่ โดยเอาไปบันทึกเป็นของกูของกูอยู่ในจิต เขามีเป็นโอฬาร ใหญ่โตมโหฬาร เป็นของเขานะ เช่น ดูเหมือนว่าเราไม่ต้องการลาภ ไม่ได้สะสมมาเป็นของเราแล้ว เป็นเงินทอง เป็นวัตถุ เป็นต้น แต่เราจะต้องการลาภนี้ เมื่อไหร่ขอให้เอ่ยปากมีคน support มีคนให้คุณทันทีเลย นี่ก็เป็น ความซับซ้อนของคุณรู้ว่าคุณเองคุณทำให้คนเขาเชื่อถือ จนกระทั่งคนจะยินดีสนับสนุน support คุณขอให้คุณเอ่ยปากเพราะเขาเชื่อถือคุณ คุณจะเอาไปทำอะไร เอามาใช้ในเรื่องศาสนา เรื่องธรรมะให้ประโยชน์แก่คนอื่น ก็ดูดีนะ แต่ธรรมะหรือศาสนาที่คุณให้นั้นคือ เปลือกพยัญชนะและวาทะเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นถึงแก่นถึงอัตตาเลย..ไม่ใช่ มีอัตตวาทุปาทาน ไม่ต้องไปพูดถึง สีลัพพตุปาทาน ทิฏฐิคุณก็ ทิฏฐุปาทาน เพราะกามุปาทาน คุณยังใคร่อยากหลงใน โอฬาริกอัตตา ที่คุณมีอัตตาและคุณก็ได้ โอฬาริกอัตตา ไป โดยที่คุณไม่รู้ว่าคุณแบกสิ่งเหล่านี้ ใครงง ใครซับซ้อนหลายชั้นนะ คนเป็นร้อยมีคนงงคนเดียวใช้ได้อาตมาไม่ทวนแล้ว เรื่องนี้มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ สรุปลงตรงที่ว่าความรู้พุทธศาสนามันเสื่อมมากจริงๆ อาตมางานหนักมาก ที่จะทำความเข้าใจนี้ฟื้นขึ้นมาในยุคๆกึ่งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์เอาไว้แล้วว่ามันจะเสื่อม แล้วต้องมีผู้มากอบกู้ ก็ยืนยันหลักฐานทุกอย่างว่า อาตมาอยู่ในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ 10 อะไรต่ออะไรยืนยันหลักฐานทุกอย่าง หรือแม้แต่ที่พูดนี้ ไม่มีครูอาจารย์แล้วมาอธิบายสมาธิ ฌาน เรื่องบุญ เรื่องกาย ไม่เหมือนเขานี่นะ มีคนก็รับได้แล้วก็ทำได้ปฏิบัติได้จนกระทั่งปฏิบัติถึงขั้นสำเร็จเป็นวรรณะ 9 เป็นสาราณียธรรม 6 ขอสรุปเข้าเรื่องก็แล้วกันหลักฐานพระพุทธเจ้าทั้งนั้น สาราณียธรรม 6 ก็ของพระพุทธเจ้า วรรณะ 9 ก็ของพระพุทธเจ้าอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นหัวข้อหลักเลยมันได้ยืนยันอย่างนี้คุณจะเถียงได้ไหมล่ะ พวกคุณจะมาแกล้งมีวรรณ9 คุณจะมาแกล้งอยู่ใน สาราณียธรรม 6 นี้ แกล้งไป แกล้งให้เหมือนนะ แกล้งให้มันคล้ายจริงที่สุดเลยนะ ถ้าไม่งั้นเดี๋ยวคนจับได้นะ คือ จริงๆจะแกล้ง หรือว่าจะประพฤติ ไม่ว่าคุณจะฝืนใจเรียกว่าแกล้งทำ มันพอทำได้ คุณก็ทำไปเรื่อยๆ มันหนักสุดฝืนแล้วคุณจะทนหรือ ใช่ไหม โอ้โห มันไม่ไหวสุดทนแล้วคุณก็ออกไป เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ได้จนกระทั่งปีหนึ่งก็แล้ว 5 ปีก็แล้ว 10 ปีก็แล้ว 20 ปีก็แล้ว 30 ปีก็แล้ว 40 ปีก็แล้ว อาตมาทำงานศาสนามา 50 ปี หลายคนก็อยู่ถึง 50 ปีแล้ว ตั้งแต่แรกมาจนป่านนี้มี 50 ปีอยู่บ้างแล้ว มันก็ยืนหยัดยืนยันต่อจาก50 ปีไปอีก อาตมาถึงบอกว่ามันยังพิสูจน์ไม่จริงให้ต่อไปอีก 53 ปีแค่นั้น 54 ปีย่างแค่นั้น แม้ ถ้าอาตมาอยู่ไปได้อีกสัก 47 ปี เป็นร้อยนะทำงานศาสนาครบ 100 ปีนี่ รับรองเขาต้องซูฮกอาตมา ถ้าไปอีก 13 ปีอาตมาจะอายุเท่าไหร่ โอ้โห 133 สรุปตรงนี้ว่า ชาตินี้อาตมาได้ยืนยันพิสูจน์ตัวเองว่า อาตมาเป็น สยังอภิญญา ที่ไม่ได้มีครูบาอาจารย์เอาโลกุตระธรรมขึ้นมาสถาปนาลงไปในยุคที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อาณิสูตรว่า มันเสื่อม และอาตมาก็ขอย้ำยืนยันว่าไม่ได้พูดเล่น จริง คนไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่คนเชื่อก็แล้วแต่ที่คุณเชื่อ และเชื่อแล้วทำด้วย แล้วทำได้ บรรลุธรรมด้วย อาตมาจึงยืนยันว่าอันนี้ต่างหากเป็นของจริงที่จะพิสูจน์ เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ยังอ่านไม่ออกหรอกว่าตัวเองเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แค่ไหนแต่ถ้าคุณรู้สึกว่าเราอยู่ได้อย่างสบายแล้วอย่างน้อยคุณก็คืออนาคามีแล้ว คุณอยู่นี่คุณไม่รู้สึกยากเลย สบายอยู่กับหมู่นี้ อย่างน้อยอนาคามีแล้ว ถ้าอย่างสูงขึ้นไปก็อ่านจิตตัวเองให้จริงให้เข้าใจอาตมาไม่ต้องพูดต้องบอกหรอก บรรยายมามากแล้ว คุณเป็นอรหันต์ตัดรอบได้ว่า อรหันต์จากอบายมุข อรหันต์จากกาม อรหันต์จากรูปราคะอรูปราคะ อรหันต์จากมานะ อรหันต์จากวิจิกิจฉา สังโยชน์ก็มีหลักเกณฑ์ให้วัด ให้อ่าน ให้เรียนรู้ คุณก็ตรวจสอบตัวเองสิ คุณก็จะรู้ได้ว่าคุณเป็นอรหันต์ไหม เพราะฉะนั้นคุณจะรู้ได้อย่างหยาบ เป็นอรหันต์ระดับที่ 1 อย่างสูงขึ้นไปเป็นอนุโพธิสัตว์ เป็นอนิยตะโพธิสัตว์ คุณก็มีฐานมีคุณธรรมที่จริงที่จะอ่านสิ่งจริงๆเหล่านี้ ของคุณ คุณต้องอ่าน จิต เจตสิก รูป นิพพาน ของคุณออก รูปจะต้องมีสิ่งจริงให้ตัดใจเป็นเวทนาตัณหาอุปาทาน ดูว่าตัณหาคืออะไร อุปาาทานคืออะไร ไม่เหลือภพไม่เหลือชาติคืออะไรก็อธิบายละเอียดลออหมดแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องพิสูจน์ความจริงทางองค์ประกอบทั้งหมดเลย ทางกาย ทางใจ สรุปไว้ทั้งทางกาย ทางใจ ชัดเจนแล้ว ผู้รู้ก็มาปฏิบัติธรรมในรูปมีนามมีการมีจิตปฏิบัติธรรมไปจนกระทั่งบรรลุกายจนกระทั่งไม่มีกาย ไม่มีกายคืออย่างไรตามธรรมะนิยาม 5 ก็อธิบายแล้ว ทำให้เป็นอุตุ ทำให้เป็นพืช อุตุหมายความว่าแยกธาตุไปหมด ถ้าจิต พืชหรือ พีชะ ก็หมายความว่าไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่มีเวทนาทุกข์สุขแล้วมีแต่สัญญากับสังขารเป็นต้น หรือองค์รวมแล้วทำเป็น อุตุได้ พีชะได้ ด้วยกรรม แล้วทรงไว้เป็นธรรมะ รักษาสภาพของสิ่งที่ทรงไว้สิ่งที่ทำได้ โดยแยกอาการที่เกี่ยวข้องกับโลกเป็นอุตุ หมายความว่าเราก็อาศัยมันดิน น้ำ ไฟ ลม แต่มันไม่เป็นชีวะอะไร มาเป็นชีวะไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นพืช แล้วเราก็เป็นชีวะขั้นจิตนิยาม ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขได้แล้ว คุณก็เป็นอรหันต์ ด้วยกรรมด้วยธรรมะทั้งนั้น ที่ทำ ที่ประพฤติ นี่สรุปแล้ว ต่อมาคุณ 670108 ตอบปัญหาผ่ามิจฉาอาชีวะ 5 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #50 ราชธานีอโศก