ยอมรับข้อจำกัดได้ ชีวิตก็เป็นไท ไขประตูสู่โลก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ยอมรับข้อจำกัดได้ ชีวิตก็เป็นไท ไขประตูสู่โลก _กราบถามพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง 6 ปีที่ฤาษีสิทธัตถะเรียนฝึกทรมานแบบเชน ทรมานเองหนักขึ้น want to be, to have ที่จะชนะทุกข์นั้น พอเป็นลมเฉียดตาย จึง get ได้ว่าทุกข์กาย(ไตรลักษณ์)ชนะหาได้ไม่ พ่อครูว่า... พวกเราได้เรียนรู้คำว่ากายมาแล้วมันเกี่ยวกับภายนอกด้วย แน่นอนภาษาไทยหรือคนมิจฉาทิฐิจะเข้าใจกายว่าเป็นเฉพาะร่าง หรือ สรีระ คือ บอดี้ข้างนอกของคน อันนั้นมิจฉาทิฏฐิ _ถ้าชนะได้ย่อมไม่เป็นลม การวาง - อุเบกขา ก็ผุดขึ้น - to be เนี่ยะ "กุญแจ" คล้าย "ยอมรับข้อจำกัดได้ ชีวิตก็เป็นไท" คำไอน์สไตน์ พ่อครูว่า... โอ้โหคมคายมากจะต้องมานั่งพิจารณานะ จำกัดอะไรจำกัดว่า หนึ่งคนผู้นี้เขาเข้าใจอย่างนี้ เราก็เข้าใจอย่างนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจที่เขาเข้าใจ ต้องให้เขาเข้าใจอย่างนี้ตอนพูดกันคุยกัน เราก็ไม่เข้าใจที่เขาเข้าใจ ก็รู้ข้อจำกัดของตนเองแล้ว เพราะเราไม่เข้าใจว่ะ เออ ก็ต้องวาง ยอมรับข้อจำกัดได้ หรือ เราเข้าใจอันนี้แล้วพยายามจะให้เขาเข้าใจ เขาก็ไม่เข้าใจ เราก็ต้องปล่อยวางเราก็ต้องรับข้อจำกัดได้ พูดอย่างนั้นเขาก็ไม่รู้เรื่อง เราไปพูดกับเด็ก ปัดโธ่..เด็กมันมีข้อจำกัด พูดยังไงเด็กมันก็ไม่รู้ข้อจำกัดนั้น เช่นเดียวกันกับเทวนิยมเราจะไปพูดโลกุตระให้เขาฟัง เขามีข้อจำกัด ยังไงก็ไม่ได้ หรือ อาตมาแสดงธรรมออกไปแสดงกายวาจาใจออกไป คนที่ฟังเขารู้เขามีข้อจำกัดฟังอาตมาไม่ได้ ฟังไม่ได้ฟังไม่เข้าใจฟังไม่รู้เรื่อง หรือเขายึดของเขาเลยว่า ต้องอย่างนี้ไม่ผิดไปจากที่เขาเข้าใจ ถ้าผิดไปจากที่เขาเข้าใจอันนี้ผิด เป็นข้อจำกัดของเขาเราก็ต้องรู้ว่าเขามีข้อจำกัดเท่านี้ เราจะทำยังไง เราจะแสดงโดยไม่ทะเลาะกัน เรานานาสังวาสได้ แต่ถ้าเขานานาสังวาสเราไม่ได้ เขาก็ต้องพยายามจัดการ
อ่านต่อ
เรา จนกว่าเขาจะนานาสังวาสได้ หรือไม่นานาสังวาสแล้ว เอ็งไม่ใช่พุทธ ข้าคือพุทธ เป็นนิกายไปเลยจบ ฉะนั้นคนที่เขาเข้าใจอาตมาว่าไม่ใช่พุทธ อันนี้คือนิกายเป็นอนันตริยกรรม อนันตริยกรรมหมายความว่าอะไร หมายความว่าหนัก ถ้าอาตมาถูกต้อง เขาไม่รับเลยเป็นไง ถ้าอาตมาสัมมาทิฏฐิเขาไม่รับเลยก็ปิดประตูตลอดชีวิต เขาก็มีกรรมเวร อนันตริยกรรมของเขา คือเขาก็ไม่มีทางที่จะเจริญได้เลย ถ้าอาตมาผิด เขาถูก ก็แล้วไป ใช่ไหม เออดีเนาะ _ส่วนวันที่นั่งใต้ต้นโพธิ์ (ตรัสรู้ - ตรัสสิ่งที่รู้)"ไขประตูชีวิตโลก" ผมเข้าใจถูกไหมครับ กราบพ่อท่านสอนให้ความกระจ่างแก่ผมด้วย ขขอบพระคุณครับ จาก... FB ธรรมดา งามพงศ์ 5 ม.ค.67 พ่อครูว่า... ที่วันที่นั่งใต้ต้นโพธิ์อาตมาก็เคยอธิบาย พูดอธิบายความไว้หลายครั้งหลายคราวแล้วว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรม นั่งใต้ต้นโพธิ์ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ยิ่งไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าท่านไปนั่งใต้ต้นโพธิ์แล้วก็เข้าสมาธิ ก็ได้เข้าอยู่นะ เข้าสมาธิ จะบอกว่าเข้าไประลึกได้ เข้าไประลึกได้ในวันนั้น ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ที่ท่านนั่งใต้ต้นโพธิ์วันที่ท่านจะรู้รอบทั้งหมดว่า ท่านคือพระพุทธเจ้ามีสัมมาสัมโพธิญาณมาแล้ว พร้อมมาแล้ว มีสัมมาสัมโพธิญาณมาแล้ว เพราะพระพุทธเจ้า 6 ปีที่อยู่นั้นพอวันสุดท้าย พอวันที่นั่งใต้ต้นโพธิ์ 15 ค่ำเดือน 6 ได้ระลึกชาติตั้งแต่ยามแรก ยามสอง ยามสาม ก็ชัดเจนหมดทุกอย่างเลยว่า อ๋อ…ท่านเป็นผู้ที่มีสัมมาสัมโพธิญาณอย่างนี้อย่างนี้ก็ของท่านนั่นแหละเท่าที่ระลึกได้ การระลึกความรู้ขึ้นมา มันก็ไม่ได้ทันทีหรอก ได้แล้วท่านยังไปทบทวนระลึกอีก 49 วันต่อจากนั้น จึงขึ้นมาอีกไม่ใช่น้อย แล้วก็จึงเริ่มต้นเปิดเผย เริ่มต้นสอน เริ่มต้นอธิบาย เพราะฉะนั้นในธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น จึงมีวิบากหรือว่ามีผลที่สะสม เป็นกรรมวิบาก สัมมาสัมโพธิญาณเป็นกรรมวิบากที่พระพุทธเจ้าสั่งสมมาเอง สั่งสมมาตั้งแต่เป็นโพธิสัตว์ เหมือนอย่างอาตมาแล้วก็สั่งสมมา เราถ้าบรรลุอรหันต์ระดับที่ 1 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็เห็นว่ามันน่าเรียนต่อ น่าศึกษาต่อยังไม่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน นิยามความเป็นอรหันต์ข้อที่ 1 คือ สามารถที่จะตายแล้วสามารถทำตนเองให้เป็นดินน้ำไฟลงไปได้ นิยามข้อ 1 ในความเป็นการจบกิจ หรือเป็นความบรรลุอรหันต์ของพระพุทธเจ้า ที่จริงอีกหลายข้อ ข้อต้นข้อสำคัญคือพ้นทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ รู้ความจริงจบกิจทำให้พ้นทุกข์ได้นั่นคือ ข้อที่ 1 และอีกต่อมา แม้ยังไม่ตายท่านก็ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ หมดสุข หมดทุกข์ได้สิ้น คนไม่มีสุขทุกข์ นี่เป็นนิยามหรือว่าเป็นเครื่องชี้บ่งความเป็นอรหันต์ขั้นที่ 1 เพราะฉะนั้นคนที่จะรู้ว่าตัวเองไม่สุขไม่ทุกข์คุณต้องมีปัญญาหรือมีญาณหยั่งรู้กำหนดมีสัญญา ปัญญากำหนดรู้เวทนาในเวทนาของคุณได้จริงเลยว่า คุณไม่มีสุข ไม่มีทุกข์นี่ และมีเครื่องชี้บ่งเลยว่า ความไม่สุขไม่ทุกข์นั้นไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตหรือทำแบบเดียรถีย์ แต่ต้องไม่สุขไม่ทุกข์เพราะคุณหมดกิเลส กิเลสสาสวะ จิตสะอาด กิเลสหมดเป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คุณจึงได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วไม่รู้จักอุเบกขาไม่รู้จักเนกขัมมสิตอุเบกขา รู้จัก มโนปวิจาร 18 ทั้งเนกขัมมะและเคหสิตตะ คุณไม่ได้ทำให้เป็นอุเบกขาจนเป็น อเนญชา คุณไม่ได้ทำอย่างนี้คุณก็ไม่เที่ยงแท้ ไม่ถาวร ไม่เด็ดขาด ถ้าคุณทำได้เด็ดขาด คุณจะเข้าใจอย่างที่อาตมาพูด ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นภาษาบาลีทั้งพยัญชนะสภาวะมีในนี้หมด เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าจริง พูดถึงสภาวธรรมต่างๆเอาพยัญชนะบาลีมาพูดเป็นแบบไทยๆ แปลไปแปลมา แปลมาแปลไป เราเป็นคนไทยก็แปลอย่างไทยๆภาษาไม่จำกัด ภาษาไม่จำกัด สามารถจะพูดมุมนี้ประเด็นนี้นัยนี้เหลี่ยมนี้สู่กันฟังได้รอบถ้วนเลย เพราะมีสภาวะเป็นหลักแล้ว พยัญชนะมันไม่มีปัญหาอะไร แต่คนที่ติดยึดพวกพยัญชนะโดยเฉพาะยิ่งไม่มีสภาวะ โอ้โห คนนี้ยาก ยิ่งไปเจอเอาคนบรรลุธรรมแล้ว เป็นปฏิสัมภิทาญาณพูดรอบเลย กลิ้งเลยนะทุกมุม คนที่ไม่ค่อยรู้นี่จะบอกว่าไอ้นี่เอาอะไรมาพูดกันว่ะ อั๊วะไม่รู้เลย มันก็เป็นธรรมดานะ _สู่แดนธรรม... ส่วนมากคนเขาคิดว่า พระอรหันต์จะต้องพูดภาษาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จริงๆแล้วพูดอะไรก็ได้ พ่อครูว่า... พูดภาษาพระพุทธเจ้าเราก็พูดแล้วก็ขยายความจากภาษาพระพุทธเจ้าไป ไม่ใช่พูดไปดุ่ยๆอะไรหรอก มันมีสภาวธรรมที่ตรงกันกับพระพุทธเจ้าที่ตรงกันกับเราก็มี สมัยนี้มีภาษาสมัยใหม่ก็มี ดีนะอาตมาไม่อธิบายภาษาสมัยใหม่แบบพวกวัยรุ่นหรือศัพท์แสลงๆอะไรอีก พูดอะไรก็ไม่รู้ อาตมาไม่เอาพวกนั้นมาพูดมากด้วย ขนาดนั้นบางทียังแหลมๆเอาของเขามาเล่นนิดๆหน่อยๆ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านกำลังอธิบายค้างเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พูดต่อไหมครับ พ่อครูว่า... ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น เอาภาษาก่อนแปลภาษาก่อน 1.คำว่าตรัส 2.คำว่ารู้ คำว่า รู้เป็นของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าทรงรู้หรือได้บรรลุธรรมได้รู้จบรู้ถ้วนรู้เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ ญาณคือความรู้ รู้สัมมาสัมโพธิมาแล้ว แล้วเอาความรู้นั้นนั้นๆแหละมาตรัส เรียกรวมความก็ว่า คำตรัสรู้หรือความตรัสรู้ ถ้ามาเรียกโดยคำว่า คำ ก็เรียกว่าตรัสรู้ เน้นที่ตรัสคำ ถ้าไปหมายความถึงความตรัสรู้ ก็ไปเน้นที่ รู้ ความก็ไปเน้นที่รู้ คำก็มาเน้นที่คำตรัส เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะมาตรัสหรือมาพูดหรือมาอธิบายมาขยายความมาประกาศ พระพุทธเจ้าท่านมีของท่าน เรียกว่า ความตรัสรู้ เป็นของพระองค์เอง ที่เรียกว่าเป็นของพระองค์เองนั้นก็คือ สิ่งนั้นได้ติดเข้าไปในจิตวิญญาณ ฝังลึกเข้าไปจนกระทั่งติดจิตวิญญาณตนเอง เช่น อาตมาเริ่มเป็น สยังอภิญญา อาตมาเริ่มมีธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรมติดตัวเองมาแล้ว เท่าบารมีของอาตมาติดมาแล้ว ข้ามชาติตามข้ามชาติจากชาติไหนๆมาก็ตาม มันก็มีโลกุตรธรรมอันเป็นสัมมาทิฏฐินั้นมาแล้ว ไม่ต้องมีอาจารย์ไม่ต้องมีคนสอนเป็นของตนเอง สยังเองตนเอง เป็นอภิญญาเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้านี่แหละ ของพุทธศาสนานี่แหละมาแล้ว แล้วก็นำมาพูด พระพุทธเจ้าก็ใช้ราชาศัพท์ว่า ตรัส อาตมาก็คือเอามาพูดอาตมายังใช้ราชาศัพท์ไม่ได้ เขาไม่ยอมหรอก อาตมาก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรไม่ยอมอาตมาก็พูด ก็คือลักษณะแสดงออกทางวาจาก็พูด อาตมาก็พูดแล้วรู้ ไม่ใช่ตรัสรู้ อาตมาพูด-ดะ-รู้ หรือ กล่าว ว่า รู้ _สู่แดนธรรม... ผมจำได้ว่าพ่อท่านแปลตรัสรู้ว่า ที่พระพุทธเจ้าบอกว่ารู้ด้วยพระองค์เองจริงๆแล้วท่านรู้คำตรัสจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนที่ตรัสเอาไว้ พ่อครูว่า... ก็ถูกต้องสิ แล้วถูกต้องมาด้วย แล้วถ่ายทอดมาเต็มสภาพของพระพุทธเจ้าเต็มสภาพ อย่างของอาตมาเรียกว่าเต็มสภาพยังไม่ได้ ยังไม่ถึงขั้นโน้นแต่ก็มากพอ ในยุคนี้ก็ถือว่า มากแล้วนะอาตมาก็มีมาก อาตมาไม่ได้ออมมือ ก็เคยพูด ไม่ได้ออมมือ ไม่ได้ปิดบัง ไม่ได้อำพรางความรู้ของตัวเองไว เปิดมาจนบางทีพวกคุณก็รับไม่ถึงหรือรับไม่ไหวหรือรับไม่ค่อยได้ มันละเอียดมากอย่างนี้เป็นต้น แต่ค่อยๆรู้ไปเรื่อยๆใช่ไหมค่อยๆเข้าใจเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น
ก็จะขอขยายความไปถึง เกิดมาเป็นคน ซึ่งพูดแล้วพูดอีกอาตมาก็ไม่รู้จะพูดยังไง เกิดมาเป็นคนแล้วพอมาถึงวาระ นี่อย่างอาตมานี่ ก็รู้ว่าไอ้เกิดมาเป็นคนแล้วจะเกิดมาทำไม จนกระทั่งเขียนหนังสือขยายความเลยว่า คนเกิดมาทำไม คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก เขียนจนกระทั่งเกิดมาทำไมก็พูด อาตมาเคยพูดแล้วจำได้ไหมเกิดมาทำไม เกิดมาทำตนให้บรรลุอรหันต์ เกิดมาทำตนให้บรรลุสัจธรรมสุดยอด อรหันต์ถือว่าเป็นเขตจบของคนคนใดคนหนึ่ง ที่สามารถศึกษาความรู้ ที่เป็นยอดแห่งความเป็นคน เป็นยอดแล้วในคน คุณจะไปศึกษาวิชาอะไรเป็นวิชาหาเลี้ยงชีพทั้งนั้น ไม่ใช่วิชายิ่งใหญ่ เหมือนวิชานี้ วิชานี้หาเลี้ยงชีพด้วยเป็นสัมมาอาชีพ และเป็นวิชาที่ยิ่งใหญ่ด้วย เพราะฉะนั้นผู้รู้อย่างนี้แล้วเข้าใจแล้วว่าวิชาเลี้ยงชีพมันเป็นวิชาที่รองๆ แต่วิชาที่จะจบกิจให้ได้อันนี้มันยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจชัดเจนแล้วจะรู้ว่า ปัดโธ่เอ๋ย แค่เลี้ยงชีพมาอยู่ที่นี่ก็เลี้ยงชีพได้ก็พวกนี้ ขี้เกียจขี้เกียจหน่อยยังอยู่ได้เลย ยังไม่เป็นไร รับรองว่าชีวิตไม่ขาดอาหาร ไม่ลำบากอะไร มาอยู่ได้ เพราะฉะนั้นจึงทิ้งอาชีพที่เคยทำทั้งนั้นมาเลยไร้สาระเอาชีวิตมาให้ทางนี้ ทางนี้แหละชีวิตที่จะรู้จักจิตความรู้หรือวิชาจบกิจได้ วันเวลาของเราก็เท่านี้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... คือ ที่สำคัญก็คือมาเรียนรู้กับพ่อครูที่เราจะบรรลุธรรมได้ ในชาตินี้ ไปเรียนกับใครก็คงบรรลุธรรมยาก ต้องมาเรียนกับพ่อครูเพราะท่านมีรายละเอียดมากทั้งลึกทั้งกว้างอธิบายได้เกือบทุกมุม ที่เราทำให้เราสามารถกระจ่างแจ้งลดละได้ ถ้าเราไม่ได้บำเพ็ญขนาดนี้เราก็พูดในมุมเดียวแต่พ่อครูเอามุมเราออกได้ เพราะท่านเป็นโพธิสัตว์ใหญ่ย่อมรู้จักเรียนรู้สัตว์โลกที่จะสามารถบรรลุธรรมได้ ยังไม่เป็นโพธิสัตว์ใหญ่พอเอาไม่กระจ่างเอาไม่ได้ โพธิสัตว์ใหญ่จะรู้จริตพอเทศน์ปังก็จะบรรลุเลย เหมือนพระพุทธเจ้ารู้เลยว่าใครจะบรรลุ พ่อครูก็เรียนรู้ตามที่จะทำให้คนบรรลุธรรมไป พ่อครูว่า... ทีนี้คุณ FB ธรรมดา งามพงศ์ มีประเด็นว่าไขประตูชีวิตโลก ตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่ตรัสรู้ เป็นภูมิธรรมหรือเป็นสัพพัญญูของพระพุทธเจ้าแล้ว คือสิ่งที่ไขประตูชีวิตโลก เขาใช้สำนวนว่างั้น คือสิ่งที่ไขประตูชีวิตโลก มันก็ได้นะ เป็นความรู้ที่ไขประตูชีวิตโลก คนที่ยังไม่เข้าใจโลก ก็จมอยู่ในโลก กระชับเข้ามาให้ชัดว่าโลกคือโลกียะ ก็คือคนสามัญธรรมดาในโลกโลกก็จะจมอยู่ในโลกียะของโลก โดยเฉพาะตัวมายาใหญ่คือพระเจ้า ขออภัยที่อาตมาพูดถูก พระเจ้าคือมายาใหญ่คือเจ้าของสุข แล้วครอบงำโลกอยู่ก็คือไอ้ตัวสุขนี่แหละ คนไม่รู้จักสุขและไม่กล้าดับสุข ไม่กล้าเป็นคนไม่มีสุข พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ว่าสิริมหามายาที่แท้ตัวทุกข์ ที่แท้มันเป็นตัวทุกข์ ให้มันเอาหน้าความสุขมาหลอก จนกระทั่งมีเจ้าของสุขยิ่งใหญ่เรียกว่าพระเจ้า อยากได้สุขต้องขอจากพระเจ้า พระเจ้าประทานสุข ถ้าทุกข์เพราะพระประสงค์ของพระเจ้านั่นแหละ ถ้าใครทุกข์ก็จะบอกว่าเพราะพระประสงค์ของพระเจ้าลงโทษ เพราะฉะนั้นจะต้องอ้อนวอนจะต้องเอาใจพระเจ้าปะเหลาะพระเจ้าระลึกถึงพระเจ้า จริงๆลึกซึ้งก็คือว่าระลึกถึงพระเจ้าระลึกถึงอะไรก็คือระลึกถึงคำสอนของพระเจ้า แล้วเอาคำสอนมาปฏิบัติให้ เอามาปฏิบัติให้สูงสุดคือเป็นผู้ที่สุขอย่างไม่ทุกข์เลย แต่ความจริงแล้วความสุขที่ไม่ทุกข์เลยนั้นไม่มี พระเจ้าก็ไม่รู้ว่าความสุขมันไม่มี ความทุกข์ไม่มี เท่ากับพระเจ้าว่าไม่รู้ในตัวพระเจ้าเองนั้นมีซาตาน พระเจ้าไม่รู้ ซาตานก็คือในตัวเอง เพราะฉะนั้นในความรู้อันนี้ พระพุทธเจ้าตีแตกหมดเลย จนรู้ว่า คนมาหลงสุขหลงทุกข์นี่เอง จึงเรียนรู้ว่าอาการสุขทุกข์อยู่ที่ไหน อาการสุขทุกข์อยู่ที่ไหน ? เฉพาะให้ชัดเลยว่าอยู่ที่ไหน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ? อยู่ในเวทนา รู้รายละเอียดของวิญญาณเจตสิกต่างๆ แยกอาการของจิตออก เวทนานั้นมีธาตุจิตหรือธาตุเจตสิกแบบหนึ่ง สัญญามีลักษณะหน้าที่อย่างหนึ่ง สังขารมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง นี่เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตของพระพุทธเจ้าสุดยอดอย่างนี้ ฉะนั้นผู้ที่รู้อาการกิริยาของเวทนา รู้อาการกิริยาของสัญญา รู้อาการกิริยาของสังขาร คนที่อวิชชาไม่รู้สังขาร แน่นอนย่อมไม่รู้จักเวทนา ย่อมไม่รู้จักสัญญา เพราะฉะนั้นเมื่อใช้สัญญารู้จักหน้าที่ของสัญญาเราก็ใช้สัญญาเป็น เอามากำหนดรู้อาการกิริยาของเวทนา นี่อาตมากำลังเจาะลึกลงไปที่ปฏิจจสมุปบาท จิตเริ่มมีวิชาก็เริ่มเป็นจิตที่รู้จัก ความรู้ที่เป็นปัญญาหรือความเฉลียวฉลาดครบ ฉฬายตนะ ฉลาด ซึ่งอาตมาก็เคยยืนยันว่าภาษาไทยคำว่าฉลาดมันกร่อนมาจากคำ ฉฬายตนะ ที่แปลมาจากคำว่า ฉ คือ 6 กับอายตนะหรือ สฬายตนะ มีอายตนะเชื่อมต่อระหว่างรูปกับนาม ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน 5 คู่ภายนอก อีกคู่หนึ่งเป็นภายในทำ 5 คู่ภายนอกหมดแล้วก็เหลืออีกคู่หนึ่งภายในก็จบกิจ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถทำหน้าที่ของสัญญาได้ เจตสิกของคุณคุณจัดการเลย คุณใช้สัญญาของคุณไปกำหนดรู้ทางตาไปกระทบก็กำหนดรู้ ทางหูก็กำหนด อะไรทั้งนั้นก็กำหนดก็รู้ คุณก็สามารถจะรู้กิเลสที่เกิดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าไปนั่งหลับตาทีเดียว อย่างที่สายหลับตาเขาทำ อาตมาว่ามันน่าจะเข้าใจได้มันไม่ยาก ไปทำความรู้ในรูเดียวทิ้งอีก 5 รูใหญ่ เพราะคนที่รู้ทางตากระทบรูปและลดกิเลสได้ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่รู้ในจิตวิญญาณที่อยู่ข้างใน คุณรู้ครบด้วยทั้งนอกทั้งในด้วย มันก็ทำให้กิเลสหมดทั้งนอกทั้งใน ตาหมดกิเลสหูหมด กิเลสจมูกหมดกิเลสลิ้นหมด กิเลสกายสัมผัสหมดกิเลส ภายในจะรู้ได้ไหม รู้ แต่ไปทำเฉพาะภายในสะกดอยู่ที่เดียวจะรู้พวกนี้ไหมข้างนอกอีก 5 ก็ไม่รู้ โง่ หลับตา โง่นิรันดร อาตมาพูดแรงนะจะไปกระทบพวกหลับตาให้ตื่นสักที มีคำสอนของพระพุทธเจ้าจรณะ 15 วิชชา 8 มาเรียนรู้มาปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ให้บรรลุสัจธรรม 7 แล้วเกิดฌานลืมตา ไม่ใช่ไปงมงายกับเดียรถีย์ที่มันหลอกเป็นผีหรือซาตานมันหลอกมานานแล้วว่าให้ไปหลับตาหลับตาไปทำความลึกลับไม่เคยรู้ ไม่รู้หมดไม่รู้กว้างไม่รู้มีกายสัมผัส เพราะฉะนั้นเทวนิยมนี้ คำสอนของพระเจ้าไม่ได้มีสัมผัสกาย สัมผัสกายของพระเจ้าก็ไม่ได้ ลึกลับไปหมดมันก็เหมือนกันกับพวกหลับตาด้วยกัน มันไม่ได้บริบูรณ์ มันไม่ได้ครบถ้วน มันไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไรเลย ขออภัยที่อาตมาพูดสัจธรรมแรงชัดเน้น ไม่ได้ไปว่าใครหรอกแม้จะว่าโง่ ก็ไม่ได้ว่านะก็เพราะคุณโง่จริง อาตมาไม่ได้ไปดูถูก ไม่ได้ไปข่มอะไร คุณโง่จริงไหม คนที่รับหรือคนที่รู้ว่าตัวเองโง่นั้นคนนั้นเริ่มฉลาด ถ้าคนใดที่ยังไม่รู้จุดโง่ของตัวเองนะไม่มีทางฉลาด แล้วคิดว่าตัวเองฉลาด ตัวเองรู้ถูกด้วยนะ ถ้าอย่างนั้นโง่ดักดานเลย เพราะฉะนั้นจิตคนหรือว่าปัญญาปฏิภาณที่จะรู้ว่า เฮ้ย เราโง่อยู่ตั้งนานด้วย จริงๆแล้วโง่เลยนะนั่นน่ะ ไอ้ที่เราโง่คือเราไม่รู้ ไม่รู้คือโง่นั่นแหละ เราเพิ่งรู้ว่าที่ถูกเป็นอย่างนี้ผิดไป อย่างนี้โพธิรักษ์ถูกหรือตายๆๆ กูนึกว่ากูถูก นึกว่าโพธิรักษ์ผิดตายๆๆ คนนี้แหละ เจริญเถอะเจริญเถอะ อาตมาทำงานมาจนป่านนี้อายุ 90 แล้วมันยังไม่รู้สึกว่ามันได้เท่าไหร่เลย มันน่าจะได้มากกว่านี้ มันน่าจะได้ผลมากกว่านี้นะ มันก็นะ เอาไม่เป็นไร 670105 ปฏิจจสมุปบาท ตอน 3 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก