คนจนที่มีแบบ ล.1 แก้แล้วไขอีก.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์33 MB
วันที่แก้ไข29 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

1 2 3 อาตมาเขียนหนังสือเล่มนี้ ด้วยความ“เชื่อว่า” คน ส่วนใหญ่คงจะยังไม่ค่อยเข้าใจ หรือซาบซึ้งใจอะไรนักหรอก ขออภัยจริงๆถ้าอาตมาจะประมาณว่า ก็คงจะอ่านกัน แล้ว ก็งั้นๆแหละ พออ่านได้ พอรู้เรื่อง ว่า มีแนวคิดแปลกไปจาก มนุษย์สามัญทั่วไปทั้งหลาย (เว้นแต่ว่า บางคนที่มีภูมิตนส่วนตนฝัง วิบากมาแล้วแต่ปางบรรพ์ หรือมี“โลกุตรธรรม”แท้ในใจจริง ก็ย่อมเกิด“ความ ซาบซึ้ง”ขึ้นมาได้กับความจริงนี้ เพราะมันคือ“ความจริงแห่งความจริง”ที่ไม่สามัญ ทั่วไปของปุถุชนในโลก อาจจะมีบ้าง เป็นบ้าง แต่ก็น่าจะยังไม่มากมายอะไร) และยิ่งจะให้“เชื่อตาม”อย่างซาบซึ้งใจนั้น ก็คงจะยังไม่เกิดอาการอย่างนั้นในใจใครกันนักหรอก แต่อาตมาก็เขียนด้วยความ“เชื่อมั่น” ของตนเองอย่างยิ่ง ว่า นี้คือ “ความจริงอันยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษย์และสังคม ที่เจริญจริงแท้” แบบที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และแบบเดียวกันกับที่ในหลวง ร. ๙ ของคนไทยมีในพระปัญญาธิคุณของพระองค์ และได้ทรงพระจริยวัตรด้วยพระอุตสาหะปลูกฝังลงในแดนไทยที่พสกไทยทั้งหลายเทิดทูนสุดเกล้าสุดเศียรตลอดพระชนม์ชีพ ๗๐ พรรษา ซึ่งเกิดขึ้นจริงและหยั่งลงในประเทศไทยแล้ว ตามที่เห็น และเป็นอยู่ และก�าลังจะขจรไปทั่วโลก ค�าตรัสที่ว่า“เศรษฐกิจพอเพียง”ก็ดี “บริหารประเทศ 4แบบคนจน”ก็ดี หรือ“ขาดทุนของเรา คือก�าไรของเรา”ก็ดี ความเป็นไปได้ที่มีคนไทยท�าได้จริง กลุ่มสังคม“คนจน”ที่เป็นไทย ก็เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยวันนี้ แม้จะมีความล�าบากใจ หรือมีเชิงชังอยู่บ้าง ก็น่าจะ ลองลดอคติจากใจสักชั่วขณะ ลองพิจารณา“ชาวอโศก”หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า“ชาวสันติอโศก”ดูบ้าง เผื่อจะมี“ความจริง”ให้ท่านได้พบเห็น แม้ไม่มากก็น้อยก็ได้นะ หวังด้วยความเกรงใจอย่างยิ่งว่า คงจะมีคนผู้พอรับฟังที่อาตมาพูดนี้ได้บ้าง และอาจจะมีผู้มาลองคบหาสมาคมก

อ่านต่อ

ับชาวอโศกดูบ้าง ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงส่งทีเดียวส�าหรับเราชาวอโศก ขอยืนยันว่า เราจริงใจตามภูมิของเราอย่างหมดใจจริงๆ สมณะโพธิรักษ์ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๑ 5 (๑) “แบบคนจน”...ที่มาของเรื่อง .....................................๑๙ (๒) ล้มเหลวเพราะทุ่มเทเร่งให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นรวดเร็ว! ..๒๑ (๓) สำ�าเร็จได้เพราะ.. “ท�าตามล�าดับด้วยความรอบคอบ”..๒๒ (๔) ไทยยอดยิ่งยวดได้เพราะ….? ...............................๒๒ (๕) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย “พอมี พอกิน” .........๒๓ (๖) ต้องท�า“แบบคนจน”! ..........................................๒๔ (๗) “ขาดทุนของเราเป็นก�าไรของเรา” “Our loss is our gain”......................................๒๕ (๘) สำังคมสำามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่นได้ด้วยการ..“ให้!”...๒๗ (๙) สำังคมจะล้มเหลว หรือเจริญสำ�าเร็จ เพราะ ............๒๘(๑๐) ชาวพุทธไม่กลัวจน เพราะมี“ปัญญา”ตามค�าตรัสำ .....๒๙(๑๑) “คนจน”ที่อุดมสำมบูรณ์-สำุขสำ�าราญเบิกบานใจ ฯลฯ ...๓๐(๑๒) ชาวพุทธตั้งใจจน เพราะเต็มใจจนด้วย“ปัญญา”.........๓๑(๑๓) “คนจนอาริยะ”คือ คนจนที่มี“ปัญญา”ซึ่งมิใช่เฉโก ....๓๓(๑๔) “คนจนอาริยะ”คือ “คนจนที่มีแบบ”ตามทิฏฐิพุทธ ....๓๔(๑๕) ชาวพุทธรวมพลังต่อยอด“ความจน”ให้เจริญวิเศษ ...๓๖ (๑๖) “สำาธารณโภคี”คือระบบสำังคมที่มีเศรษฐกิจดีสำูงสำุด ...๓๙(๑๗) “สำาธารณโภคี”คือระบบสำังคมที่มีอิสำระสำูงสำุด ........... ๔๐(๑๘) สำาธารณโภคีคือ ระบบ“คนจน”ที่ไม่มีของตัวของตน .....๔๑ 6(๑๙) “เป็นกลาง”ในที่นี้ต้อง“ก�าหนดหมาย(สำัญญา)”ให้ถูก ...๔๓ (๒๐) แยก“จิต”แยก“วิธีปฏิบัติ”ให้ถูก มิฉะนั้น“วิปลาสำ” .......๔๕(๒๑) “ทิฏฐิวิปลาสำ”จึงมี“สำัญญาวิปลาสำ”แล้ว“จิตวิปลาสำ” .....๔๖(๒๒) แยก“สำมมุติสำัจจะ”กับ“ปรมัตถสำัจจะ”กันยังไม่ได้ .........๔๗ (๒๓) ไม่มี“สำวรรค์-นรก”ในจิตคือ “ไม่มีภพ-ไม่มีชาติ” ..............๔๘(๒๔) ไม่มี“สำุข-ทุกข์”นี่แหละคือ“จุด”ที่ศาสำนาพุทธค้นพบ ...๕๐(๒๕) สำรุป “มัชฌิมาปฏิปทา”คือ ไฉน? อย่างไรกันแน่? .......๕๑(๒๖) “จิต”ที่“สำุข-ทุกข์”ไม่มีเป็น“รากจิต”ในการไม่สำะสำม ......๕๓ (๒๗) สำาธารณโภคีไม่สำะสำม“ความรวย” และไม่เป็นหนี้ ......๕๕(๒๘) สำาธารณโภคีเกิดได้แม้ท่ามกลางทุนนิยม-คอมมูนิสำต์ ..๕๗ (๒๙) สำาธารณโภคีเกิดได้เฉพาะในหมู่สำงฆ์เพราะเหตุใด? .......๕๘ (๓๐) ประธิปไตย คือ อะไรกันแท้ๆ ชัดๆ...? ......................๕๙(๓๑) สำาธารณโภคีถ้าไม่อิสำระเสำรีภาพจะเป็นได้ไม่ยั่งยืน ....๖๒ (๓๒) การมีชีวิต“สำาธารณโภคี”ต้องเป็นสำิทธิของแต่ละคน .....๖๓ (๓๓) “จุดเด่น-จุดเน้น”สำ�าคัญยิ่ง ของระบบแต่ละระบบ ...........๖๕(๓๔) “สำาธารณโภคี”มีจุดดียิ่งกว่าระบบการปกครองทั่วไป .....๖๗ (๓๕) สำาธารณโภคีจึงต้องมีจิตใจที่ฉลาดพิเศษคือปัญญา ..๖๘(๓๖) “ฉลาดเฉโก”จะอยู่ใน“สำังคมสำาธารณโภคี”ยากมาก ......๖๙ (๓๗) “เฉโก”คือ อวิชชาธาตุ เป็น“ความฉลาด”แบบเก่า ....๗๐(๓๘) “ปัญญา”คือ อัญญธาตุ เป็น“ความฉลาด”แบบใหม่ ......๗๑(๓๙) โลกุตรธรรม ๓๗ คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ทั้งขบวน ..๗๓ (๔๐) “ปัญญา”สำัมมาทิฏฐิเป็น“ความฉลาด”ขั้นโลกุตระ .....๗๔ (๔๑) ยกตัวอย่าง ไตรลักษณ์ หรือสำามัญลักษณ์ เป็นต้น ....๗๕(๔๒) “การปรุงแต่ง”คือการสำร้างรูปสำร้างนามที่สำ�าคัญยิ่ง ...๗๖ 7(๔๓) “ปัญญา”ที่รู้จริง“ธรรมนิยาม ๕”มีในพุทธเท่านั้น .....๗๗ (๔๔) “ปัญญา”จึงเป็น“ความฉลาด”ของคนต่างดาว ..........๗๘(๔๕) “ปัญญา”เป็น“ความฉลาด”ที่ทวนกระแสำกับ“เฉโก” ......๗๙(๔๖) “คนดาวดวงใหม่”เป็นผู้เสำียสำละแบบโลกุตระ ...........๘๑(๔๗) “สำฺวากฺขาโต”นั้น คือ อย่างไร? .................................๘๒(๔๘) ศาสำตร์ที่ท�าให้เป็น“คนจน”สำ�าเร็จอย่างมี“ปัญญา”แท้ .....๘๕(๔๙) ผู้มี“ปัญญา”แท้จึงเป็น“คนจน”สำุขสำ�าราญเบิกบานใจ .....๘๖(๕๐) การบริหาร“แบบคนจน”จึงเป็นศาสำตร์ที่ยิ่งใหญ่ ........๘๗(๕๑) การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงต้องแก้“แบบคนจน” ..........๘๗ (๕๒) “สำาธารณโภคี”ต้องเป็นสำังคม“คนจน”เสำียสำละแท้จริง ...๘๘(๕๓) บทสำรุปของชีวิตก็ดูอย่างที่พระพุทธเจ้าทรง“เป็น” .....๘๙(๕๔) “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ที่กษัตริย์ไทยทรงยืนยัน ......๙๑(๕๕) “คนจน”ที่มี“ปัญญา”แตกต่าง“คนจน”ที่มี“เฉโก” ......๙๒(๕๖) พุทธที่ฉลาดแบบโลกุตระนั้นเป็น“อัญญะ”แท้ๆ ........๙๓(๕๗) “คนจน”ที่เสำียสำละจริงเต็มใจแท้ต้องมี“ปัญญา” .......๙๔(๕๘) ผู้เสำียสำละที่เป็น“คนจน”แท้จะถึงขั้น“สำาธารณโภคี” .....๙๕(๕๙) คนที่มี“ปัญญา” จึง“แก้ปัญหาความจน”สำ�าเร็จ ......๙๗(๖๐) “แก้ปัญหาแบบคนจน”จึงเป็นยอดวิชชาของพุทธ .....๙๘(๖๑) “คนรวย”คือคน“ไร้ปัญญา” มีแต่“เฉโก”จัดจ้าน ....๑๐๐(๖๒) “คนรวย”มีแต่“เฉโก”ในโลกียะ ไม่มี“โลกวิทู” .......๑๐๑(๖๓) “คนจน”ที่มี“ปัญญา”คือโลกุตระนั้นจะมี“โลกวิทู”...๑๐๒(๖๔) “คนจน”ที่มี“ปัญญา” จึงมี“โลกุตระ”ได้จริงแท้ ...........๑๐๓(๖๕) “คนรวย”ที่เป็นปัจเจก คือคนท�าลายเศรษฐกิจแท้ๆ...๑๐๔(๖๖) คนใดสำังคมใดมี“ปัญญา”ดังว่านี้ สำังคมนั้นเจริญแท้ ...๑๐๖ 8(๖๗) วรรณะ ๙ คืออะไร? คนมีวรรณะ ๙ คืออย่างไร? ...๑๐๗(๖๘) “วรรณะ ๙”มีอะไรบ้าง? ชื่อว่า“เจริญ”อย่างไร? ..๑๐๙(๖๙) “วรรณะ ๙”ทุกวันนี้ถูกย�่ายีเละ มีแต่“อวรรณะ ๖”..๑๑๐(๗๐) ภิกษุทุกวันนี้จึงเป็นคน“อวรรณะ ๖”กันสำุดสำนิท ......๑๑๑(๗๑) ทุกวันนี้จึงมีคน“อวรรณะ ๖”กันไปตามยถากรรม ...๑๑๓(๗๒) “ยถากรรม”ท�าให้คนจมซมซับซึมซึ้งลงไปในโลกีย์ ..๑๑๔(๗๓) ต้องแก้“ยถากรรม”ด้วย“ไตรสำิกขา”ที่สำัมมาทิฏฐิ ....๑๑๕(๗๔) “คนวรรณะ ๙”ที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ใครยอมรับ?..๑๑๖(๗๕) “วรรณะ ๙”ยืนยัน“เนื้อแท้พุทธ”แม้จะมีสำ่วนน้อย ..๑๑๘(๗๖) คนที่มี“เฉโก”แก้“ปัญหาเศรษฐกิจ”ไม่สำ�าเร็จแน่ ...๑๑๙(๗๗) “ข้อด้อย”ของอาตมาที่ต้องขออภัยอย่างยิ่งจริงๆ ..๑๒๑(๗๘) ท�าไม..อาตมาจึงไม่แก้ไข“ข้อด้อย”ตนเอง? ...........๑๒๕(๗๙) ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าแม้ยุคนี้ก็พิสำูจน์ได้จริงอยู่ ..๑๒๖(๘๐) ตรวจสำอบตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยศีล ..๑๒๗(๘๑) “สำมาธิ-ปัญญา-วิมุติ”เกิดตาม“ศีล”เป็นข้อก�าหนด ..๑๒๙ (๘๒) ตรวจสำอบตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้ด้วย ...๑๓๐(๘๓) เป็น“ธรรมะ”ที่คน“เป็นไปได้จริง”สำัมผัสำจริงได้ด้วย ..๑๓๑ (๘๔) ต้องขออภัยจริงๆที่ต้อง“พูดความจริง”ตามที่จริง ..๑๓๒ (๘๕) “สำวดมนต์”ที่ผิดวินัยเป็นการท�าลายศาสำนาจริงๆ ...๑๓๕(๘๖) “มนต์”หรือ“ค�าสำอน”ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพลง ...๑๓๖(๘๗) “ค�ากล่าว”คือ“ค�าสำอน” ไม่มี“ท�านอง”เด็ดขาดแน่ๆ ..๑๓๗(๘๘) ค�าว่า “ศิลปะ”ทุกวันนี้ ทั้งเลอะเทอะทั้งเละเทะสำุดๆ ..๑๓๙(๘๙) “ศิลปะ”ต้องเข้าถึง“จิตวิญญาณ”และเป็น“ธรรม”....๑๔๑(๙๐) “ศิลปะ”ทุกวันนี้ ไร้ค�านิยามกันแล้ว หาสำาระไม่ได้ ......๑๔๒ 9(๙๑) “ศิลปะ”ทุกวันนี้ มีแต่“ความฟุ้งซ่าน-วิมานเพ้อเจ้อ” ....๑๔๔(๙๒) ลัทธิหรือศาสำนา“เทฺวนิยม”ไม่รู้“ศิลปะ”ที่แท้หรอก ..๑๔๖(๙๓) “การสำวดมนต์”ที่เป็นโทษเป็นภัยนั้นอย่างไร? ........๑๔๗(๙๔) “การสำวดมนต์”มีในคนทุกชาติ ดึกด�าบรรพ์มาก .....๑๕๑(๙๕) “สำรภัญญะ”เป็นแค่“ค�าพูด” ไม่เป็นอะไรอื่นเลย ....๑๕๓(๙๖) “พูด”มี“สำระ”ก�ากับสำั้น-ยาว มิใช่“เพลง” ไม่มีท�านอง ..๑๕๔(๙๗) ที่ผิดเพี้ยนกันยิ่งก็คือ “สำรภัญญะ”ที่ผิดวินัยนี่แล ...๑๕๕(๙๘) การเบี้ยวบาลีท�าให้ศาสำนาพุทธผิดเพี้ยน..บาป! .....๑๕๘(๙๙) ผิดเพี้ยน..บาป! คมๆนะว่า “ห้าม”หรือ“อนุญาต”...๑๖๑(๑๐๐) “นัยสำ�าคัญ”สำุดลึกของค�าว่า“นิพพาน”คือ“อเทฺว”....๑๖๓(๑๐๑) “โลกียะ”แท้ๆ ไม่มีขอบเขตจ�ากัด, นิรันดร, ไม่มีที่สำุด ..๑๖๕(๑๐๒) “อเทฺว”สำุดลึก แต่มีข้อก�าหนดขีดขั้นไปตามล�าดับ ..๑๖๖(๑๐๓) “โทษ”จาก“การสำวดมนต์”ยังมีนัยะต่างๆอีกมาก ...๑๖๘(๑๐๔) “เทฺวนิยม”ยังต้องอาศัยการสำวดมนต์เพราะอะไร? ..๑๗๑(๑๐๕) การสำวดมนต์ที่มี“ปรากฏการณ์”เป็นเครื่องตัดสำิน ..๑๗๒(๑๐๖) “พราหมณ์”กับ“พุทธ”จึงสำลับกันรุ่งในแต่ละยุคสำมัย..๑๗๔ (๑๐๗) “ความฉลาด”ของคนมีอยู่ ๒ นัยแตกต่างกันสำ�าคัญยิ่ง..๑๗๖(๑๐๘) “ความรู้-ความฉลาด”นี้ชี้“ศาสำนา ๒ แบบ”ได้ทีเดียว...๑๗๗(๑๐๙) “โพธิสำัตวภูมิหรือพุทธภูมิ”แตกต่างจาก“อาริยภูมิ”..๑๗๙(๑๑๐) “โพธิสำัตวภูมิหรือพุทธภูมิ”คือ“นักประชาธิปไตย”แท้ ..๑๘๑(๑๑๑) “ความเสำื่อม”ที่ท�าลายศาสำนาเพราะ“กรรม”คนท�า ..๑๘๕(๑๑๒) “จิตนิยาม”มี“เหตุ-นิทาน(story)-สำมุทัย-ปัจจัย”....๑๘๗(๑๑๓) “อาริยสำัจ”เรียนรู้“กรรมเป็นของของตน”และ“กาล”...๑๘๘(๑๑๔) ผู้คิดผิด สำอนผิด ท�าผิด“กรรมผิดก็ได้นรก”ทุกคน .....๑๙๐ 10(๑๑๕) “ธรรมบท”เป็นเครื่องมือ“สำวดหากิน”อย่างนั้นหรือ? ..๑๙๒ (๑๑๖) ผู้สำัพพัญญู ทรงรู้เหตุที่จะพาเสำื่อม จึงป้องกันไว้ ...๑๙๔(๑๑๗) “สำวดมนต์”ผิดวินัยนั้นท�าศาสำนาเสำื่อม ก็ต้องบาป ..๑๙๖(๑๑๘) ล้วนเกิดจาก“อุปาทาน ๔” ซึ่งท�าให้ศาสำนาเสำื่อม ..๑๙๗(๑๑๙) อาตมาพิสำูจน์ตนยุคที่“ไม่มีผู้ยิ่งใหญ่ใดในโลกรับรอง”..๑๙๙(๑๒๐) “ความรู้”กับ“ความจริง”ที่คนพึงมีตามสำัจจะ .........๒๐๒(๑๒๑) เกิดสำังคมที่มี“ความรู้”มี“ความจริง”เจริญชัดเจน...๒๐๓(๑๒๒) ผู้รู้ยุคนี้ใช้“ความรู้”รู้“โลกุตรชน”ที่เป็น“คนจริง”....๒๐๕ (๑๒๓) นัยสำ�าคัญของ“เทวนิยม” กับ“อเทวนิยม” ..............๒๐๖(๑๒๔) “อเทวนิยม”หลุดพ้น“อัตตานิรันดร”ได้ด้วยปัญญา ...๒๐๘(๑๒๕) ลัทธิ“หลับตา”คือ“เทฺวนิยม” หมดสำิทธิ์มี“ปัญญา”.....๒๐๙ (๑๒๖) “เทฺวนิยม”เป็น“ความลึกลับ” รู้“ธรรมนิยาม ๕”ไม่ได้ ..๒๑๒(๑๒๗) “อเทฺวนิยม”พ้นความลึกลับ เพราะเกิด“ปัญญา”........๒๑๓ (๑๒๘) “ความจริง”ก็อยู่กับ“พระเจ้า” ที่“ลึกลับ”โน่น! .....๒๑๕(๑๒๙) “ความจริง”พุทธไม่“ลึกลับ” เพราะพ้น“เทฺวนิยม”..๒๑๖(๑๓๐) พุทธ“ไม่ลึกลับ”ทั้งนิรันดรทั้งอัตตาทั้งมีอิสำระสำุด ..... ๒๑๘(๑๓๑) ในศาสำนาพุทธทุกคนหมดสำิ้น“นิรันดร”สำัมบูรณ์ได้ ....๒๒๐(๑๓๒) พุทธเป็นศาสำนาที่ทุกคนมีสำิทธิ์“อิสำระ”สำัมบูรณ์ได้ ....๒๒๑(๑๓๓) พุทธจึงเป็นศาสำนาที่ทุกคน“หลุดพ้น”ได้สำัมบูรณ์แท้...๒๒๒(๑๓๔) ทาสำ“อุปาทาน ๔”นี้แล คือ ทาสำ“พระเจ้า”แท้ๆ .....๒๒๔ (๑๓๕) ศาสำนาพุทธรู้ยิ่ง“ธรรมะ ๒” หรือ“ธรรมะ ๑”นี่เอง..๒๒๕(๑๓๖) “ปัจเจกสำัมมาสำัมพุทธเจ้า”คือ บุคคลเช่นใด? ........๒๒๖(๑๓๗) นัยะที่ไม่ได้ชื่อว่า “พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง”....๒๒๙(๑๓๘) “ความรู้”ที่สำามารถหยั่งรู้“ความจริง”คือ “ปัญญา”.....๒๓๐ 11(๑๓๙) “ความจริง”ตาม“นิยาม”ที่พระพุทธเจ้าตรัสำรู้ .........๒๓๓ (๑๔๐) “ความรู้”กับ“ความจริง”ที่คนพึงค�านึงถึง“ความมี”..๒๓๔(๑๔๑) “สำมบัติ”ที่อาตมามั่นใจว่าเป็นประโยชน์ยิ่งในโลก..๒๓๕(๑๔๒) “กาย”ที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นให้จัดการจึงคือ“จิต”....๒๓๘(๑๔๓) จึงต้องเรียนรู้การแยก“กาย”แยก“จิต”ไปแต่ขั้นต้น ...๒๓๙ (๑๔๔) “คุณสำมบัติ”ที่ถึงขั้น“คุณวิเศษ”นั้นเป็น“อจินไตย”..๒๔๑(๑๔๕) “สำิริมหามายา”เป็น“คุณวิเศษ”ขั้น“อจินไตย” .......๒๔๓(๑๔๖) ผู้มีภูมิรู้ใน“ธรรมนิยาม ๕”จึงจะพอรู้“สำิริมหามายา”..๒๔๕(๑๔๗) ผู้ท�า“สำิริมหามายา”ได้คือผู้ท�า“ความเกิด”ขั้นอจินไตย...๒๔๖(๑๔๘) ค�าว่า“ฌาน(เพ่ง)”นี่แหละ ที่แตกต่างกันอยู่หลากหลาย..๒๔๘(๑๔๙) “ฌาน”แบบพุทธนั้น“สำงบ”พิเศษที่มี“อภิธรรม” ........๒๔๙(๑๕๐) “ฌาน”แบบพุทธคือ“พลังงานจิต”ที่“อจินไตย”สำุดๆ ...๒๕๑ (๑๕๑) “ฌาน”แบบพุทธ พิเศษ ไม่มีใครเหมือน เป็นไฉน? .......๒๕๒(๑๕๒) “ฌาน”แบบพุทธ มิใช่“วิสำัย”ของปุถุชน เป็นอจินไตย ...๒๕๔ (๑๕๓) “ฌาน”แบบพุทธ มี“ทางเดียว”เท่านั้น ที่เป็นอาริยะได้ ...๒๕๖(๑๕๔) “ฌาน”แบบพุทธคือ“พลังงานจิต”ที่เป็น“อเทฺว ธัมมา”....๒๕๗(๑๕๕) การท�า“ฌาน”ที่แท้คือ “เผาแต่กิเลสำออกไปจากจิต”..๒๕๙(๑๕๖) “สำิริมหามายา”นี้เป็น“อุตตริมนุสำสำธรรม”แท้จริง...๒๖๒ (๑๕๗) “สำิริมหามายา”นี้เป็น“การเกิดอยู่ของอุเบกขา”.....๒๖๔(๑๕๘) “มุทุภูตธาตุ”นี้ยิ่งใหญ่จนต้องเรียกว่า“คุณวิเศษ”...๒๖๕ (๑๕๙) “มุทุภูตธาตุ”นี้จะช่วยให้มี“คุณวิเศษ”อื่นๆอีกมาก..๒๖๗ (๑๖๐) “เจตสำิก ๓”นี้ยิ่งใหญ่จนต้องเรียกว่า“คุณวิเศษ”.....๒๖๘ (๑๖๑) “หลับตา”ก็หมดสำิทธิ์เกิด“คุณวิเศษ”ใดๆในจิต ....๒๖๙(๑๖๒) “หลับตา”หรือหนี“ผัสำสำะออกป่า”คือความเสำื่อม ...๒๗๑ 12(๑๖๓) แล้วเอา“ความเสำื่อม”ที่ครบทั้งปวงมาแพร่ในบ้าน ..๒๗๓(๑๖๔) ในยุคพระพุทธเจ้า“ความเสำื่อม”ดังกล่าวนั้นไม่มี .....๒๗๖(๑๖๕) “ความเสำื่อม”มันเสำื่อมกันตรงไหน? อย่างไร? ........๒๗๘(๑๖๖) “ไม่มีนรกสำวรรค์”คือ นิพพานขั้นพื้นฐาน และที่สำุด...๒๘๐ (๑๖๗) “ว่าง”จาก“จิตว่างแบบอันธพาลหรือมิจฉาทิฏฐิ”...๒๘๒ (๑๖๘) “เสำื่อม”จนเหลือแต่“การสำวดร้อง”เป็นงานหลัก ...๒๘๓(๑๖๙) “เสำื่อม”หนักจนไม่มีประตูจะรู้จัก“เทฺวดา”ได้เลย...๒๘๕(๑๗๐) พุทธที่สำัมมาทิฏฐิรู้แจ้งรู้จริง“เทฺวดา-มาร-พรหม”...๒๘๗(๑๗๑) จึง“เสำื่อม”หนักแม้จาก“กรรมฐาน”ที่แท้ของพุทธ..๒๘๙(๑๗๒) “เสำื่อม”หนักเพราะไม่รู้จัก“หัวใจของการปฏิบัติ”..๒๙๒ (๑๗๓) “เสำื่อม”หนักถึงขั้นไม่รู้ว่า“ทุกข์”เกิดที่“เวทนา”......๒๙๔ (๑๗๔) “เสำื่อม”หนักกระทั่งไม่รู้ว่า“โลกุตรธรรม”คือไฉน?..๒๙๕ (๑๗๕) “จิตที่เป็นพลังงานถึงขั้นฌาน”คืออาวุธของ“บุญ”..๒๙๘ (๑๗๖) “โลกุตรธรรม”มีให้ศึกษาถึง ๔๖ หัวข้อธรรม ......๒๙๙ (๑๗๗) “โลกุตรธรรม”รู้จริง“ทุกข์-สำุข”เท่ากับรู้“พระเจ้า”.....๓๐๑(๑๗๘) พระพุทธเจ้าตรัสำรู้ความเป็น“พระเจ้า”แท้จริง ......๓๐๒(๑๗๙) จริงๆนั้น“พระเจ้า”คือ “ธรรมะ ๒” คือ“เทฺว”แท้ๆ..๓๐๓(๑๘๐) “พระเจ้า”ยังเป็น“รห” จึงต้องท�า“อรห”ให้ได้จริง...๓๐๕(๑๘๑) “พุทธ”ที่สำัมมาทิฏฐิ ก็คนละอย่างกับมิจฉาทิฏฐิ ........๓๐๗(๑๘๒) “เทฺว”หรือ“อเทฺว”เป็นทั้งภาษาและทั้งสำภาวธรรม...๓๐๘ (๑๘๓) ทุกวันนี้“โลกุตรธรรม”ได้เสำื่อมสำิ้นไปแล้วจริงๆ ......๓๑๐ (๑๘๔) ชาวพุทธทุกวันนี้จึงเสำื่อมหนักจนกู่ไม่กลับกันแล้ว...๓๑๒(๑๘๕) มันต้องเกิดถึงขั้นเป็นได้ด้วยตนเองคือ“ปัจจัตตัง”...๓๑๓(๑๘๖) ผู้“หลุดพ้น(วิมุติ)” คือ ผู้มี“อิสำระเสำรีภาพ”ที่ยิ่งใหญ่..๓๑๕ 13(๑๘๗) “เทฺวนิยม”คือผู้ไม่มี“๐” ไม่ท�า“๐” จึงไม่มี“นิพพาน”..๓๑๗(๑๘๘) ผู้มี“๐”คือ ผู้ท�า“๐”ที่สำัมมาทิฏฐิ จึงมี“นิพพาน”......๓๑๘(๑๘๙) ผู้มี“๐”จากกิเลสำนี้“เทฺวนิยม”ไม่มี จึงมีแต่นิรันดร ...๓๒๐(๑๙๐) ท�า“ฌาน” คือ การท�าจิตให้มีพลังงาน“ไฟ”เผากิเลสำ..๓๒๑ (๑๙๑) “สำติปัฏฐาน ๔”นี้ปฏิบัติ“ธรรม ๒”สำู่“๐”แท้ๆตรงๆ..๓๒๒ (๑๙๒) “เทฺวนิยม”ยังไม่ใช่“อเทฺวนิยม”เพราะมิจฉาทิฏฐิ .....๓๒๔ (๑๙๓) “ความรู้อื่น”จึงจะเป็น“ปัญญา”ของพระพุทธเจ้า .....๓๒๕ (๑๙๔) “ความรู้อื่น”ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ชื่อว่าปัญญา ...๓๒๖(๑๙๕) “ธรรมะ ๓ เสำ้า”นี้สำร้าง“ปัญญา”อย่างมีระบบวิธี..๓๒๘ (๑๙๖) “สำัมประสำิทธิ์”นี้มี“มุทุภูตธาตุ”ตัวสำ�าคัญยิ่งใหญ่....๓๓๐(๑๙๗) “ปัญญา”แก้“ปัญหาเศรษฐกิจ”ด้วยการเป็นคนจน ....๓๓๑ (๑๙๘) ท�า“ปัญญา”ได้ก่อนแล้วจะแก้“ปัญหา”สำ�าเร็จแน่...๓๓๒(๑๙๙) คนผู้มี“เศรษฐกิจพอเพียง”ที่แท้จริง คือไฉน? ......๓๓๓(๒๐๐) “ความจน”ที่ประเสำริฐ ก็จะเป็น“คนจน”แสำนวิเศษ ....๓๓๕ (๒๐๑) “ความจน”จึงเป็นความประเสำริฐสำ�าคัญของโลก ...๓๓๖(๒๐๒) “ความรวย”จึงเป็นความไม่ประเสำริฐ หรือเป็นบาป ...๓๓๘(๒๐๓) ผู้มี“ปัญญา”เป็น“คนจน”ได้ถึงขั้น“สำาธารณโภคี”..๓๓๙(๒๐๔) “เศรษฐกิจ”สำุดวิเศษ คือ“สำาธารณโภคี”ของพุทธ...๓๔๑(๒๐๕) “สำาธารณโภคี”จึงต้องก้าวด้วย“สำัมมาอาริยมรรค”..๓๔๓(๒๐๖) “เศรษฐกิจ”ที่มีทฤษฎีสำ�าเร็จสำูงสำุดคือ“สำาธารณโภคี”......๓๔๕(๒๐๗) การบริหารจะเกิดลัทธิต่างๆ ระบอบนานาขึ้นในโลก..๓๔๖(๒๐๘) สำาธารณโภคีจึงต้องมีจิตใจที่ฉลาดพิเศษคือปัญญา..๓๔๗(๒๐๙) ยุคนี้ยังมี“จิตจริง-ปัญญาแท้”ใน“สำาธารณโภคี”มั้ย? ...๓๔๙(๒๑๐) มีแค่“เฉโก”มิใช่“ปัญญา”จะเป็น“สำาธารณโภคี”ไม่ได้ ..๓๕๐ 14(๒๑๑) ยุคเสำื่อมนั้นถ้ามี“สำาธารณโภคี”ขึ้นมาจึงดูประหลาด ....๓๕๒ (๒๑๒) ภิกษุมี“เงินทองเป็นของสำ่วนตัว”ยังเป็น“อาบัติ” ....๓๕๓ (๒๑๓) ต้องขออภัยอย่างมากจริงๆ ที่ต้องอ้างอิงสำัจจะ ....๓๕๔(๒๑๔) ตามค�าสำอนของพระพุทธเจ้าสำงบยิ่งเป็นสำัจจะเสำมอ...๓๕๗(๒๑๕) “สำาธารณโภคี”ไม่ใช่เหลือแค่ต�านานเล่าขานเท่านั้น..๓๕๘(๒๑๖) ทั้ง“โลกียะ”ทั้ง“โลกุตระ”ต่างก็มีความเป็น“นิรันดร”...๓๕๙ (๒๑๗ ) เพราะ“พุทธ”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตัว“อัตตา”ครบหมด..๓๖๐(๒๑๘) “อัตตาใหญ่ยิ่งๆ”นั้นมีแต่ตัวตนหนึ่งเดียวเด็ดขาด .... ๓๖๒(๒๑๙ ) “ปรมาตมัน”เทวนิยมนั้นตัดขาดจากจิตวิญญาณอื่น..๓๖๓(๒๒๐) “อิสำระเสำรีภาพ”พุทธนั้นมีนัยสำ�าคัญยิ่งกับ“อัตตา”..๓๖๕(๒๒๑) ผู้เป็น“เจ้าแห่งการตาย”ของพุทธที่เก่งวิเศษสำุด ...๓๖๖(๒๒๒) “อัตตาหรืออาตมัน”ของพุทธเราเองเป็นเจ้าของ ...๓๖๘(๒๒๓) เพราะ“พุทธ”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตัว“อัตตา”ครบหมด..๓๖๙(๒๒๔) “อัตตา”เป็น“ปรมาตมัน”ยิ่งใหญ่แค่ใด ก็คือ “ตน”....๓๗๑(๒๒๕) พุทธช่วยตนเองก่อน จึงไม่รอ“พระเจ้า”ช่วย ........๓๗๓(๒๒๖) พุทธอยู่กับ“ความจริง”ที่สำัมผัสำได้ รู้แจ้ง ไม่ลึกลับ .....๓๗๕(๒๒๗) อัตตาที่เป็น“ปรมาตมัน”ที่สำัมผัสำด้วย“ทวาร ๕”ได้ ...๓๗๖(๒๒๘) พุทธมีการศึกษาที่เป็นล�าดับ..หยาบ-กลาง-ละเอียด ...๓๗๗(๒๒๙) “โอฬาริกอัตตา”คือ ปรมาตมันหยาบใหญ่ขั้นต้น..๓๗๙(๒๓๐) อัตตาที่เป็น“พระเจ้า”จึงสำัมผัสำด้วย“ทวาร ๕“ไม่ได้..๓๘๐(๒๓๑) “ตัวตน”หรือ“อัตตา”นั้น คือ“ตัวเอง”ช่วยตัวเอง....๓๘๑(๒๓๒) “กายพระเจ้า”นั้น คืออย่างไร? เป็นไฉน? ...........๓๘๒(๒๓๓) “ความอิสำระ” ที่แสำนเพ้อเจ้อ อยู่โดดเดี่ยว เดียวโด่ ....๓๘๓(๒๓๔) “ปัญญา”ที่รู้ยิ่งว่า“อิสำระ” คืออย่างไร? เป็นไฉน?..๓๘๕ 15(๒๓๕) คนรู้ยิ่งได้ด้วย“สำภาวะ”จริง และก�าหนด“บัญญัติ”.....๓๘๖(๒๓๖) สำภาวะกับบัญญัติจะท�าให้ความฉลาด“ปัญญา”....๓๘๗(๒๓๗) ความรู้ขั้น“ปัญญา”จึงท�าให้รู้แจ้ง“ธรรมนิยาม ๕”...๓๘๘(๒๓๘) สำัตวโลก“เกิด-ตาย”วนเวียนนับชาติไม่ได้จริงๆ ...๓๘๙(๒๓๙) สำัตวโลกที่ไปอยู่กับพระเจ้า “เกิด-ตาย”ชาติเดียว ...๓๙๑ (๒๔๐) เพราะ“เกิด-ตาย”ชาติเดียวนี้แหละที่โอกาสำหมด ...๓๙๒(๒๔๑) ภาษาที่เรียกผู้บรรลุโลกุตระ ๓ ค�า ที่ใช้ชี้สำัจธรรม ...๓๙๔(๒๔๒) “อาริยะ”ต้องมีสำภาวธรรมที่เป็น“โลกุตระ”จึงจริง ...๓๙๖(๒๔๓) นัยสำ�าคัญยิ่ง ที่เป็นความเจริญแบบ“อริยะ” .........๓๙๗ (๒๔๔) แบบ“อริยะ”มีนัยที่ผิดแผกจาก“อาริยะ”สำ�าคัญยิ่ง..๓๙๙(๒๔๕) “อาริยะ”สำ�าคัญอย่างไร? ต้องศึกษาให้ถ่องแท้จริงๆ ...๔๐๑(๒๔๖) นัยสำ�าคัญยิ่ง ที่เป็นความเจริญแบบ“อาริยะ” ........๔๐๒(๒๔๗) “ความรู้และความจริงที่ยิ่งใหญ่”มิใช่จะรู้กันง่าย ...๔๐๔(๒๔๘) “ปรมัตถ”และ“ปรมัตต”มิใช่จะรู้กันง่าย แต่รู้ได้แท้ ...๔๐๕(๒๔๙) “โลกุตระ”นั้นพุทธรู้ได้ด้วยการไม่เป็น“ธรรมะ ๒” .....๔๐๖ (๒๕๐) คนรู้ยิ่งได้ด้วย“สำภาวะ”จริง และก�าหนด“บัญญัติ”...๔๐๗(๒๕๑) ความเป็น“อิสำระ”ที่มีนัยะสำ�าคัญอันถ่องแท้ชัดเจน..๔๐๘(๒๕๒) จึงจะเป็น“ความอิสำระ”ที่“หลุดพ้น”ถ่องแท้แน่แท้ ...๔๑๐(๒๕๓) “พระเจ้า”จึงเป็นผู้“โดดเดี่ยว”สำุดๆ ไม่ใช่“อิสำระ”..๔๑๑(๒๕๔) “อิสำระ”ไม่ใช่“ความขาด”สำิ้นเด็ดไปจากสำรรพสำิ่ง ......๔๑๓(๒๕๕) “พระเจ้า”หรือ“ปรมาตมัน”มนุษย์ต้องสำัมผัสำได้ ........๔๑๔(๒๕๖) พระเจ้ากับพระบุตรของเทวนิยมก็ถูก“ตัดตอน”.....๔๑๖(๒๕๗) พระเจ้ากับมนุษย์ของเทวนิยมจึงถูก“ตัดตอน”......๔๑๘ (๒๕๘) “ความจริงสำ�าคัญยิ่งสำุด”ก็อยู่กันที่“สำัมผัสำ”นี่เอง ...๔๒๑ 16(๒๕๙) “ความจริง”ทั้งหมดจึงสำัมผัสำครบปรากฏทุก“ภพ” ...๔๒๓(๒๖๐) “ความจริงสำูงสำุด”จึงสำามารถ“มี”ในตัวคนจริงได้ .......๔๒๔(๒๖๑) นัยะที่แตกต่างยิ่งของ“ปรมัตตะ”กับ“ปรมัตถะ”.....๔๒๖(๒๖๒) ท�าไม“ปรมัตตะ”หรือ“ปรมาตมัน”เปิดเผยไม่ได้? ...๔๒๗(๒๖๓) “ความรู้ในความจริง”เกิดไม่ได้ ปรมัตถ์จึงไม่เต็ม..๔๒๙(๒๖๔) “ความอิสำระ”ที่เท่าเทียมกันในความเป็น“มนุษย์”.....๔๓๐(๒๖๕) “ความเกิดอีกวนเวียน”มีนัยสำ�าคัญที่แตกต่างกันยิ่ง ......๔๓๑ (๒๖๖) ไม่ว่า“เกิด-ตาย-อมตะ”นั้นพุทธรู้จักรู้แจ้งรู้จริง .........๔๓๒(๒๖๗) “สำัจจะ”ที่เป็น“สำอง”และที่เป็น“หนึ่ง”สำูงสำุด ..........๔๓๓(๒๖๘) “ความอิสำระ”ของพุทธนั้นไม่มีตัว“อัตตา”เด็ดขาด ...๔๓๕(๒๖๙) เพราะ“ปัญญา”มีความรู้แจ้งจริง“อัตตา”และ“โลก”...๔๓๖ (๒๗๐) ความอิสำระ”ขึ้นอยู่กับการศึกษา“อัตตาและโลก”......๔๓๙(๒๗๑) สำาธารณโภคีก�าลังเกิดได้ในหมู่ฆราวาสำปัจจุบันนี้ ...๔๔๐(๒๗๒) ความเป็น“๓ เสำ้า”นี้ยิ่งใหญ่ ที่ต้องศึกษาอย่างสำ�าคัญ...๔๔๑(๒๗๓) ความเป็น“๓ เสำ้า”ที่ภาษาว่า“ธรรม”กับ“อธรรม”....๔๔๒(๒๗๔) ความเป็น“๓ เสำ้า”ในที่นี้ คืออะไร? ...........................๔๔๓(๒๗๕) ผู้มี“ปัญญา”ท�าให้ความมี“ตัวตน”นั้น“สำูญ”ได้จริง...๔๔๔(๒๗๖) “สำูญ”คืออะไร? มีนัยสำ�าคัญแท้จริงอย่างไร? ...........๔๔๖(๒๗๗) สำาธารณโภคีที่ดีจะมีการไหลแทรกซึมซับของธรรมะ ...๔๔๙(๒๗๘) สำาธารณโภคีที่ดีเกิดจากสำังคมที่เป็น“บวร”ที่ดี ....๔๕๐ (๒๗๙) หมู่บ้าน“สำาธารณโภคี” คือ ครอบครัวเดียวกัน ....๔๕๑(๒๘๐) “สำาธารณโภคี”สำ่วนตัวนั้น“จน” แต่สำ่วนรวม“อุดม”........๔๕๒(๒๘๑) คน“สำาธารณโภคี”จริงๆ รู้จริงว่า“จน”ดีกว่า“รวย”..๔๕๓ (๒๘๒) “สำาธารณโภคี”เป็นเศรษฐศาสำตร์การเมืองสำัมบูรณ์ ...๔๕๓ 17(๒๘๓) “สำาธารณโภคี”เป็น“อจินไตย”ที่จะหยั่งรู้ความรู้สำึก ....๔๕๖(๒๘๔) “สำาธารณโภคี”นี้ เกิดได้แม้แต่ท่ามกลางกลียุค ...๔๕๗ (๒๘๕) “สำาธารณโภคี”นี้ พ้น“มิจฉาชีพ”ได้สำูงสำุดๆของคน ..๔๕๙(๒๘๖) “มิจฉาชีพ ๕”นี้วัดความเจริญของมนุษยชาติแท้ๆ ...๔๖๐(๒๘๗) “สำัมมาอาชีพ”สำูงสำุดๆแท้จริงของคนจึงคือ“คนจน”..๔๖๑(๒๘๘) มิจฉาชีพ ๕ ขั้น จากขั้น ๑ ชั่วแย่สำุด ถึงขั้น ๕ ก็สำิ้นสำุดชั่ว..๔๖๓(๒๘๙) มิจฉาชีพ ๕ ขั้นของพระพุทธเจ้าจึงต้องศึกษาให้ดียิ่ง..๔๖๔(๒๙๐) ความมี“อัตตา”ต้องท�างานถึงขั้นเป็น“อาชีพ”เลี้ยงตน ....๔๖๖(๒๙๑) ผู้ที่ไม่ต้องท�า“อาชีพ”เลี้ยงตน คือ ใคร? ..................๔๖๗(๒๙๒) “อาชีพ”รับใช้มวลประชาชน คือ อาชีพยิ่งใหญ่ที่สำุด..๔๖๙(๒๙๓) ราคาของ“กรรมที่เป็นโลกุตระ”น้้น“หาค่าบ่มิได้”....๔๗๐(๒๙๔) ผู้ที่มี“กรรมที่เป็นโลกุตระ”ที่“หาค่าบ่มิได้”ของไทย ....๔๗๑(๒๙๕) ต่างกันยิ่งยวด..โลกียะกับโลกุตระ“ตีราคา”แรงงาน..๔๗๓(๒๙๖) “ตีราคา”แรงงานของ“โลกุตระ”นั้นยากยิ่งยวด .......๔๗๔(๒๙๗) พุทธรู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้ง“ภาษา”และ“สำภาวะ”จริง...๔๗๕ (๒๙๘) การเกิดก่อน-เกิดหลังของ“สำภาวะ”กับ“บัญญัติ”..๔๗๗(๒๙๙) เพราะ“จินตนาการ”ของใครก็ของผู้นั้นไม่อาจรู้...๔๗๘(๓๐๐) chaos คือ ความไม่เป็นระบบ พุทธศึกษาจะช่วยได้..๔๗๙ (๓๐๑) พุทธมีต้น-กลาง-ปลาย“หมุนรอบเชิงซ้อนที่พิเศษ” .....๔๘๐(๓๐๒) พุทธมีต้น-กลาง-ปลาย ของความเป็น“ตน”สำุดลึก ....๔๘๑(๓๐๓) “ความหมดสำิ้นตัวตน” ที่เป็น“ตถตา”ของมนุษย์ ...๔๘๒(๓๐๔) “คุณวิเศษ”แท้ คือ “ความหมดสำิ้นตัวตน”ที่เป็นจริง..๔๘๓(๓๐๕) ผู้มี“สำัญชาตญาณ”ที่เป็น“ตถตาในโลกุตระ”ก็มีอยู่ ....๔๘๕(๓๐๖) “อาชีพ”สำูงสำุดของความเป็น“คน”คือ “รับใช้” .......๔๘๘ 18(๓๐๗) ยังมีรายละเอียดของความเป็น“ธรรมะ ๒”อีกมาก ...๔๙๐(๓๐๘) ความเป็น“ธรรมะ ๒”ที่ยากจะเข้าใจ ก็ขั้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน