อวิชชา 8 มืด 8 ด้านในข้อ 6-7-8.docx
เนื้อหาในไฟล์
อวิชชา 8 มืด 8 ด้านในข้อ 6-7-8 _ตุ๊ก อัศวิน . ขอโอกาสเจ้าค่ะ อวิชชา ๘ = มืด ๘ ด้าน ข้อ ๗ ที่ว่า ไม่รู้จักทั้งอดีตและอนาคต จักกล่าวได้ไหมว่า คือ ไม่รู้จักปัจจุบัน นั้นแล ได้ไหมเจ้าคะ น้อมกราบขอบพระคุณยิ่ง..เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ได้ไหม ... ได้ และหมายความเป็นนัยยะ ในอวิชชา 8 ส่วนอดีตข้อหนึ่ง เป็นข้อ 5 ส่วนอนาคตอีกข้อหนึ่งเป็นข้อ 6 ข้อที่ 7 ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต อาตมาเคยตั้งข้อสังเกตข้อที่ 5 และข้อที่ 6 ก็กล่าวถึงทั้งอดีตและอนาคตมาแล้ว และกล่าวทำไมอีกในข้อที่ 7 เพราะฉะนั้นมันต้องมีนัยยะที่แตกต่างจาก 2 ข้อนั้นมาแน่ เพราะว่าในข้อ 7 ทั้งอดีตทั้งอนาคต ก็ซ้ำกันอยู่อดีตกับอนาคต เพราะฉะนั้นนัยยะจากอดีตและอนาคตก็ต้องแตกต่างจากอดีตข้อ 5 และอนาคตข้อ 6 ใช่ไหมก็ต้องต่างกันแน่ ท่านถึงเห็นว่าเป็นอวิชชาอีกข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้นอวิชชานัยยะสำคัญของข้อ 7 อดีตเฉพาะอดีต มันก็คือลักษณะธรรมชนิดหนึ่ง คืออดีต อดีตก็คือไม่ใช่ปัจจุบันเพราะฉะนั้นอดีตคือผ่านปัจจุบันไปแล้ว และไม่ใช่อนาคตเพราะยังไม่มาถึง นี่คำจำกัดความของอดีตแล้ว เพราะฉะนั้นธรรมะในส่วนของข้อ 6 ส่วนอนาคต มันก็ไม่ใช่อดีต และมันก็ไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะมันเป็นอนาคต ใช่ไหม เพราะฉะนั้นยิ่งส่วนอนาคตนั้นยิ่งจะไม่เป็นอะไรไม่เป็นตัวเป็นตนเลย เป็นอนาคต เพราะฉะนั้นธรรมะในข้อ 6 โดยส่วนอนาคต จึงเป็นธรรมะที่อย่าไปฟุ้งซ่านกับมันเลยเรายังไม่รู้เลยว่ามันจะมาเมื่อไหร่ที่จะมาถึงปัจจุบันกับเรา เพราะฉะนั้นเราจึงอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด ฉะนั้น ถ้าผู้ใดทำที่นี่ ทำ ณ ปัจจุบัน ส่วนอดีตก็เกิดเหตุส่วนอนาคตก็ดีทำใจในใจ อย่าไปฟุ้งซ่านกับอนาคตเลย ส่วนอดีตนั้นเราต้องรู้ว่าเราผ่านปัจจุบันไปเป็นอดีตแล้ว เรามีคุณธรรมเรามีสมรรถนะเรามีความสามารถขนาดไหนที่เราทำสิ่ง
อ่านต่อ
ที่อนาคตมันมาถึงปัจจุบันทุกปัจจุบันก็จัดการให้เป็นอดีต เราได้จัดการเราได้ทำได้เรามีสมรรถนะเราสามารถทำได้สำเร็จแค่ไหน เพราะฉะนั้นในอันที่ข้อ 7 ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็แสดงว่ามันผ่านปัจจุบันมาแล้ว เมื่อผ่านปัจจุบันมาแล้วก็นั่นแหละ ส่วนอดีตส่วนอนาคตคุณบรรลุธรรม ทำสำเร็จ ทำทั้งส่วนปัจจุบันทุกปัจจุบัน ทำให้เป็น 0 ได้ อนาคตยังไม่มาถึง แต่มาเถอะ ถ้ามาหนัก เออเราไม่ 0 เว้ย ถ้ามาขนาดนี้ 0 ยิ่งมาเลยจะมาหนักขนาดไหน อนาคตเอ๋ย มาขนาดไหนมาเจอะปัจจุบัน เสร็จ 0 ได้หมด นี่คือหมายถึงทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตอันที่ 3 เป็นตัว Subject บริบูรณ์ได้สำคัญ ชัดเจนไหม พูดไปอีกเดี๋ยวฟันเฝือสับสน อธิบายผ่านไปแล้ว มันมีนัยยะสำคัญที่ต่างกัน อย่างนี้ สรุปง่ายๆ ข้อที่ 7 ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตเป็นผลสำเร็จ ทำ 0 ได้สมบูรณ์แบบ นั่นคือผู้อวิชชามาถึงข้อ 7 นี้แล้วสมบูรณ์แบบ เป็นอรหันต์แล้ว หมดอวิชชาแล้ว อาสวะก็หมด เพราะฉะนั้นที่เราจะศึกษาทั้งหมดก็คือข้อ 8 ปฏิจจสมุปบาท คืออวิชชาทั้งพวง อวิชชาสวะ อวิชชา ตั้งแต่กิเลสกาม กิเลสรูป อรูป อาสวะของคุณอย่างเต็มบ้อง หรือคุณ ได้ปฏิบัติมีบารมีลดมาได้บ้างแล้วเท่าไหร่ ก็ตัวใครตัวมันก็ตามจิตของใครของมัน อย่างพวกเรานี่ได้ผ่านการปฏิบัติมาเป็นชาติๆมาถึงชาตินี้ ฟังธรรมะระดับอภิธรรมที่อาตมาอธิบายขนาดนี้ได้รื่นเริงในธรรมด้วย ปฏิบัติธรรมรื่นเริงไหม ..รื่นเริง คนยิ่งปฏิบัติธรรมรื่นเริงในธรรมนี้สังเกตตัวเองเถอะ ถ้ามันไม่อยากฟังธรรมแล้ว มันเบื่อแล้ว คนนี้เริ่มตกแล้ว โดยเฉพาะมีผู้แสดงธรรมตั้งใจทำ เพื่อนฝูงที่มาร่วมกันทำ โอ้โหทำไมเขายังรื่นเริงในธรรม เขายังอยากมากัน เราไม่อยากมาแสดงว่าเราตกไหม เราตกหมู่แล้ว เราแย่กว่าหมู่แล้ว 670105 ปฏิจจสมุปบาท ตอน 3 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก