ปฏิจจสมุปบาท โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอน 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาท โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอน 3 อธิบายปฏิจจสมุปบาทที่ได้ร่างไว้แล้ว อธิบายต่อ ปัญญาอาตมาเคยเน้นแล้วพยัญชนะคำว่า ปัญญามันเป็นภาษาของศาสนาพุทธ แต่ศาสนาเทวนิยมเขาเอาไปใช้ หรือแม้แต่มิจฉาทิฏฐิ พุทธที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็เอาปัญญาไปใช้แทน เฉโก หมด พวกเราพอเข้าใจกันได้แล้วนะพยัญชนะคำ เฉโก กับปัญญามันเป็นความรู้ที่ต่างกัน เฉโก มันเป็นโลกียะมันอยู่ในกรอบ มันยังไม่ออกมามีหน่วยความรู้อื่นมี อัญญธาตุ ยังไม่ออกมาเลยอย่างเทวนิยม 100% หรือชาวพุทธก็ตามที่ยังมิจฉาทิฎิ 100% ก็จะไม่เข้าใจแยกไม่ออก เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความรู้ของศาสนาพุทธที่ชื่อว่าปัญญานี่ สูงถึงขั้นรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงใน “อวิชชาสวะ 8” อันได้แก่ คนผู้ที่มี“ความรู้”เป็น“ปัญญา”ที่เป็น“ความรู้”ของศาสนาพุทธ สูงถึงขั้นรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“อวิชชาสวะ 8”อันได้แก่ (1) ไม่รู้ทุกข์ (ทุกเข อัญญาณัง) (2) ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ (ทุกขสมุทเย อัญญาณัง) (3) ไม่รู้ความดับทุกข์ (ทุกขนิโรเธ อัญญาณัง) (4) ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (ทุกขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายะ อัญญาณัง) (5) ไม่รู้ในส่วนอดีต (ปุพพันเต อัญญาณัง) (6) ไม่รู้ในส่วนอนาคต (อปรันเต อัญญาณัง) (7) ไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและอนาคต(ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) (8) ไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาท ว่า สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปันเนสุ ธัมเมสุ อัญญาณัง) ถ้ารู้จักสิ่งที่อาศัยกันเกิดแล้วรู้ว่า มันจะดับได้ไง ก็ใช้พยัญชนะว่าเกิดนี่คือชาติ ก็ดับชาติสิ นี่เราใช้พยัญชนะก่อนนะ สภาวะธรรมค่อยรู้แล้วค่อยๆขยายความไป แล้วศึกษาปฏิบัติจนกระทั่งสามารถบรรลุหลุดพ้นหมดสิ้น“อวิชชาสวะ 8”นี้ได้บริบูรณ์สมบูรณ์ ด้วย“ปัญญา”คือ ความรู้ที่เป็น“โพธิสัตวภูมิ”จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงไปต
อ่านต่อ
ามลำดับถึงที่สุด“รู้จบ”สุดแห่งที่สุดได้ โพธิคือความรู้แบบพระพุทธเจ้าตั้งแต่โสดาบันความรู้โพธิระดับหนึ่ง สกิทาคามี ความรู้โพธิที่ระดับ 2 อนาคามี ความรู้โพธิระดับ 3 อรหันต์ ความรู้โพธิระดับ 4 มีความรู้ในระดับโพธิสัตว์อีก อรหันต์ในระดับอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ จนถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า [พระไตรปิฎก เล่ม34 “อาสวโคจฉกะ” ข้อ 712] เพราะฉะนั้นความเสื่อมของชาวพุทธ ศาสนาพุทธในยุคนี้ไม่รู้แม้กระทั่งอรหันต์มีหลายระดับ เช่นอาตมาบอกว่า อาตมาเป็น สยังอภิญญา อาตมารู้มา อาตมามีความรู้เอง ชาตินี้ไม่มีอาจารย์อาตมามีความรู้เอง อ๋อ..มันเป็นของพระพุทธเจ้า คนนี้ว่าอาตมานี้ก็แสดงว่าคุณแยกอรหันต์หลายระดับไม่ออก อาตมาไม่เคยบอกว่าอาตมาเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาเป็นแค่อรหันต์นิยตโพธิสัตว์ก็บอกฐานะของตัวชัดเจนอาตมาไม่ได้เบลอไม่ได้เลอะเทอะว่า โมเมว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 คนก็ไม่เข้าใจ จนถึงมาทุกวันนี้อาตมาขยายความพวกเราเข้าใจคนข้างนอกเริ่มเข้าใจด้วย ถ้าคนติดตามดีๆไม่มีอคติตั้งใจฟังด้วยดี สุสูสังลภเตปัญญัง จะได้เข้าใจ เพราะฉะนั้นปัญญาหรือเป็นความรู้ที่เป็นโพธิสัตวภูมิ จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ไปตามลำดับ ถึงที่สุดก็รู้จบสุดถึงที่สุดได้ สุดแห่งที่สุดขนาดไหนล่ะ ก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล่ะ เพราะฉะนั้นในลำดับต่างๆที่เป็นอาสวะ อวิชชาสวะ 8 ก็มีสรุปอริยสัจ 4 และ 4 ข้อนี้เป็นกิจต้องทำให้สำเร็จ ส่วนอดีต ส่วนอนาคต ทั้งส่วนอดีตส่วนอนาคตอีก 3 ก็ เป็น กาล เป็นกาละ 4 ข้อต้นเป็นกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ อีก 3 ข้อเป็น กาละ ข้อปฏิจจสมุปบาทก็คือรู้กรรมทั้งหลาย คุณต้องกระทำกรรมที่ดับชาติด้วยตัวเอง คนผู้ไม่สามารถ“หลุดพ้นหมดสิ้นอาสวะ”ได้ครบ “อวิชชาสวะ 8”ได้นั้นก็เพราะไม่รู้“กรรม” ไม่รู้“กิจ” ไม่รู้ “กาล”นี่เอง จึงต้องเรียนรู้“กรรม”กันอย่างสำคัญ”เป็นอันดับแรก เพราะ“กรรม”นี้เองคือ GOD หรือ“จิตวิญญาณ“ที่เป็น“พระเจ้า”ที่เป็น“ตัวตนของตน”แท้จริง เพราะฉะนั้นผู้ใดทำกรรมรู้กรรมทำกรรมได้มากเท่าไหร่ก็เป็น GODใหญ่มากเท่านั้น เป็นพระเจ้าที่เป็นตัวตนของ GOD นี่คืออัตตาคือตัวตนของตน กรรมก็เป็นของตน กรรมก็คืออัตตา แต่คุณมีปัญญาคุณรู้กรรม คุณจึงจัดการกับอัตตาของคุณได้ ใช่ไหม และเรียนรู้“กิจ”ที่จะต้องศึกษาปฏิบัติไปให้“จบกิจ”ไปตามขั้นตามตอน ตั้งแต่“กิจ”ขั้น“ละชั่ว-ทำดี”ให้“เที่ยงแท้”ถึงขั้น“นิยตะ” ที่เป็นแบบ“โลุตรธรรม”ของ“อาริยชน“ ที่ต้องมี “ญาณ 3” ได้แก่ “สัจจญาณ-กิจจญาณ-กตญาณ” นิจจัง มีนัยยะว่าเที่ยงแล้วไม่เที่ยงแท้ เพราะพระเจ้าไม่รู้ว่าตัวเองไม่เที่ยงเพราะไม่มีรายละเอียดพอ ไม่รู้จักกาล ไม่รู้จักกรรม แม้แต่จิตตัวเองก็ไม่รู้ตัวเองจริงๆ คนชาวพุทธจบกิจขั้นต้นจึงทำดี สัพพปาปัสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) แม้แต่จะเรียกว่ากุศล ก็ทำอย่างเที่ยง กุศลอย่างเที่ยงไม่ทำอกุศลอีก ไม่ทำบาป ได้เที่ยงนิยตะ แบบโลกุตรธรรม ของอารยชนมีอารยชนของโลกุตระของผู้แทนที่ ต้องมี“ญาณ 3”จึงจะยืนยัน“ความจริง”สัมบูรณ์ “สัจจะ“คือ “ความจริง”ที่ครบทั้ง“สมมุติสัจจะ”ของชาวโลกียะ ทั้ง“ปรมัตถสัจจะ”ของชาวโลกุตระ ทั้ง 2 แบบ ต่อจากนั้นก็คือ หน้าที่ที่จะต้องศึกษาปฏิบัติ“กิจ” ขั้น“ดับทุกข์-ดับสุข” ซึ่งชาวโลกียะไม่มี มีแต่ในชาวโลกุตระ ชาวโลกียะเขาไม่ดับ“สุข” เพราะเขาไม่มี“นิพพาน” เขาจะเผินแค่ดับทุกข์แต่ไม่ดับสุข เพราะฉะนั้นคนไม่ดับสุขไม่ใช่ชาวโลกุตระ ผู้ที่ไม่ได้ดับสุข คุณก็จะยังมีทุกข์เหลือ หรือความสุขของคุณนั้นก็คือสวรรค์ 6 ชั้น ชั้นแรกคุณต้องแย่งเขาให้ได้ เป็นจตุมหาราช แย่งเข่นฆ่าแย่งชิง คุณจะมีศัตรู คุณจะเป็นนักรบ คุณจะเป็นนักแย่งนักฆ่า ทำชิบหายวายป่วงก็แล้วแต่ เพราะไม่เข้าใจว่าเทวดานี่ก็คือความโง่ ทั้ง 6 ชั้น ผู้ที่พ้นแล้วมีวิชชาแล้ว มีปัญญาแล้วไม่มี สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี หมดนรกหมดสวรรค์ ไม่ได้งมงายจะต้องเป็นจตุมหาราชนี่แหละสวรรค์ชั้นแรกนะ เพราะฉะนั้นพวกโง่ๆทั้งหลายสวรรค์ชั้นแรกแย่งสุขทั้งนั้น ตั้งแต่ทักษิณมาแย่งสุขมาทั้งนั้น จนกระทั่งมาถึงระดับที่ วันนี้ฆ่าแกงกันอยู่ อย่างพวกไม่รู้ทางต่างประเทศเทวนิยม ฆ่าแกงกันเป็นเบือเลย นึกว่าได้พื้นที่แผ่นดิน นึกว่าได้ทรัพย์สิน นึกว่าได้เกียรติยศ นึกว่าได้อะไรต่ออะไรเป็นความยิ่งใหญ่ทั้งนั้น แล้วเขาเอาจริงเอาจังนะ แย่งสวรรค์ เป็นจตุมหาราช ไม่จบ คือเป็นนักฆ่าทั้ง 4 ทิศ จตุ นักฆ่านักรบ กูจะเอาให้หมดทั้ง 4 ทิศ แล้วเขาหลงว่านี่คือสวรรค์ มีในคนไหมเอ่ย..มี รบอย่างหยาบ ฆ่าอย่างหยาบ แย่งอย่างหยาบ จนกระทั่งละเอียดค่อยๆซับซ้อนลึกซึ้งขึ้น อย่างทักษิณเป็นตัวอย่าง ซับซ้อนยิ่งใหญ่เลยนะ ไม่ได้ใช้อาวุธหรอก ไม่น่าเรียกว่าใช้ปฏิภาณปัญญา แต่เป็นความฉลาดทางอาชญากร อาชญากรรม เขาจะบอกว่านั่นแหละคือ อาตมาเคยถามว่าให้พวกคุณเป็นอย่างทักษิณเอาไหม พวกคุณไม่เอาทำไมไม่เอา สวรรค์ชั้น 14 นะทำไมไม่เอา สวรรค์ชั้น 14 นะ เพราะคุณรู้จักสวรรค์แล้วสวรรค์ลวง แล้วเขาก็ลวงตัวเองและลวงมนุษยชาติด้วย มีมนุษย์อยากได้อย่างเขานะ ไม่ต้องพูดถึงลิ่วล้อนั้นมีเยอะอยากได้อย่างเขา แต่หลายคนก็รู้ว่าตัวเองไม่บังอาจทำได้อย่างเขา ขอเป็นลิ่วล้อแค่นั้นก็พอ นี่ก็มีเยอะคน ฟังดีๆนะอาตมากำลังขยายความขี้เท่อของคนหลงสวรรค์ พอแย่งได้ คุณก็ชื่นใจนึกว่าเป็นสวรรค์ อีกชื่อภาษาว่า ดาวดึงส์ สวรรค์ชั้นที่ 2 ดาวดึงส์ หรือ ตาวติงสา ถ้ามาเป็นภาษาไทยดิบๆสดๆแล้วเรียบร้อยบวชเสร็จเป็นภาษาไทยก็เรียกว่า ดาวดึงส์ แปลว่า 33 คือ วิมานเลอะเทอะ วิมานลอย วิมานโม้ วิมานปั้นเอาเอง เพราะธรรมดาคนมีอาการ 32 เท่านั้นที่คุณจะมี แต่นี่คุณไปมีไอ้สิ่งที่ไม่มีที่ไหนก็ไม่มี คุณสมมติขึ้นมาเป็นอาการที่ 33 ลมๆแล้งๆเพ้อๆฝันๆ สุขก็คือเพ้อๆฝันๆแดนเพ้อๆ แดนเลอะๆเทอะๆ แดนที่ไม่มี คุณสมมุติ คุณอุปาทาน คุณยึด คุณติด คุณมี คุณเป็นเอาสิ่งที่ไม่มีตัวตนมาเป็นตัวตน แล้วจริงๆที่คุณว่าสุขนะดาวดึงส์สวรรค์สุข ที่แท้มันทุกข์มันวิปลาสทั้งไม่มีตัวตน ทั้งวิปลาสที่เป็นทุกข์แท้ๆแต่คุณหลงว่าสุข มันไม่ใช่ตัวตนคุณก็ยึดว่ามันมีมันเป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่สิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น วิปลาสพร้อม 4 อย่างเลย คนที่มีดาวดึงส์คือคนวิปลาส 4 บริบูรณ์ ฟังดีๆนะความมีหรือความไม่มีที่อาตมาพูดถึงสภาวธรรมที่ลึกซึ้งละเอียด ไม่ง่ายนะที่จะไปรู้จักว่า โอ้โหจริงๆดาวดึงส์นั้นมันไม่มีหรอก ไม่มี ไอ้ที่มีอยู่คือคุณยังโง่อยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อได้สวรรค์นี้ ติดสวรรค์นี้คุณก็อยากให้ได้สวรรค์นี้ของคุณไปตลอดทุกยาม ยามต้น ยามกลาง ยามปลายก็เป็น สวรรค์ชั้นยามะ ยามา ก็อยากให้มีสวรรค์อย่างนี้แหละอยู่ไม่พราก ไม่จาก ไม่ไปไหนมีตลอดทั้งยามต้น ยามกลาง ยามปลาย ทุกอย่างติดต่อเนื่อง ยามะ แปลว่ามีตลอดไป ต่อเนื่องไป ยามะ อย่างคุณพยายาม ก็คือ ให้ยามมันเป็น ให้มันเกิดอย่างนั้นต่อเนื่องไป เป็นสวรรค์ที่ไม่ขาดไม่มี ภาษาพยัญชนะจะใช้คำว่า นิรันดรไม่มีช่วงระหว่างที่จะขาดเลย ต่อเนื่องไม่มีช่วงระหว่างที่จะขาดเลยนิรันดร ยามะ จะต้องเป็นสวรรค์นิรันดร เป็นสวรรค์ต่อเนื่องไม่ขาดสาย _สมณะฟ้าไท... ตามท่านประยุทธ์ ปยุตโตท่านแปลว่า ยามา แปลว่าแดนที่อยู่แห่งเทพผู้ปราศจากทุกข์ มีท้าวสุยามเป็นผู้ปกครอง พ่อครูว่า... ก็สอนเป็นพยัญชนะไป เป็นตัวเป็นตนท้าวสุยามะ สุ แปลว่าดี แปลว่ารู้ แปลว่าฉลาด เพราะฉะนั้นคนฉลาดก็รู้แล้วว่าไปเฝ้ายามอยู่ที่นั่นหรือไม่เฝ้า คนไม่รู้จักสุ ก็คือทุ คุณก็หลงเป็นสุขเป็นทุกข์คุณก็เฝ้าอยู่ ยามะ อยู่อย่างนั้นคุณก็เป็นยาม สุขด้วยนึกว่าเป็นสวรรค์ สวรรค์ชั้น 3 จตุ แล้วก็ดาวดึงส์ แล้วก็ยามะ อาตมาไม่กล้าบัญญัติอย่างนั้น แต่ท่านบัญญัติอย่างนั้นก็แสดงถึงความมีตัวตน แต่จริงคนที่ไม่รู้เขาจะเป็นอย่างนั้น ท่านอาจจะหลุดพ้นตรงนี้ก็ได้ถ้าท่านเป็นอารยะหรือเป็นอรหันต์ แต่คนอ่านจะเข้าใจผิด ถ้าไปพูดส่งเสริมก็ส่งเสริมให้เขามีอันนี้ ถ้าคุณพูดลบหอันนี้ก็แสดงว่าคุณไม่มีอันนี้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท…เพราะฉะนั้น แดนที่ 4 ท่านแปลว่าแดนที่อยู่แห่งเทพที่อิ่มเอิบมีท้าวสันดุสิตเป็นจอมเทพ ถือกันว่าเป็นที่อุบัติของโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้ายก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ที่อุบัติของพระพุทธมารดา พ่อครูว่า... เป็นพยัญชนะไม่มีปัญหาอาตมาเข้าใจสภาวะดีพูดอย่างนั้น ก็เป็นผู้ที่ทำให้เกิด ในปฏิจจสมุปบาทอาตมาก็กำลังแจงถึงสิริมหามายา สิทธัตถะอะไรอยู่เป็นผู้ทำให้เกิดเป็นมารดาเป็นแม่ ไม่ต้องไปเอาตัวตนบุคคลเราเขา ที่เป็นตัวตน ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า หรือตัวตนพระพุทธเจ้าแต่เอาธรรมะ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... พ่อครูอธิบายธรรมาธิษฐาน ซึ่งถ้าเราไม่ได้ฟังพ่อครูก็คงหลงตามเขา ท่านบอกว่าได้พบอารมณ์ที่มันเลิศโลกที่มีแต่ความสุขเทวโลก พ่อครูว่า... นั่นแหละท่านก็สรรเสริญสวรรค์อยู่ อาตมาตีสวรรค์ทิ้งอยู่นี่ ผู้ที่ยังหลงว่าสวรรค์มันมียังเป็นอยากได้ ท่านยังมีสรรเสริญสวรรค์ อาตมาก็ต้องบอกให้พวกเราเข้าใจจะไปหลงสรรเสริญทำไมต้องเข้าใจว่าจิตที่เราไปสร้างอุปาทาน ไปยึดถือว่า มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ สวรรค์นรก คุณอยู่กับปัจจุบัน คุณไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก แม้ปัจจุบันมันก็มีสวรรค์หลอก นรกหลอก คุณทำความเข้าใจสวรรค์นรกตรงนี้ให้ได้คือสุขทุกข์เท่านั้นเองแล้วไม่มีสุขไม่มีทุกข์ คุณจะมีปัจจุบันที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้วจบกิจเลย แล้วคุณทำให้ได้นะ จิตของคุณไม่สุขไม่ทุกข์เลย คุณเป็นพระอรหันต์ทันที ง่ายจะตายพระอรหันต์ คุณทำปัจจุบันให้ไม่สุขไม่ทุกข์ได้จริงๆด้วย เวทนาคุณ อ่านให้ออกสิแล้วก็ทำให้ได้ซิ อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะนี่ ทำได้จริงแล้วคุณก็ต่อเนื่องเลยไปไม่ขาดสายเลย นิรันดร ถ้าคุณไม่ขาดสาย ไม่มีทิ้งช่วงที่จะไประหว่างที่มีความสุขความทุกข์แทรก..ไม่มี นิรันดรเลย คุณก็เป็นอรหันต์เดี๋ยวนี้ นี่อาตมาไม่ได้พูดภาษาเล่นๆนะ เป็นสภาวะจริงอาตมาพูดจากจิตใจที่อาตมามีอย่างนี้ พูดอย่างนี้ ใครก็ไม่รู้ใจของอาตมาก็แล้วจะไป ใครรู้ใจอาตมา อาตมาเป็นอย่างนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นชาวโลกีย์เขาไม่ดับสุข ไม่ดับทุกข์ เรายังไม่เข้าใจว่าดับสุขดับทุกข์คือนิพพานแม้แต่ศาสนาพุทธในเมืองไทยก็ยังเอาสุขเสพสุขกันโอ้โหแย่งกัน พวกเรานี่ฟังธรรมได้ดีนะ เขายังไม่ประสีประสาในเรื่อง“สุข”นี้กันเลย เขาจะหาว่า“บ้า” ด้วยซ้ำ ที่มา“ดับสุข”กัน คนทั้งหลายมีแต่คนจะสะสม“สุข”ให้ยิ่งๆขึ้นจัดจ้านขึ้น ไป“ดับสุข”มันทำไม? บ้ากันหรือเปล่า? เพราะเขายังหลงติด“สุข”กันสนิทเนียนจริงๆ ชาวโลกุตระจึงจะมี“ปัญญา”รู้ว่า “สุข-ทุกข์”เป็นมายา “สุข-ทุกข์”เป็น“อุปาทาน” เป็นความ“ติดยึด”ทาง จิตวิญญาณ ซึ่ง“พลังงานทางจิต”เป็น“ชีวะ”แล้วเริ่มมีภาวะตั้งแต่ขั้น“เจตสิก”ขึ้นไป สู่“จิต” สู่“วิญญาณ”เต็มสภาพ อาตมาไล่มาแล้ว ตั้งแต่ มหาภูต อหิจฉัตตก ภูตคาม พีชคาม เจตภูต เจตสิก ปาณะ สัตตะ พ่อครูขยายจากอปัณณกสูตร 13/115 แล้วก็เคลื่อนไหวออกมาเป็น“ตัณหา”ทำหน้าที่ตั้ง แต่หยาบสุดคือ “กามตัณหา” ถ้าคนผู้อวิชชาที่“ไม่รู้”เรื่อง“กาม”ก็จะ“ใคร่อยาก”ดึง ดูดแย่งชิงมาให้ตน“เสพสุข” หรือ‘ใคร่อยาก”ผลักดันออกไป ถึงขั้นทำลายทำร้ายฆ่าแกงกันทีเดียว ด้วย“ความไม่รู้(อวิชชา)” เช่นมหาบัว กินหมากกินพลูไม่ละอายเลยแสดงการเสพกามทางทวาร 5 เทวนิยมนั้นไม่ต้องคิดเลยว่าเขาจะตัดสุขไหม ดับสุขไหม เขาปิดประตูที่จะเรียนรู้ มีชาวพุทธที่สัมมาทิฏฐิที่จะเรียนรู้ ชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิก็จะไม่ใส่ใจ ไม่เรียนรู้ ไปดับหลับตาไม่รู้เรื่อง น่าสงสาร อาตมาสงสารพูดทุกทีสงสาร มันอย่างงั้น มันจะไปรู้ได้อย่างไร มันเปิดตารู้สึกสุขทุกข์ที่เวทนา ไปดับไปกดข่มอยู่ในโน้น ไม่รู้จะพูดยังไงหนอ มันโง่ระดับโง่ทริปเปิ้ลโง่ “ความไม่รู้”นี้ศัพท์บาลีว่า “อวิชชา” ซึ่งใน“วิญญาณ” ของสัตวโลก จะสะสมใส่จิตวิญญาณของตนโดย“ความไม่รู้” นั่นแหละ จนกว่าจะได้พบ“ศาสนาพุทธ” ได้พบ“คนชาวพุทธ” ได้ฟังธรรมขั้น“โลกุตระ”จากผู้รู้ที่“สัมมาทิฏฐิ” หรือจาก“สัตตบุรุษ” ยิ่งได้ฟังจากพระพุทธเจ้าก็ยิ่งโชคดีสุดยอด สมณะฟ้าไท... สรุปจบ 670105 ปฏิจจสมุปบาท ตอน 3 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก