ยุทธวิธี ๘ ขั้นแห่งการเป็นผู้พิชิต (พาหุง๘).pdf
เนื้อหาในไฟล์
1 2 ยุทธวิธี ๘ ขั้นแห่งการเป็นผู้พิชิต (พาหุงฯ ๘ ที่พิสูจน์ได้) ค ำน ำ ทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ ล้วนต้องเผชิญกับการต่อสู้ ในรูปแบบ และจุดมุ่งหมาย ที่ผิดแผกแตกต่างกันออกไป ตามเงื่อนไขของสภาพแวดล้อม สัญชาตญาณ และความเจริญแห่ง ภูมิจิต ภูมิปัญญา ที่พัฒนาแปรเปลี่ยนไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย นับตั้งแต่การต่อสู้กับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ต่อสู้กับความทุกข์ทรมานของโรคภัยไข้เจ็บ ต่อสู้เพื่อครอบครองกรรมสิทธิ ในที่อยู่อาศัย ต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ ฯลฯ ของมนุษย์ ในยุคสมัยต้นๆ มาจนกระทั่งถึง การต่อสู้เพื่อครอบครองอาณาเขต ดินแดนต่างๆ ต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ต่อสู้เพื่อความอดอยากหิวโหย ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ฯลฯ ของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน จากการต่อสู้ในระดับบุคคล เงื่อนไขของการต่อสู้ ได้บีบรัดให้มนุษย์ผนึกรวมกันเข้า เพื่อร่วมกันต่อสู้กับภัยพิบัติ ทั้งทาง 3 ธรรมชาติและสังคม จนคลี่คลายขยายตัว เป็นขบวนการต่อสู้ อันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ แต่แทนที่การผนึกรวมกันเข้าของมนุษย์ จะช่วยให้มนุษย์ ได้พบกับชัยชนะในการต่อสู้ และอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข มันกลับก่อให้เกิดปัญหาอันยุ่งยาก และสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นทุกทีๆ จนกลายเป็นกลไกอันยุ่งเหยิงของสังคม ในระบบต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพล ผลักดันให้วิถีชีวิตมนุษย์ ให้ต้องด าเนินไปตามวงจร และค่านิยม ที่สังคมนั้นๆก าหนดขึ้น โดยปราศจากจิตส านึกที่แท้จริง ในการอยู่ร่วมกัน และความรู้ซึ้งถึงคุณค่าและความหมายของการมีชีวิตอยู่ อันนับว่าเป็นความปราชัย อย่างยับเยินที่สุดของมนุษยชาติ! สาเหตุส าคัญที่ท าให้มนุษย์ ต้องประสบกับความล้มเหลว ในการต่อสู้กับศัตรู ทั้งทางธรรมชาติและสังคมนั้น เพราะมนุษย์ มัวแต่ไปวุ่นวาย อยู่กับสิ่งเร่งเร้าภายนอกมากเกินไป
อ่านต่อ
จนละเลยและมองข้ามศัตรูส าคัญที่สุดของมนุษยชาติ อันคือ "สัญชาต ญาณสัตว์ป่า" ซึ่งครอบง าฝังลึกอยู่ในกมลสันดาน ของมนุษย์นั่นเอง ที่ท าให้สังคมของมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์เมือง มีสภาพไม่แตกต่างไปจากฝูงสัตว์ป่า ในด้านของความส านึกทางมโนธรรม 4 จึงกล่าวได้ว่า ศัตรูส าคัญ ซึ่งเป็นตัวการที่บ่อนท าลายมนุษยชาติ ให้ย่อยยับนั้น ก็คือ "สันดานดิบ" ที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของมนุษย์ปุถุชน ทั้งหลายนี้เอง เมื่อเห็นได้แล้ว พึงช่วยกันก าจัดเถิด สาธุชนทั้งหลายเอ๋ย! "ยุทธวิธี" ๘ ขั้น แห่งการเป็นผู้พิชิตนี้ มีเนื้อหาสาระ ในการที่จะช าระขัดเกลาหรืออบรมบ่มสันดานของมนุษย์ ให้มีจิตวิญญาณ อันบริสุทธิ์หมดจด และเจริญงามสูงส่ง เปี่ยมด้วยมโนธรรมส านึกอันไพบูลย์ จนอยู่เหนืออิทธิพลของสัญชาตญาณสัตว์ป่า เป็นผู้พิชิต ซึ่งได้รับชัยชนะเหนือตนเอง และเหนือโลก (โลกุตระ) อย่างแท้จริง โดยเรียบเรียง ถ่ายทอดจากค าบรรยายเรื่อง "พาหุง ๘ " (บทถวายพรพระ) ซึ่งบันทึกเสียงไว้ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ และได้แก้ไขปรับปรุง และเพิ่มเติมส่วนที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ก็ได้ตั้งชื่อเรื่องเสียใหม่ เพื่อความเหมาะสม ตามกาลสมัย ซึ่งบทถวายพรพระ หรือพาหุง ๘ นี้ โดยทั่วไป ก็ใช้เป็นบทสวดอ้อนวอน ขอความเป็นศิริมงคล อันเป็นลัทธิพิธี ตามความ 5 เชื่อของศาสนา แบบ "เทวนิยม" ซึ่งเป็นแบบอย่างของลัทธิ ยอมจ านน ที่สอนให้คนงอมืองอเท้าไม่ต่อสู้กับชีวิต โดยยกอ้างอ านาจลี้ลับ ของผีสางเทวดา มาพะเน้าพะนอความอ่อนแอของตนเอง อันไม่ใช่วิสัยของชาวพุทธ ที่แท้จริงเลย รายละเอียดต่างๆ ก็จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ เพราะภายในเนื้อเรื่อง ก็ได้บรรยายไว้ อย่างแจ้งกระจ่างอยู่แล้ว จนคิดว่าบางที ความแจ้งกระจ่างของเนื้อหาสาระ อันเป็นแก่นแท้ อาจท าให้เกิดความกระทบกระเทือน แก่ผู้ที่ยังติดอยู่ในสภาวะนั้นๆ ก็ขอความกรุณา โปรดอย่าได้ขัดเคือง หรือขุ่นข้องหมองใจเลย เพราะผู้บรรยาย มีแต่ความจริงใจและบริสุทธิ์ใจ ที่จะแสดงสารัตถะแห่งสัจธรรม ให้ปรากฏอย่างชัดเจน ด้วยกุศลเจตนาแท้ๆ มิได้มีอคติแต่ประการใดเลย พระพุทธพจน์ว่า "ผู้ชี้โทษ นั่นแหละคือ ผู้ชี้ขุมทรัพย์" ในที่สุดนี้ ก็จะเว้นกล่าวเสียมิได้ก็คือ การที่หนังสือเล่มนี้ ส าเร็จเป็นรูปเล่มขึ้นมาได้ ก็ด้วยความเอื้อเฟื้อของคุณ "พยนต์ เทียนประเสริฐ" และมิตรสหาย ซึ่งเป็นผู้รับภาระในการจัดพิมพ์ จนส าเร็จลุล่วงมาได้ด้วยดี จึงขออนุโมทนาสาธุการไว้ ณ ที่นี้ด้วย 6 และขออานิงส์ ในสารัตถะแห่งหนังสือนี้ พึงได้แก่สาธุชนทุกๆท่าน ผู้อ่าน ด้วยวิจารณญาณอันยิ่ง เทอญ อัตตา หเว ชิตัง เสยโย ชนะตนนั่นแหละเป็นดี จากชาวอโศก เพื่อมวลมนุษยชาติ ล าดับต่อไปนี้ จะบรรยายเกี่ยวกับค าที่ได้สวดกัน ฟังกันมามากมาย คือ บทสวดมนต์ ชื่อ "พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ฯลฯ" ที่เคยได้ฟังกันมา เป็นพาหุงสั้นๆ หรือเป็นพาหุง ทั้ง ๘ บท ยาวเต็มก็ตาม ณ ที่นี้ จะบรรยายให้ฟัง ครบกันอย่างจะจะ ทั้ง ๘ บท ๘ ขั้น ทีเดียว ที่ได้ฟังกันมาแล้ว ก็ได้ยึดหลงกันคิดว่า บทสวดพาหุงฯ นั้นเป็น "คาถา" กันโน่นกันนี่ กันผีกันสาง ท าให้สมจิตสมใจ ในสิ่งโน้นสิ่งนี้ เที่ยวให้ส าเร็จผล อย่างโน้นอย่างนี้ มีฤทธิ์มีเดช อย่างโน้นอย่างนี้ นั่นเป็นความเชื่อถือยึดถือที่งมงาย เพราะอะไร มีเหตุมีผล อย่างไร? ผู้เชื่อนั้นก็ไม่รู้ เราได้ยินติดหู ภาษาบาลี 7 "พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ...ฯ” เราก็นึกว่าเป็น "คาถา" แหม! ดีจริงๆ ขลังจริงๆ ทั้งๆที่ เราไม่รู้เลยทั้งหมดว่า หมายความว่าอะไร? นอกจากได้รับมา โดยเป็นการสวดร้องหมู่ "พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตโฆระสะเสนะมารัง ทานังทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ" บท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ เขาแปลว่า "ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น" อันนี้เป็นบทจบ ของทั้ง ๘ บท ที่สวดเป็นพาหุงยาวๆ เป็นบท "ขอ" หนะ! ที่จริงพระพุทธเจ้า ท่านไม่เคยสอนเรื่อง "ขอ" และไม่มีบทสวด "ขอ" ไม่มีการสวดอ้อนวอน เพราะศาสนาพุทธ ไม่ใช่ "เทว นิยม" ไม่ใช่ศาสนาที่มี "พระเจ้า" (GOD) บันดาล เหมือนศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ฯลฯ เป็นต้น 8 ศาสนาพุทธ ไม่ได้มีพระจิต พระวิญญาณ คอยแผลงฤทธิ์ แผลงเดช ประทานนั่นบันดาลนี่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ เห็นยิ่งไปกว่า "ศาสนา" ซึ่งมีความเชื่อใน "เทวนิยม" ในเรื่อง"จิต" เรื่อง "วิญญาณ" แบบเก่าๆเดิมๆ หรือจะเรียก "พระจิต" เรียก "พระวิญญาณ" ตามภาษาศาสนาทางตะวันตกก็ตาม พระพุทธเจ้า เป็นพราหมณ์เป็นฮินดูมาเก่า เคยถูกสอนให้เชื่อ ให้"ขอ" ต่อเทวะ ต่ออาตมันมาก่อน แต่แล้วพระองค์ก็มาตรัสรู้ แจ้งในอาตมัน ตรัสรู้แจ้ง ในเทวะทั้งหลาย อย่างแจ่มชัดแท้ แล้วก็สอนผู้คน ให้รู้แจ้งตาม ศาสนาพุทธเน้น "กรรม" อันคือ "การงาน หรือการกระท า" ของใครก็ของใคร นั่นแหละ คือมี"การกระท า" เป็นของๆตน ใครท าดี ก็ได้ดีนั้น ใครท าชั่ว ก็ได้ชั่วนั้น หรือ ยิ่งไปหลงพึ่ง "ขอ" เอากับวิญญาณภูต วิญญาณผี วิญญาณเทวดากเฬวราก ที่ต ่าที่ต้อยยิ่งกว่าวิญญาณ "พระเจ้า" ก็ยิ่งเป็นศาสนาต ่าต้อย ยิ่งกว่าศาสนาที่มี "พระเจ้า" ไปใหญ่ ก็ยิ่งไม่ได้เรื่องเลย ยิ่งเหลวยิ่งแย่! นี่คนสมัยต่อมา เป็นอาจารย์รุ่นหลัง แต่งบทสวดพวกนี้ขึ้น แล้วก็ใช้เป็นบทขอ อ้อนวอนขอ กราบกรานขอ อ่อนน้อมขอ เดินเวียนรอบขอ ไปเอาอย่างศาสนาอื่น ที่เขามี "พระเจ้า" (GOD) 9 ประทาน หรือบันดาลซะนี่! ซึ่งการสวดขอเอานั้น ไม่ได้! มันไม่ได้ มันเป็นการขอที่ไม่ได้ เราต้องเป็นคนช่วยตัวเอง ท าเอาเอง และ จะได้เอง มันถึงจะดี แต่เอาเถอะ จะขอหรือไม่ขอก็ตามแต่ ถ้าเราน้อมใจของเรา ตั้งอธิษฐานว่า อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ไปเป็นมงคล! มงคลหรือความดี หรือเป็นชัยมงคล มันก็ดีละ "ชะยะมังคะลานิ" ชัยมงคลมันดี ที่มีชัยมีมงคลตามว่า แต่มงคลหรือความดีตามว่านี่ เราควรจะได้อย่างไร? เป็นยังไง? บทพาหุง ทั้ง ๘ อาจารย์ เกจิอาจารย์รุ่นหลัง (คือ ไม่ใช่คาถาของพระพุทธเจ้าตรัสไว้) ได้ไปเรียบเรียงเอาประวัติของพระพุทธ เจ้า ที่พระพุทธเจ้าท่านได้แสดงปาฏิหาริย์ก็ดี หรือว่า แสดงความเก่งกล้าสามารถ โดยการปราบมาร ปราบยักษ์ ปราบเดรัจฉาน ที่โง่เง่ามืดมัว เพราะว่าเมามัน เมาสิ่งที่คนหลง แล้วก็ปราบคนใจหยาบอ ามหิต ปราบคนที่มันจอมลวงโลก หรือว่าปราบไป จนกระทั่ง ถึงนักบวชที่อวดดีหลงตน ปราบนาค เรียกว่า พญานาคก็ได้ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง พญานาค หมายถึงอะไร? คนต่างๆ หมายถึงอะไร? เดี๋ยวจะเข้าใจ 10 ปราบพญานาค ไปจนกระทั่งถึงพระพรหม ปราบหมด เป็นความสามารถ ที่พระพุทธเจ้าของเราท่านได้แสดง หรือได้กระท ามาแล้ว ในประวัติของท่าน ที่เราได้ฟังได้ยินมา แล้วพระเกจิ อาจารย์รุ่นหลังๆ ก็ไปเอามาแต่ง เรียบเรียงเข้า ร้อยกรองเข้า พระพุทธเจ้าของเรา ที่เรียกว่า พระจอมมุนี หรือเรียกว่า พระบรมศาสดา เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้แล้วแต่ เป็นผู้ที่ได้ผ่านการชนะ หมายความว่า ชนะมาหมดทุกอย่าง ตั้งแต่แสนร้ายกาจที่สุด ไปจนกระทั่ง เก่งที่สุดขนาดไหนๆ พระพุทธเจ้าชนะมาหมด นี่เป็นความดี เป็นความที่น่าสรรเสริญ เป็นสิ่งที่เราควรจะเอาแบบอย่าง ถ้าเราฟังพาหุง ๘ บทแล้ว เราท าความเข้าใจให้ได้ ทั้ง ๘ บทว่า หมายความว่าอย่างไร? แล้วเราก็มีการประพฤติ เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า เจริญรอยไป ตั้งแต่บทที่ ๑ ที่กล่าวมาแล้วเมื่อกี้นี้ ภาษาบาลี ซึ่งแปลความเป็นไทย บทที่ ๑ ตั้งแต่ พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง... (จนถึง) ชะยะ มังคลานิ ที่กล่าวไว้แล้ว แปลเป็นไทย แล้วเขาแปลกันไว้ว่าอย่างนี้ "พระจอมมุนี ท่านได้ช านะพญามาร ผู้นิรมิตแขนมากตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่คชสารครีเมขละ พร้อมด้วยกองทัพมาร โห่ร้องก้องกึก ท่านเอาชนะได้ด้วยธรรมวิธี มีทานบารมี เป็นต้น 11 นี่ ค าแปลว่าอย่างนี้ ถ้าฟังดูเผินๆ การเล่าถึงว่า พระพุทธเจ้า ชนะพญามาร ที่มีแขนยุบยับไปหมดตั้งพัน และแขนตั้งพันนี้ ถืออาวุธหมด ถือทุกๆมือเลย ครบมือ ขี่พญาช้างสารครีเมขละ มีเสียงโห่ร้อง ของเสนาพลพรรคพวกมารทั้งหลาย มาพร้อมเลย อย่างนี้ เราวาดรูป หรือเราปั้นรูป แสดงเป็นพญามาร ที่มีแขนตั้งพัน ถ้าเราไปเข้าใจถึงว่ารูปร่าง คอยคิดเอา ด าริเอา หรือปั้นเอา ว่ารูปร่างของพญามารนั้นแหละ ปั้นแขนเข้าไปตั้งพันแขน ถืออาวุธครบมือ ตั้งพัน แล้วก็ขี่ช้างสารมา มีเสนามาร ถือมีดถือง้าว ถือหอก โห่ร้องกึกก้องมาอย่างนั้น เราก็เห็นเป็นรูปร่าง คงจะมีอ านาจมากทีเดียวล่ะ! ถ้าเราเห็น เราคงจะวิ่งหนี ก็คนตั้งพัน หอกดาบอะไร เต็มไม้เต็มมืออย่างนี้ ต้องวิ่งหนีแน่ พระพุทธเจ้าเอง ท่านสามารถเอาชนะสิ่งที่เรียกว่า ถ้าคนมีรูปอย่างนี้ หรือว่า สัตวโลกชนิดไหน ที่มีรูปร่างอย่างนี้ ถือมีดถือหอกถือดาบมาอย่างนี้ น่ากลัว มีเสียงโห่ร้องส่งมากึกก้องเสียด้วย ซึ่งถ้าใครพาซื่อ หลงบัญญัตินั้น เป็นรูปธรรมโท่โล่ๆ อย่างนั้นแล้วละก็ ชีวิตของคุณทุกคนนี่นะ ไม่มีทางที่จะเจอพญามารแบบนี้เลย เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด กี่ร้อยชาติพันชาติ ก็ไม่เจอมารที่มีมือตั้งพัน ถือมีดถือหอกดาบมาตั้งพันมือ มีเสนามาร ร้องโห่ 12 กึกก้องมาอย่างนี้ ไม่มีหรอก ! คุณไม่เจอหรอก ! แต่คุณจะเจอพญามาร ที่มันร้ายกาจ เหมือนกับมันมีมีดเป็นพันมือ ถืออาวุธครบมาทั้งพันมือ จะเจอ"ตัวแท้" ตัวจริงด้วย ถ้าคุณเข้าใจ ใสสว่างเป็น "สัมมาทิฏฐิ" ได้ เมื่อไรคุณจะพบมารพวกนี้ ฟังดีๆ ! มันโห่ร้องยั่วยวน กวนใจ มาก าหราบให้คุณกลัว ให้คุณยอมสิโรราบ ถ้ามันจะสั่งให้คุณท าเลว ขนาดไหน คุณก็จะท า คุณกลัวมาร มารมันยิ่งยวน มันบังคับขู่เข็ญ ใช้มีด ใช้อ านาจต่างๆ ใช้หอกใช้ดาบทิ่มแทง พยายามที่จะบังคับ ให้คุณท าชั่วท าเลวยังไง คุณก็ท า เพราะคุณกลัวมัน กลัวมารนี้ คิดให้ดี ถ้ามารอย่างนี้แล้วละก็ ไม่เห็นตัว ไม่มีมือไม่มีแขน ให้เห็นโท่โล่ๆหรอก ! แต่มันเหมือนมีแขนมีมือให้เห็น มันขู่คุณทุกเวลา บางที คุณก าลังไม่อยากท าในสิ่งนี้ เป็นสิ่งเลว แต่มันก็บังคับคุณเหลือเกิน บังคับคุณให้ท า คุณรู้ว่าสิ่งนี้ชั่ว คุณก็รู้ แต่ก็ถูกบังคับไป เหมือนมีมาร มันถือมีดถือหอกถือดาบ ทิ่มแทงให้คุณท า การกระท าชั่ว การกระท าเลวอย่างนี้ โดยที่คุณรู้คุณเห็นอยู่ คุณเข้าใจอยู่ว่า เป็นของไม่ดี แต่ก็เหมือนพญามารบังคับอยู่ นั่นแหละ มารที่เจ้าของเอง จะเห็นจะรู้ คนเราทุกคน จะเห็นจะรู้ในชาตินี้ ไม่ต้องชาติไหน อย่างนี้แล้วล่ะก็ ได้ผล ถ้าใครเข้าใจธรรมะ ซึ่งเป็น 13 ธรรมาธิษฐาน ที่แปลออกมาแล้ว ไม่ต้องไปปั้นรูป จะเป็นพญามาร ขี่คอช้าง มีมือตั้งพันมือ ไม่ต้องแปลงรูป เป็นปุคลาธิษฐานอย่างนั้น แต่เป็นความเลวบังคับใจคุณ ให้คุณท าสิ่งนั้น นั่นแหละ "ตัวมาร" มันจะเจอมาจากไหนก็ช่าง มันอาจจะเป็นเจ้านาย ห้าร้อยคน คนละ ๒ มือ ก็มีแล้วพันมือ และบีบบังคับให้คุณท าความชั่วนั้น คุณไม่ยอมโกง แต่เจ้านายอีกห้าร้อยของคุณโกง แล้วบีบบังคับให้คุณโกงด้วย นี่แหละเจ้านาย หรือว่ามารพันมือละ ซึ่งบังคับคุณ ถือหอกถือดาบบังคับให้คุณโกงตาม คุณรู้อยู่อย่างนี้แล้ว คุณก็แพ้มัน คุณสร้างท าความชั่วนี้ ก็เหมือนกับถูกมาร ที่ยื่นหอกยื่นดาบ เอามีดทิ่มแทง บังคับขู่เข็ญให้คุณท า เสร็จแล้ว คุณชนะความชั่วไม่ได้ พ้นความชั่วไม่ได้ คุณท าความชั่วนั้น เรียกว่า คุณแพ้มาร ถ้าคุณเอง หาทางปลีกออก ไม่ยอมเป็นทาสพญามาร แม้จะมีพันมือ เอาหอกเอาดาบทิ่มแทง คุณก็ไม่ยอม ปลีกตัวหนีเสีย ไม่ยอมร่วมมือ นี่คุณรู้ชัดว่า นี่เป็นความชั่ว คุณไม่ท าเลย ใครผู้ใดก็ตาม ถ้าท าได้อย่างนี้ แน่นอน ชนะมารที่มีมือตั้งพัน หรือถืออาวุธครบ จริงๆด้วย อย่างนี้คุณจะพบ อย่างนี้คุณจะต้องท า 14 แม้มารจะมีมือเพียงสองมือสามมือ ถือมีดมาทิ่มแทงคุณ ก็อย่าท า อย่าว่าแต่มารมีอาวุธครบพันมือเลย มารเล็กๆน้อยๆ แม้จะมีหอกมีดาบมาทิ่มแทง ให้คุณท าชั่ว คุณก็อย่าไปท า อาจจะเป็นพ่อเป็นแม่คุณนี่แหละ บังคับให้คุณท าชั่ว ทั้งๆที่คุณรู้ว่าความชั่ว เหมือนพ่อแม่บังคับ เหมือนกับถือมีดถือหอกถือดาบ นี่แหละบังคับ แล้วคุณก็จะต้องท าชั่วอย่างนี้ เพราะพ่อแม่บังคับ หรือเพราะพี่น้องบังคับ เพราะญาติโกโยติกาบังคับ เพราะเมียคุณ เพราะผัวบังคับ เพราะลูกบังคับ เพราะแฟนบังคับ เพราะเจ้านายบังคับ ก็อย่าได้ล่วงละเมิดกระท า เป็นอันขาด คุณต้องชนะทุกประเภท แม้แต่มีมือตั้งพันมือ คุณจะต้องชนะให้ได้ บังคับคุณถือหอกถือดาบ ก็ต้องบังคับตัวเอง ชนะมารอย่างนี้ให้ได้ ยิ่งมารมีมือเดียว ถือหอกถือดาบ ยิ่งอย่าไปยอมแพ้ เป็นอันขาด ถ้าเรารู้ได้ว่า ความชั่วอย่างนี้ เรียกว่า บทที่ ๑ ของพาหุง บทถวายพรพระ ผู้ที่เป็นพระได้ ต้องเป็นคนอย่างนี้ เป็น"พระ" คือ "ผู้ประเสริฐ" คือ"คนดี" อย่าเพิ่งไปหลงเข้าใจว่า "พระ" คือคนโกนหัว ห่มจีวร อยู่เพียงเท่านั้นเป็นอันขาด ผู้ที่เป็น"พระ" ได้ ต้องเอาชนะมาร ที่อยู่เหนือหัว(ใจ) ของเราได้ มีดหอกดาบ คมแหลมหลาวอะไรก็ตามแต่ รู้ว่าไม่มีใครบังคับ 15 เราได้ เอาหอกทิ่มแทงต าลงไป คมหอก คมดาบ คมมีด คมปืน อย่าไปให้ตัวเองชั่วลงไป เพราะคมหอก คมดาบ คมมีด คมปืน อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้ชนะ พระพุทธเจ้าเอาชนะ แม้แต่มารมือตั้งพัน ทนได้สู้ได้ เอาชนะได้ ไม่ล่วงละเมิดความชั่วเลย อย่างนี้เป็นอันต้น ท่านบอกไว้ในนี้ว่า ท่านเอาชนะมารเหล่านั้นได้ ด้วยวิธีอะไร? ด้วยวิธียอมเสียสละ ยอมให้ไป ไม่เอาด้วย ภาษาบาลี แปลว่า ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ชนะลงแล้ว ด้วยทานบารมี สละไป ไม่ยอมเอาด้วย อย่างนี้เรียกว่า ชนะด้วยการไม่เอาด้วย เมื่อกี้นี้ ยกตัวอย่าง นายของคุณ ๑๐ คน ๒๐ คน มีมือ ๒๐ มือ ๔๐ มือ หรือว่านายร้อยคน เหนือคุณ มีมือสองร้อยมือ มาบังคับขู่เข็ญคุณ ให้คุณท าชั่วตาม โกงตาม คอรัปชั่นตาม เพราะนายเขาคอรัปชั่นหมดแล้ว บีบบังคับให้คุณคอรัปชั่น คุณก็อย่าเป็นอันขาด อย่าไปเอาด้วย ให้เขาไป เขาจะโกงเขาจะกินอย่างไร ให้เขาไป เรายกเลิก ถ้าเราอยู่ด้วยไม่ได้ ลาออก ให้มันตายไปเลย ไม่ท าชั่ว เมื่อรู้ชั่วแล้ว ต้องเลิก อย่างนี้นี่เรียกว่า เราชนะมาร ด้วยการรู้ดีรู้ชั่ว มารจะมีฤทธิ์มีเดช แข็งขันเก่งกล้า ใหญ่อย่างไร เรา 16 ก็ชนะด้วยการยกเลิก เสียสละ ไม่เอาด้วย ยอมให้ไปเลย ไม่พยายามที่จะไปแย่งมา หรือไม่พยายามไปสุมหัว ร่วมกับเขาท าชั่ว อย่างนี้เรียกว่าเป็น "การกระท า" (กรรม) ถ้าใครเข้าใจ พาหุง บทที่ ๑ นี้ ผู้นั้นก็จะเอาไปท าประโยชน์ได้ เอาไปก่อประพฤติ ปฏิบัติตน ให้มันเป็นธรรม ไม่ให้ละเมิดความชั่ว ถ้าใครท า ผู้นั้นก็ได้ทันที ไม่ต้องมาสวด ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ไม่ต้องมาขอ ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า พระชัยมงคล ไม่ต้อง! คุณท าเอง ไม่ต้องไปฟังพระสวดก็ได้ ได้จริงๆด้วย ถ้าคุณเข้าใจจริงๆแล้ว หรือฟังสวดก็ได้ประโยชน์ ถ้าคุณรู้เรื่อง แปลออก และหรือพอฟังแล้ว มันก็มีฤทธิ์ เตือนคุณ เร่งให้คุณละชั่วนั้นๆได้ แต่ถ้าได้ฟังพระสวดเฉยๆ สิ คุณไม่ได้อะไร ฟังพระสวดเสร็จแล้ว คุณก็ไปนั่งท าชั่ว มันจะได้อะไร คุณไม่ประเสริฐ คุณไม่ได้เป็นพระ คุณจะเป็นพระได้ คุณต้องชนะความชั่วอย่างนี้ นี่ พาหุง บทที่ ๑ นะ 17 บทที่ ๒ มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ค าสุดท้าย ลงท้ายเอา ชิตะวา มุนินโท หมายความว่า พระพุทธเจ้าเอาชนะได้ มุนินโท หมายถึงพระพุทธองค์ ชิตะวา หมายความว่า เอาชนะได้ แปลเป็นไทย บทนี้ก็มีว่า "พระจอมมุนี ได้ชนะอาฬวกะยักษ์ ผู้มีจิตกระด้าง ปราศจากความอดทน มีฤทธิ์ยิ่งกว่าพญามาร เข้ามาต่อสู้ ยิ่งนัก ด้วยวิธีทรมาน เป็นอันดี คือขันติฯ" ข้อนี้หมายความว่า พระจอมมุนีได้เอาชนะยักษ์ ตอนนี้ชนะยักษ์ เมื่อกี้นี้ชนะมาร ชนะอาฬวกะยักษ์ ผู้มีจิตแข็งกระด้าง แต่ไม่อดทนเสียด้วยสิ! ปราศจากความอดทน ยักษ์นี่ขี้ขลาด ! ไม่อดทนหรอก ฉะนั้น ใจที่ยังแข็งกระด้างนั่นแหละ ไม่ดี แต่เขามีฤทธิ์นะ มีฤทธิ์ยิ่งกว่าพญามาร ยักษ์เข้ามาต่อสู้ พระพุทธเจ้าท่าน 18 เอาชนะได้ด้วยวิธีทรมาน คือพระองค์มีขันติ ใช้ ขันตีสุทันตะวิธินา ใช้ขันติบารมี ใช้ขันติเป็นสิ่งที่เอาชนะได้ ชนะพญายักษ์ได้ เอาละคราวนี้แหละ ถ้าคุณฟังแล้ว คุณก็ไปนึกถึงสิ หน้าตาแบะๆ ตาโปนๆ เขี้ยวออกมาสองเขี้ยว สีเขียวสีขาวอะไรก็ตาม ถือไม้กระบอง เพ่นพ่าน ขาโตๆ มือโตๆ ตัวใหญ่ๆ อย่างนี้เขาเรียกว่า เราปั้นรูปเอามาดู หรือมาว่ามาขู่กัน ให้เห็นว่ามันน่ากลัว ว่ายักษ์นี้ เป็นแล้วน่ากลัวน่าเกลียดน่าชัง แต่ถ้าเรารู้ถึงหัวใจของยักษ์แล้ว ยักษ์นี้เป็นผู้มีจิตกระด้าง ปราศจากความอดทน การที่จิตกระด้างนี้ มีจิตไม่อ่อนโยน ไม่สุภาพ มีจิตแข็งกระด้าง กับการที่ปราศจากความอดทน อย่างนี้ เราเรียกว่ายักษ์ ถ้าไปนึกถึงยักษ์ ที่ถือไม้กระบอง เที่ยวแยกเขี้ยว เที่ยวตาโปนๆ ปากแบะๆแล้วละก็ คุณเกิดอีกร้อยชาติ คุณก็ไม่เจอยักษ์ ที่คุณจะต้องปราบ ต้องเอาชนะ หรือยิ่งไปหลงใน "ภวตัณหา" อยู่ดีไม่ว่าดี ไปหลงว่า "ยักษ์" คือตัวลึกลับชนิดหนึ่ง ที่หลอกกันมอมเมากัน ต้องหลับตาบ าเพ็ญ ถึงจะเห็นได้บ้าง หรือไม่หลับตาล่ะ ลืมตากันโพลงๆ ก็เห็นรูป สัมผัสร่างกันได้แล้ว ก็ไม่เข้าใจแท้ ใน"ยักษ์" ได้กันสักที ก็ซวยกันไปกี่ชาติ ก็งมงายกันอยู่ เท่านั้นๆ 19 "ยักษ์"อย่างนี้ก็มีจริง มีกับเฉพาะผู้ยัง"ไม่หมดอัตตา" ปัญญา ขั้น "อนัตตาธรรม" ยังไม่ขึ้นสู่จิต จิตยังมีความหลงผิดใน "อสรีระ" ว่าเป็น"สรีระ" ก็จะยังได้ถือว่า จิตของผู้นั้น ยังอ่อนกว่ายักษ์ เสียด้วยซ ้า จึงยังถูกหลอกอยู่ได้ แต่ถ้าคุณนึกถึง "ยักษ์" ที่หมายถึง จิตปราศจากความอดทน ที่หมายถึง จิตแข็งกระด้าง คุณจะเจอ "ยักษ์" ทุกวัน โดยเฉพาะ ที่จิตของคุณเอง คุณดูจิตของคุณเถอะ ถ้าจิตใดของคุณ มันไม่สุภาพ มันหยาบคาย จิตของคุณมันไม่อดทนเอาเสียเลย จะโน้มน้อมไปในทางที่ถูกกว่า ดีกว่าสูงกว่า มันก็ไม่ยอมสักที ยังพะว้าพะวัง ติดที่ผิด ติดที่ต ่า หลงที่ไม่สูงจริง อยู่นั่นแล้ว! นี่คือยักษ์ จะท าการท างาน จะคิดโน่นคิดนี่ ท าคุณงามความดี จะท าให้ใจตัวเอง มันสุภาพเรียบร้อยอ่อนโยน ก็ท าไม่ได้ เพราะใจมันแข็งกระด้าง ใจมันมีฤทธิ์ ใจมันอยากท าตามใจ อยากจะอ่อนโยน มันก็ไม่อ่อนโยน จะแข็งกระด้างอยู่อย่างนั้นแหละ ดูเหมือนมันแข็งมันแรง ดูเหมือนมันมีฤทธิ์มีคุณ แต่แท้จริงแข็งกระด้าง ไม่ได้แข็งดี แรงร้าย ไม่ใช่แรงดี มีฤทธิ์เลว ไม่ใช่ฤทธิ์ดีมีคุณหลอกๆ ซึ่งที่แท้ๆนั้นเป็นโทษ จะอดทนไอ้โน่นนิด ไอ้นี่หน่อย ก็ไม่อดทน ที่จะ 20 ท าอะไรดีขึ้นมาหน่อย ก็ไม่กล้า ไม่อดทน เขาถึงเรียกว่ายักษ์ เรียกอีกภาษาหนึ่งว่า "อสุรกาย" ค าว่า "อสูร-อสุรา" ถ้าใครเรียนหนังสือมา จะเคยได้ยิน อสุรา แปลว่ายักษ์ เคยได้ยินไหมล่ะ? อสุรา แปลว่ายักษ์ ใครเคยได้ยิน ถ้าเรียนมา ทุกคน ไม่มีพลาดแหละ เพราะว่า อะ แปลว่าไม่ สุระ แปลว่ากล้า อสุร ก็แปลว่าไม่กล้า ใจที่มันไม่มีความกล้า ใจที่มันปราศจากความอดทน ใจที่มันแข็งกระด้าง อย่างนี้คือ "ยักษ์" อย่าไปนึกถึงรูปถึงร่าง ที่เขาปั้นรูปไว้เลยเป็นอันขาด เราต้องนึกถึงยักษ์ที่อยู่ในคน ยักษ์คือหัวใจ คือวิญญาณ การที่มันเป็นรูปร่างอย่างนี้ จิตใจมันเป็นอย่างนี้ อย่างที่กล่าวแล้ว ถ้าเราเข้าใจ เป็นธรรมาธิษฐาน เข้าใจถึงจิตในจิต ถึงธรรมในธรรม คือ เป็นแบบอธิบายเนื้อหาสาระ ของพระธรรมแท้ๆแล้ว คุณจะเข้าใจเลย มันหมายถึงจิตใจ หรือหมายถึง วิญญาณของเราที่ "ดี" (กุศลธรรม) หรือที่ "ชั่ว" (อกุศลธรรม) ถ้าเราไม่มีใจสุภาพ เป็นความใจไม่กล้า นั้นแหละ เราก าลังเป็นยักษ์ รูปร่างหน้าตาเรา อาจจะไม่เป็นยักษ์หรอก แต่หัวใจเรา 21 เป็นยักษ์ พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ท่านชนะโดย ธรรมาธิษฐาน คือ ชนะสิ่งที่ถือว่าเป็นยักษ์แบบนี้ แต่ท่านไม่ได้ชนะ โดยไปตีรันฟันแทง เอาปืนไปสู้กับไม้กระบองยักษ์นะ ในนี้ก็บอกอยู่แล้วว่า ท่านเอาชนะยักษ์ด้วย "ขันตีสุทันตะวิธินา" คือ ใช้ขันติ ความอดทน อย่างยิ่งยวด แทนที่จะเป็นคนไม่รู้จักอด ไม่รู้จักทน ท่านกลับเป็น ผู้อดทนอันยิ่งยอด เอาชนะยักษ์ได้ คิดให้ดี นี้เป็นค าสอนที่ดี ถ้าเราฟังรู้เรื่อง ถ้าเราฟังค าสอนอันนี้ แล้วเอามาประพฤติตามซิ เอาไปอ่าน (ตรวจสอบในจิตของตน) เห็นว่าเป็นยักษ์ ใช่ไหมเอ่ย ? ยักษ์มันอยู่ในตัวเรา ใช่ไหม? ถ้ายักษ์มันอยู่ในตัวเราแล้ว ก็ชนะมัน ด้วยความอดทน ขันติบารมี อดกลั้น ฝืน ให้กล้าทีเดียว แล้วเราจะชนะยักษ์อย่างนี้ แล้วคุณจะเห็นยักษ์ ฟังแล้วมีประโยชน์ ไม่ใช่ไปนั่งสวดอ้อนวอนกัน "ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคลานิ" ขอชัยมงคลทั้งหลาย ด้วยเดชะแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น "ขอ"ให้ตาย มันก็ไม่มี ยี่สิบตาย ห้าสิบตาย ร้อยตาย พันตาย ร้อยชาติ ห้าหมื่นชาติ มันก็ไม่ได้ "ขอ"อย่างไรก็ไม่ได้ ต้องท าเอา และต้องรู้ด้วยปัญญาว่ายักษ์คืออะไร? ยักษ์ที่พระพุทธเจ้าท่านสู้ ก็ต้องเก่งกว่ายักษ์ที่เราสู้ จะขู่จะกดข่ม หรือว่ามันจะดื้อรั้น หรือมันจะแข็งแรงกว่าเรา เราเองจะเอาชนะมัน ตามภาษา เรารู้ 22 ได้ที่ใจว่า ใจของเราเอง มันจะแข็งกระด้างเท่าไหนๆ เราก็ฆ่ามันเท่านั้นๆ มันไม่รู้จักอดจักทน หัดทนเข้า แล้วเราจะเป็นผู้ชนะยักษ์ นี่ พาหุง บทที่ ๒ "มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติงฯ" นี่แหละ พาหุง ข้อที่ ๒ จ าไว้ อย่าไปเที่ยวได้ฟังพาหุง สวดเสร็จ เสร็จ ยิ่งเป็นภาษาบาลี ยิ่งยอด กันโน่นกันนี่ กันยักษ์กันมาร อันลอยลมเพ้อพก เป็นอันขาด หรือไม่งั้นก็เกิดผล ลาภ ยศ อะไรอย่างนั้นอย่างนี้ หวังเพ้อ ลมๆแล้งๆ มันไม่ใช่หรอก! มันจะต้องท าความเข้าใจ แล้วก็ท า เอาไปประพฤติเอง ไม่ใช่เรื่องลึกลับ ! ไม่ใช่เรื่องขลัง ! เป็นเรื่องความรู้ ความประเสริฐ ความจริง จงเอาไปปฏิบัติให้ได้ ถ้าปฏิบัติได้ เราก็จะเป็นผู้เจริญ เจริญยิ่งๆ ไม่ใช่เจริญด้วยพุทธชัยมงคล อ่านเป็นภาษา อย่าฟังแต่เพียงเสียง แต่เจริญด้วยพุทธชัยมงคล แบบเราชนะด้วยคุณงามความดี ชนะด้วย"กรรม" อันคือ "การกระท าแท้ๆ ให้มี"พุทธ" ให้มี"มงคล" ปรากฏขึ้นที่ตนจริงๆ เราชนะด้วยการกระท าความดี ให้เกิดที่ตัวของเรา เรียกว่า พุทธชัยมงคลแท้ ไม่ใช่ว่า เราไปนั่งสวดเอา หรือไปฟังสวดเด๋อๆ แล้วได้พระชัยมงคล ไม่ใช่นะ! นี่เป็นบทที่ ๒ 23 บทที่ ๓ นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวามุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ บทนี้ชนะอะไร เอาแปลก่อน แปลให้ตรงตัว "ชนะช้างตัวประเสริฐ" ที่ชื่อว่า "นาฬาคิริง" เป็นช้างเมามันยิ่งนัก แสนที่จะทารุณ ประดุจเพลิงป่า มีจักราวุธและสายฟ้า ด้วยวิธีรดลงด้วยน ้า คือพระเมตตา "เมตตัมพุเสกะวิธินา" นี่สิส าคัญ ชนะด้วยอะไร ท่านเอาชนะด้วย "เมตตัมพุเสกะวิธินา" ชนะด้วยเมตตาธรรม ทีนี้ช้างตัวนี้ มันแสนจะทารุณ มีจักราวุธ มีสายฟ้า มันร้ายกาจมากนะช้างตัวนี้ ถ้าใครเคยได้ฟังประวัติของพระพุทธเจ้า ก็คงรู้ ชื่อว่านาฬาคีรีตัวนี้ เป็นช้างเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive