หมู่กลุ่มที่มีจิตพุทธพจน์ 7 แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบกิจ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข18 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

หมู่กลุ่มที่มีจิตพุทธพจน์ 7 แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบกิจ _เรียน พ่อครู จากที่ได้ฟังธรรมพ่อครู ที่สันติอโศก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (๑๓ มีนาคม ๒๕๖๖) เรื่อง GDP โลกุตระ ผมได้สะดุดใจกับประโยคที่พ่อครูบอกว่า “เศรษฐศาสตร์คือเรื่องของจิตวิญญาณ” และทําให้ผมได้เปลี่ยน มุมมองเป็นอย่างมาก จากเรื่องนี้ ซึ่งแต่ก่อนผมเข้าใจว่าพ่อครูสอนเรื่องบุญนิยม แล้วใช้บริบททางด้านเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือใน การอธิบาย แต่จากประโยคดังกล่าวทําให้ผมต้องกลับมาทบทวนความรู้เก่าๆ ที่มีอยู่บ้างในอดีตอีกครั้งหนึ่ง เทียบกับความรู้เรื่องอื่นๆที่ผ่านมา จึงพอจะคลําทางได้บ้างตามความหมายที่พ่อครูได้อธิบาย แล้วก็เห็นจริง ตามที่พ่อครู ได้บอกว่า “เศรษฐศาสตร์คือเรื่องของจิตวิญญาณ” ขออ้างอิงคําจํากัดความ เศรษฐศาสตร์ จาก วิกิพีเดีย ว่าเศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ ศีกษาเกี่ยวกับการผลิต การกระจาย การบริโภคสินค้าและบริการ คําจํากัดความก็คือเป้าหมายที่ทําให้ศาสตร์นี้เกิดขึ้นมา ซึ่งถ้าพิเคราะห์จากคําจํากัดความนี้แล้ว เศรษฐศาสตร์ ก็คือศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร พึ่งพากันและกันนั้นเอง แต่ปรากฏว่าคนที่ศึกษาเศรษฐศาสตร์มักจะใช้และหาช่องว่างของระบบเพื่อที่ให้ตนเองอยู่ในสถานะที่ ได้เปรียบกว่าคนอื่นในการเข้าถึงทรัพยากร จึงทําให้ความเข้าใจของคนในสังคมส่วนใหญ่เข้าใจผิดเพี้ยน (รวมทั้งผมด้วยในอดีต) ออกห่างจากคําจํากัดความเดิมของ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ แบ่งเป็น 6 สาขา เศรษฐศาสตร์จุลภาค และ เศรษฐศาสตร์มหัพภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาค แบบโลกุตระ ตามความเข้าใจของผม ก็คือ เศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการบริหาร ตนเองเป็นสําคัญ ก็น่าจะเทียบได้กับ วรรณะ ๙ ที่พ่อครูสอนอยู่นั่นเอง ส่วน เศรษฐศาสตร์มหัพภาค แบบโลกุตระ ตามความเข้าใจข

อ่านต่อ

องผม ก็น่าจะเป็น เศรษฐศาสตร์ที่ใช้ใน การบริหารสังคม คือ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ พ่อครู จึงให้นโยบายด้าน พรรคการเมืองไว้ว่า “ประชาธิปไตยสูงสุดคือบรมภาวะสุดประเสริฐ ๕ ประการ นี้” เพราะนักการเมืองจะ เป็นผู้ที่มีบทบาทในการกําหนดกติกาในการจัดสรรทรัพยากรให้กับคนในสังคมอย่างเป็นธรรมจนเกิดบรมภาวะ สุดประเสริฐ นั่นเอง ส่วนอีกประเด็นที่ผมจู่ๆ ก็รู้สึกเข้าใจขึ้นมา ก็คือตอนที่พ่อครูบอกว่า “GDP หลงติดกับตัวเลข มากกว่าเนื้องานของคนเป็นสําคัญ” พ่อครูว่า... เก่งมาก ทุกวันนี้เขาพูดกันแต่ตัวเลขแต่เงินทอง แม้แต่การเมืองก็บอกว่าตัวเลขของผู้ที่รับคะแนนเลือกตั้ง ไม่ได้เข้าหาคนกับเนื้อหาของคนที่เขาจะทำงานการเมือง ว่ามันจะดีมันจะเป็นยังไง ไม่ ไปเผินอยู่ที่ตัว ๆๆๆ เศรษฐศาสตร์ก็ตัวเลขการเมืองก็ตัวเลข ยังนั้น หลงอย่างนั้นกัน _คําว่าหลงติดกับตัวเลข ผมเข้าใจเอาเองว่าพ่อครูน่าจะหมายถึงตัวเลขที่เป็นตัวบ่งชี้เรื่องเงินเป็นสําคัญ เป็นเรื่องจริงทีเดียวที่เอารายได้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาเป็นตัวชี้วัดความเจริญ โดยไม่ได้ดูที่มาของรายได้ว่าเกิดจาก อะไรกันแน่ ทําให้ ค่า GDP ไม่สามารถเป็นดัชนีชี้วัดที่สะท้อนภาวะทางเศรษฐกิจของคนในสังคมได้อย่าง แท้จริง จะเป็นอย่างไรถ้ารายได้ส่วนใหญ่ของสังคมได้มาจาก การค้าอาวุธ การค้าประเวณี การเล่นการพนัน การค้ายาเสพติด ค้าการละเล่นบันเทิงเริงรมณ์ต่างๆ GDP ที่เกิดจากเนื้องานเหล่านี้แม้สูง แต่จะพูดได้อย่างเต็มปากไหมว่าเป็นสังคมแห่งความเจริญอาวุธ” พ่อครูว่า... ดีมาก ไม่เสียเปล่า ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าและเข้าใจสัจธรรมก็จะเห็นความจริงของสังคม จริงๆขอพูดถึงตรงนี้แล้วขอพูดความจริง ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเทวนิยมหรือของทางโลกที่เขาเรียนมา เป็นโลกียธรรมที่ตื้นเขินมากเลย ไม่ได้เป็นอะไรที่จะพัฒนาจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาจึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่มีวันจบ แก้ปัญหาประชาธิปไตยไม่มีวันจบ ขอยืนยัน แต่ชาวอโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจจบแล้ว ประชาธิปไตยก็จบแล้ว _ในทรรศนะของผมแล้วเห็นว่าไม่น่าจะใช่ ตามที่พ่อครูให้โศลกธรรมไว้นั้นเป็นจริงอย่างที่สุด “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้าง GDP แบบโลกุตระ ควรเป็นดัชนีที่แสดงให้เห็นบริบทของสังคมนั้นๆ ว่าได้สร้าง ผลผลิต อุปทาน (supply) ที่เป็นการตอบสนองต่อความต้องการจริงๆ อุปสงค์ (demand) ของสังคมได้ อย่างเพียงพอ เช่น อาหาร ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค บริโภคที่จําเป็น เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น จนเป็นสังคมที่พึ่งพาซึ่งกันและกันได้ เกิดบรมภาวะ ๕ ประการดังที่กล่าวมาแล้ว น่าเสียดายที่ผมมีความรู้เรื่องนี้เพียงตื้นเขินเท่านั้น เสมือนลิงที่ได้แก้ว ไม่สามารถนําไปต่อยอดได้มากกว่านี้แล้ว ใจของผมอยากให้ผู้ที่เรียนรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์อย่างสําคัญ เอาข้อคิดเห็นของพ่อครู เรื่อง GDP โลกุตระ ไปต่อยอด เพื่อเป็นเครื่องมือนําทางในการพัฒนาสังคมต่อไป ผมขอกราบขอบพระคุณพ่อครูเป็นอย่างสูงครับที่ทําให้ผมเกิดความเข้าใจ ความเป็นโลกุตระที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ...เทวินทร์ สิทธิ์น้อย

พ่อครูว่า... ก็ขยายความต่อ เรื่องของพฤติกรรมของมนุษย์ จะเป็นพฤติกรรมที่เรียกด้วยศัพท์ว่า “เศรษฐศาสตร์” ก็ตาม จะเรียกพฤติกรรมของความเป็นประชาธิปไตยก็ตาม ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ เรื่องของสังคมมนุษย์นี่แหละ เพราะฉะนั้นความเข้าใจของผู้ที่ไปเรียนมา เรียนมาจากวิชาตักสิลาไหนๆ วิทยาลัยไหนๆ มหาวิทยาลัยใหญ่ๆของโลกที่เป็นเทวนิยมทั้งสิ้น แต่สังคมจะมีเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ จะมีรัฐศาสตร์หรือจะมีเรื่องของการเมือง มันอยู่ในธรรมชาติ ทีนี้พระพุทธเจ้าแบบของท่านสอนคนโดยใช้จิตเป็นประธาน จิตสามารถที่จะบรรลุธรรมหรือจิตที่จะสามารถรู้ธรรมะได้แล้วเข้าใจธรรมะ รู้ทิศทางที่พระพุทธเจ้าท่านนำพาสอนไปแล้ว มันเข้าใจและเรียกว่ามันบรรลุไปตามลำดับ เป็นอาริยธรรมเจริญขึ้น มันก็จะเข้าใจว่า เราควรประพฤติอย่างไรในสังคม หรือตัวเราเจริญเราก็เข้าใจอย่างนี้เราก็ทำอย่างนี้ มีคนนึงมี 2 คน มี 5 คน 100 คน 1,000 คนก็เป็นมวลหมู่กลุ่ม ของสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ที่รู้หรือเรียกว่าการเมืองหรือเรียกว่ารัฐกิจ รัฐศาสตร์ที่รู้ มันก็เกิดขึ้นมา เป็นพฤติกรรมจริงขึ้นมาในสังคม ไม่ว่าที่ไหนมันเป็นธรรมชาติของที่ เขาเข้าใจเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์แบบใดกลุ่มหมู่เขาก็เป็นอย่างนั้น เขาเข้าใจอย่างไรรัฐศาสตร์การเมืองก็เป็นอย่างนั้น เช่นในหมู่ 3 นิ้วเขาก็เข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าของประชาธิปไตยเต็มที่ เพราะหมู่อื่นไม่มาตะโกนบอกโหวกเหวก เขาก็มีมวลไปตามเขา เช่น พรรคการเมืองพรรคนี้เข้าใจประชาธิปไตยแบบนี้ พรรคการเมืองแบบนั้นเข้าใจประชาธิปไตยแบบนั้น เขาก็พยายามให้ทำให้คนมาทำตามที่เขาเข้าใจ เขาจะมีอำนาจหรือมีฤทธิ์เดชหรือมีความสามารถ ทำให้คนเป็นไปตามเขาได้เท่าไหร่ๆ นั่นคือการทำอยู่กับสังคม ไม่ว่าพรรคไหน ชาวอโศกก็เป็นพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่มากโดยธรรมชาติ ชาวอโศกคือพรรคการเมืองพรรคหนึ่งโดยธรรมชาติ ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ก็ทำงานเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ ทำงานรัฐศาสตร์รัฐกิจ ทำงานการเมืองอยู่ในสังคมประเทศนี้แหละ อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเป็นสูตรใหญ่มาเป็นทฤษฎีใหญ่หลักการใหญ่ มาสอนเศรษฐศาสตร์ จะเรียกโดยแยกเป็นเศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ก็ตาม พวกคุณก็ได้สิ่งเหล่านั้น ก็เกิดการเป็นจริงเป็นปรากฏการณ์จริงเป็นพฤติการณ์จริงของแต่ละคน และพฤติการณ์จริงๆพวกนี้ก็เป็นอยู่ในสังคม อาตมาก็บอกได้ว่าสังคมอโศกนี่ สบาย ได้ผลแล้ว เอาของพระพุทธเจ้ามา พวกคุณสบายไหมล่ะ สงบไหมล่ะ อบอุ่นไหม อิ่มเอมไหม เกษมใสไหม มีใจเกื้อกูลไหม เพิ่มพูนการเสียสละไหม นี่เป็นภาษาที่อาตมาเสริมเติมเข้าไปในยุคนี้ เป็นภาษาสมัยนี้ ที่อธิบาย แทนที่อาตมาจะอธิบายสาราณียธรรม 6 เท่านั้น จะอธิบายวรรณะ 9 เท่านั้น ความหมายเหล่านี้ก็คือสาราณียธรรม 6 คือวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 จิตวิญญาณของพวกคุณมีพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ขยายความสาราณียธรรม 6 จะเห็นความเป็นเศรษฐศาสตร์ ความเป็นรัฐศาสตร์อยู่ในนี้ สมบูรณ์แบบ ฟังดู ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสนาที่เอาแต่ตัวรอดปลีกเดียว ปลีกเดี่ยวไปนั่งหลับตา ไปนั่งหลบหนีสังคม ไม่ใช่ แต่เป็นศาสนาสังคม เป็นศาสนาที่อยู่กับโลกอย่างลืมตาเปิดๆมีสติสัมปชัญญะ มีโลกวิทู รู้แจ้งในความเป็นโลก ในความเป็นอยู่ของสังคมมนุษยชาติ แล้วร่วมกับเขาเท่าที่เราจะสามารถร่วมได้ ให้มันเกิดผลเป็น… จิตเป็นประธานนี่แหละ เสร็จแล้วก็เกิดกายกรรม วจีกรรม จากมโนกรรม จากคนหนึ่ง สองคนแล้วก็รวมกันเฉลี่ยเกิดสังคมกลุ่มหมู่เช่นชาวอโศก เป็นต้น อาตมาพามาประพฤติปฏิบัติจนพวกคุณมีพฤติกรรม แล้วก็เกิดพฤติการณ์ของสังคมแบบนี้ทุกวันนี้ อาตมาได้ช่วยประเทศชาติแล้ว และประเทศชาติก็ต้องการผลในความเจริญเรียกว่า อาริยธรรม เป็นธรรมะเป็นความประเสริฐแล้วเกิดเป็นอาริยบุคคล อาตมาก็ได้ทำความเป็นอาริยบุคคลเกิดแล้ว อย่างพวกคุณเป็นอาริยบุคคล เป็นคนเจริญ ไม่ใช่คนมิลักขะ ไม่ใช่คนเถื่อนคนป่า คนเถื่อนคนป่าคือ พวกที่ยังสร้างแต่อาวุธเข่นฆ่ากัน หลงใหลในอบายมุข หลงใหลในการละเล่นการบันเทิงเริงรมย์หนักหนา สาหัส จัดจ้าน อย่างที่พอยกตัวอย่าง อเมริกา เป็นต้น นั่นยังเป็น มิลักขะ ยังเป็นคนเถื่อนอยู่ ยังไม่ได้ตื่นรู้ความเจริญที่แท้จริงที่จะเกิด อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เป็นสังคมที่ เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ ลงท้ายด้วยความเสียสละ เพิ่มพูนความเสียสละ เป็นคุณธรรมอันประเสริฐเลิศลอย เริ่มต้นใน พุทธพจน์ 7 ระลึกถึงกัน สาราณียะ รักกัน เป็นความรักอย่างดีนะของ 10 มิติ เป็นความรักที่ดีครบทั้ง 10 มิติอย่างดี แม้แต่เป็นอย่างที่ 1 เรื่องของคนคู่ก็อย่างดี เรื่องของพ่อแม่ลูกก็อย่างดี เรื่องของญาติโกโยติกาบริวารที่สูงขึ้นไป เป็นมิติที่ 3 ญาตินิยมก็อย่างดี เพิ่มจากมิตรสหายขึ้นไปก็เป็นสังคมนิยมก็อย่างดี จนกระทั่งถึงระดับชาตินิยมก็อย่างดี ยิ่งเป็นไปถึงต่างประเทศสากลนิยมก็อย่างดี เข้ามาหาจิตเทวนิยมก็อย่างดี อาริยะนิยม นิพพานนิยม พุทธนิยมสุดท้าย อย่างนี้เป็นต้น ที่อาตมาวิเคราะห์วิจัยแล้วก็แยกหมายอะไรพวกนี้ ในอนาคตจะมีคนตามมาดู แล้วก็เอาไปใช้งาน ทุกวันนี้ก็มีคนหยิบไปใช้ประกอบบ้าง แต่เขาก็ยังไม่ เพราะอาตมาเป็นหมาหัวเน่าในประเทศไทยที่เถรสมาคมเขาตีตราเอาไว้แล้ว ตีตราเป็นหมาหัวเน่า เป็นคนไม่ถูกต้อง ทำอะไรก็ไม่ถูกต้อง คนก็เลยต้องเชื่อเถรสมาคมเขา อันนี้แหละมันเป็นวิบากของประเทศที่อาตมาก็สุดสงสาร ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ไม่เก่งกว่านี้ ก็พยายามเสนอว่า อาตมาทำนี่มันเป็นของดีนะ ไม่ใช่ของเน่า ของเสียอย่างที่เขาเข้าใจตีทิ้งอย่างนั้น ถ้าได้กันไปจริงๆแล้วนี่มันเจริญคุณว่าไหม ถ้าคนจะมาเป็นอย่างชาวอโศกอยู่นี่ เป็นได้ครึ่งได้ค่อนประเทศนี้จะเป็นอย่างไร อาตมาว่า โอ้โห…ประเทศไทยจะรุ่งเรืองเจริญมากเลย และอาตมาก็เชื่อมั่นว่า ความรู้อย่างนี้เป็นของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้ที่คนทั้งโลกแสวงหาอยู่ แต่เขายังมองไม่ออก เขายังมองไม่เห็น โลกุตรธรรม อย่างนี้ เขายังมองไม่ออก ยังมองไม่เห็น เพราะฉะนั้นจะมามีความรัก สาราณียะ ปิยะกรณะ ก็มีความรักกันอย่างดี ครุกรณะ ก็จะรู้จักผู้ที่ควรเคารพ ไม่ใช่สับสนคนที่ควรเคารพไม่เคารพดันไปเคารพคนที่ไม่น่าเคารพ ไอ้ที่ถูกไปทำที่ผิด ไอ้ที่ควรไม่ทำไปทำไอ้ที่ไม่ ไอ้ที่จะนั่งไม่นั่ง ไปนั่งเอาที่จะตั้ง ไอ้ที่จะตั้งก็ไม่ตั้ง ไปตั้งไอ้ที่จะนั่ง แต่สัจธรรมที่ดีๆที่อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามา อาตมามั่นใจว่าของพระพุทธเจ้ามาแล้วก็เกิดผลต่อพวกเราอยู่อย่างนี้ มันก็ดีขึ้นมาแล้ว เห็นชัดเจนตามสาราณียธรรมที่จะพูดต่อ รู้จักเคารพกันเพราะรู้ว่า คนนี้นี่ควรเคารพ ปาสาทิกะ มีอาการน่าเลื่อมใสน่าเคารพ มีปัญญารู้ว่า คนที่ควรเคารพคือใครไม่ใช่เข้าใจอย่างโง่ๆผิดๆแต่เข้าใจถูกต้องว่าคนควรเคารพที่จริงเป็นอย่างนี้เอง คนที่ไม่ควรเคารพแต่หลอกเขาว่าน่าเคารพเป็นอย่างนี้เอง หลอกจนคนโง่ๆหลงเชื่อมันก็มีในสังคมมันไม่รู้ จะรู้จักว่าคนที่ควรเคารพคือใคร ครุกรณะ สังคหะตรงนี้ก็ระบุเลยว่าจะเป็นคนที่มีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลช่วยเหลือคนอื่นอยู่ ความเห็นแก่ตัวลดลง ความเห็นแก่ได้ลดลง วรรณะ 9 จะเกิดขึ้นสูงสุดเป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เป็นคนที่มักน้อย เป็นคนสันโดษ เป็นคนขัดเกลาตนเอง เป็นคนที่มีข้อปฏิบัติที่เจริญขึ้นๆ เป็นคนมีอาการน่าเลื่อมใส ไม่สะสม อปจยะ และเป็นคนที่ยอดขยัน ระดมความเพียร วิริยารัมภะ ตามวรรณะ 9 เนี่ยเอาหลักธรรมพระพุทธเจ้าเลยมาอ้างอิงยืนยัน ว่ามันเข้าหลักเข้าเกณฑ์อย่างนี้นี่แหละคือความเจริญ หรือความพัฒนาสังคมพัฒนามนุษยชาติ สังคหะ เกื้อกูล ช่วยเหลือ สร้างสรรค์ เสียสละอยู่ อวิวาทะ ไม่ใช่หาเรื่องทะเลาะกัน วิวาทกัน มันมีความขัดแย้งอันพอเหมาะและเราก็รู้จักการอนุโลม อะลุ่มอล่วยกันอยู่อย่างที่ในหลวงร. 9 เราตรัส อยู่กันอย่างอะลุ่มอล่วย อยู่กันอย่างอนุโลมปฏิโลม ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันพึ่งพากันไปผ่อนสั้นผ่อนยาวแก่กันและกัน อย่างนี้เป็นต้น อวิวาทะ จะเห็นได้ว่าชาวอโศกเราไม่มีเรื่องที่จะวิวาทอะไรกันมากมายทะเลาะตีกันฆ่ากัน ขึ้นโรงขึ้นศาลมันไม่มี นอกจากคนข้างนอกเขามาทำอะไรเราก็ต้องอาศัยตำรวจ อาศัยคนข้างนอกเขา เพราะเราไม่มีทางจะไปห้ามกั้นเขาได้ แต่พวกเราเองไม่มีวิวาทกัน สามัคคียะ พร้อมเพรียงกันอบอุ่นมี เอกีภาวะ เป็นปึกแผ่นเป็นเอกภาพที่ดีงามครบ มีคุณธรรมพุทธพจน์ทั้ง 7 นี้อย่างแท้จริง ไม่สูญเปล่าคำสอนพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าผู้ที่มาปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นผู้ใดเข้าใจสัจธรรมตามพระพุทธเจ้าอย่างที่ว่านี้และปฏิบัติได้มีมรรคมีผล มีอริยะ 4 เหล่าแน่นอน เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้อาตมาก็เข้าใจและเชื่อมั่น ว่า ไอ้ที่เสื่อม โลกุตตรธรรมที่เสื่อมไปแล้ว 2,500 ปี ได้กอบกู้ขึ้นมาได้แล้ว นี่ อาตมาพูดด้วยความจริงใจและก็ไม่ได้คิดว่าเป็นการโอ้อวด แต่เป็นเรื่องพูดจากความจริงใจ เพราะฉะนั้นในเรื่องของที่จะอธิบายเป็นเชิงภาษาสมัยใหม่ เป็นความรู้สมัยใหม่ที่เรียกกันว่า เศรษฐกิจ เรียกเท่ห์ๆว่า GDP ก็แล้วแต่ เท่ห์เสียไม่มีพูดคำว่า GDP ได้ มันก็มีของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่เขาไม่รู้ว่ามันเป็นพฤติการณ์พฤติกรรมของมนุษย์ ยุคของพระพุทธเจ้าก็มี แต่มันมีข้อจำกัดไม่เหมือนในยุคนี้ไง ในยุคโน้นเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส เป็นยุคที่คนไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน พระพุทธเจ้าท่านทำได้แต่ในวงของสงฆ์ ก็มี GDP โลกุตระแบบพุทธ ที่แตกต่างจากทั้งหมดทั้งมวลของเทวนิยมเขา เพราะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอเทวนิยม ไม่ใช่เทวนิยม มันต่าง ต่างแน่ 660317 GDPแบบพุทธที่ต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยม พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน