8888อัฏฐาริย รวมปก.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์60 MB
วันที่แก้ไข21 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

1 2 3 4บวชมา ๔๕ ปี มีอะไร...............๕รักแท้ตราบนิจนิรันดร์...............๖๗๑. รักศาสนา...............๖๙ พระโพธิสัตว์กับความรักความเมตตาต่อสตรีเพศ.....๗๓๒. รักษ์โลก...............๗๗๓. รักมนุษย์ ด้วย....บุญญาวุธ ๗ ประการ.....๘๓ ๑. อาหารมังสวิรัติ...............๘๕ ๒. ตลาดอาริยะ...............๘๙ ๓. กสิกรรมไร้สารพิษ.............๙๑ ๔. สุขภาพบุญนิยม.............๙๕ ๕. การศึกษาบุญนิยม.............๑๐๑ ๖. การสื่อสารบุญนิยม..........๑๐๓ ๗. การเมืองบุญนิยม............๑๐๕ฉลองครบรอบ ๘๘ ปี ๘ เดือน ๘ วัน “อัฏฐาริยสัจจายุ” วันแห่งความรัก ของ รัก รักพงษ์พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ จ�านวน ๕,๐๐๐ เล่มจัดพิมพ์โดย ธรรมทัศน์สมาคม ๖๗/๗-๘ ถ.นวมินทร์ ซ.๔๔ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. 10240 โทร.0-2347-4506, 095-618-9154 Email: [email protected] www.boonniyom.netพิมพ์ที่ หสน.ห้องภาพสุวรรณ ๑-๓ ถ.วิสุทธิกษัตริย์ แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กทม. 10200 โทร. 0-2282-5653ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นายสุชาย เตชศรีสุธี แจกฟรีQQQQQ 5หนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือที่พ่อครู(สมณะโพธิรักษ์)ได้เขียนไว้แบบง่ายที่สุดเท่าที่พ่อครูได้เคยเขียนหนังสือธรรมะมา เป็นบทความที่ได้ตั้งใจเรียบเรียงไว้เมื่อปี ๒๕๕๘ ในพรรษาที่ ๔๕ เพื่อทบทวนว่า บวชมา ๔๕ ปีได้อะไร มีอะไร? เกิดขึ้นในแผ่นดินชมพูทวีปนี้บ้างและเพื่อเป็นการแสดงกตัญญุตาที่พ่อครูได้น�าพา สั่งสอนฝึกฝน จนพวกเราได้เกิดชีวิตใหม่ ในวาระโอกาสครบรอบ ๘๘ ปี ๘ เดือน ๘ วันของพ่อครู ลูกๆจึงได้คิดกันที่จะได้จัดงาน “อัฏฐาริยสัจจายุ” วันแห่งความรักของรัก รักพงษ์ 6ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ นี้ขึ้นมา เพื่อเป็นโพธิบูชาที่พวกเราชาวอโศกจะได้พร้อมใจกัน ท�าสุขภาพกาย-สุขภาพใจ ให้แข็งแรง และมั่นคงในมรรคผลข

อ่านต่อ

องตน เพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่เฉลิมฉลองในวาระที่พ่อครูจะครบ ๙๙ ปี ๙ เดือน ๙ วันในอีก ๑๑ ปี ๑ เดือน ๑ วันข้างหน้า (๑๔ มีนาคม ๒๕๗๗)วันแห่งความรักของรัก รักพงษ์ จึงน่าจะได้เป็นวันที่ลูกๆชาวอโศกทุกคนจะได้ตระหนักถึง๑. สุขภาพกายใจของตนเอง ที่จะมีชีวิตอยู่อย่าง “อิสระเสรี สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ” ตามที่พ่อครูเป็นแบบอย่าง แม้ในปัจจุบันนี้จะมีอายุย่างเข้า ๙๐ ปีแล้ว ท่านก็ยังตั้งใจดูแลกายขันธ์ให้ดี และไม่ยอมหยุดอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย๒. พ่อครูได้แสดงให้พวกเราให้เห็นถึงความรักของพระโพธิสัตว์ที่มีต่อโลก-ต่อศาสนา-และต่อมนุษยชาติมาโดยตลอดถึงเวลาหรือยังที่ลูกๆชาวอโศก จะได้แสดงออกถึงความรักอันมากมายของพระโพธิสัตว์ให้ประจักษ์ในโลกนี้ เพื่อให้ผู้ที่ยังมีธุลีในดวงตาไม่มากนัก จะได้รับรู้ว่า โลกุตตรธรรมได้กลับคืนมาสู่โลกแล้ว และได้มีผู้ตั้งใจที่จะกอบกู้พุทธศาสนาให้ยืนยาวไปอีกจนถึง ๕,๐๐๐ ปีตามพุทธพยากรณ์เพื่อให้พ่อครูได้พัก ลูกๆจะได้ช่วยกันแสดงความรักให้แก่มนุษยชาติขึ้นมาแทน ใช่หรือไม่? คณะผู้จัดท�าQ 7 8อาตมาก็คือ คน..คนหนึ่ง เชื่อมั้ย อาตมาเป็นคนนะ เกิดมามีชีวิตสามัญปกติ ไม่มีอะไรเด่นโด่งเป็นพิเศษ อย่าง เห็นได้ชัด ไม่เหมือนคนพิเศษในสังคมบางคน หลายคน หรือไม่เหมือนอัจฉริยะบางคน หลายคน ที่เห็นอะไรที่แสดงออกโด่งเด่นได้ง่าย คนเห็นง่าย รับรู้รับรองทันทีแต่อาตมานั้น จะต้องท�างานหนักไปอีกนาน กว่า คนจะพอเข้าใจ จะเชื่อถือ จะยอมรับเอา จนถึงขั้นส่วนมากยอมรับกันกระทั่งเป็น“วงจรแห่งแรงเคลื่อน” ที่ติดเครื่องสังคมด้วยสังคมเองได้ ขึ้นในสังคมส่วนใหญ่ ซึ่งอาตมาเข้าใจได้ และรู้ดี ไม่เคยริษยาคุณชัช หรือไม่เคยคิดริษยาคนอื่นที่สังคมให้คุณค่าคุณงามความดีของเขาง่าย ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรส�าคัญมากมายเท่าไหร่เลย มันมีเหตุปัจจัยที่เห็นได้ง่ายมาก กว่ากันนักกว่านัก ส�าหรับอาตมามันเห็นได้ยาก-รู้ตามได้ยาก(ทุทฺทสา-ทุรนุโพธา)จริง อย่างกรณี คุณชัช อุบลจินดา ที่ช่วยฝรั่ง ๒ คนขึ้นจากโคลนดูด ซึ่งคนเห็นปุ๊บ คนขานรับอย่างเอิกเกริก โดย....พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เขียนเมื่อ....เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๘ 9หวือหวาปั๊บ เร็ว ฮือฮา ดูใหญ่โต ทันที ทั้งๆ ที่..คนที่ท�าคุณงามความดีที่จริงใจบริสุทธิ์ใจยิ่งกว่าคุณชัชนี่มีอื่นอีกมากมาย เป็นต้นว่า คนบางคนที่ช่วยคนที่อยู่ในภาวะคับขัน และเหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งกว่านี้ยิ่งนัก ให้รอดตายได้อย่างหนัก หนายากเย็นแสนเข็ญกว่ากรณีที่คุณชัชท�านี้ด้วยซ�้า จนบางทีตัวผู้ช่วยเองบาดเจ็บด้วย แม้จะมีคนเห็นเอามาเผยแพร่เป็นข่าว ก็ยังไม่ฮือฮาตื่นเต้นปรูดปราดเท่ากรณีคุณชัชนี้ก็มีอยู่มาก หรือคนท�าความดี เลี้ยงดูคนที่ขาดที่พึ่ง คนอายุมากช่วยตนเองไม่ได้ ตลอดมานานเป็นหลายสิบปี ด้วยบริสุทธิ์ใจ ทั้งด้วยวัตถุ ทั้งด้วยแรงกายแรงใจ ไม่เคยอยากได้อะไรตอบแทน ทั้งๆที่ไม่ใช่ญาติโกโหติกาของเขาเลย เช่นกัน แม้จะมีคนน�ามากระจายทางสื่อสารมวลชนแล้ว แต่คนทั้งหลายก็ไม่เกิดรู้ได้เร็ว รู้แล้วซาบซึ้งแรง ฮือฮาใหญ่โตเท่า ดังนี้ ซึ่งมันมีองค์ประกอบที่ละเอียดทั้งทางรูปธรรม และนามธรรม ทั้งอจินไตยที่คิดไม่ถึงอีกมากแม้แต่คุณงามความดีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว๑๖ ต.ค.’๕๘ นายชัช อุบลจินดา ช่วยนักท่องเที่ยวที่จมอยู่ในโคลน 10รัชกาลที่ ๙ ของเรานี้ ซึ่งเป็นคุณงามความดี ขั้นโลกุตระ มีใครบ้างที่เห็นคุณวิเศษ(อุตริมนุสธรรม)ที่เป็นคุณธรรมขั้นโลกุตระของพระองค์บ้าง ก็เห็นกันได้แค่คุณงามความดีขั้นโลกียะของพระองค์เท่านั้น ซึ่งก็มากมายยิ่ง ยิ่งกว่าคนธรรมดาจะพึงท�าอย่างมากยิ่งจริงๆด้วย คนอวิชชาที่มองไม่เห็น เขาก็ไม่เห็นคุณค่าดังกล่าวนี้จริงๆ ปานนั้น ยังมีคนที่กลับไปเห็นคุณงามความดีจอมปลอมของคุณทักษิณยิ่งกว่าของในหลวงของเรา ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยเลยในประเทศไทย เห็นมั้ย เห็นไหมว่าคนเรายุคนี้ มันตกต�่าอย่างสุดๆ กันแค่ไหน...??? อาตมาเข้าใจในอจินไตยดังกล่าวนี้เพียงพอ รู้สึก ปกติสามัญ ไม่เคยริษยาผู้ที่ได้ดีเพราะท�าดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนใดเลย อนุโมทนากับเขาด้วยจริงๆเว้นแต่คนที่ได้รับความนิยมอย่างผิดๆนั่นแหละ ที่อาตมาจะรู้สึกไม่ปกติสามัญ และจะขอออกแรงท�า อย่างเห็นว่าควรท�าตามภูมิตน พยายามให้ความถูกมันกลับมาสู่ ความนิยมที่ถูกต้อง อาตมาเกิดมาขณะนี้ก็อายุ ๘๑ ปี ๕ เดือน กับ ขึ้นเดือนที่ ๖ ได้กี่วันแล้วล่ะ บวชมาได้พรรษา ๔๕ เต็มวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ นี้ ในชีวิตครอบครัว ตั้งแต่เด็กก็รู้แต่ว่าเราเองก็เป็นคนสามัญ พื้นบ้าน ชาวบ้าน อยู่ในระดับสามัญ พ่อแม่พาท�า 11มาหากินเหมือนชาวบ้านทั้งหลาย แม่พาค้าขาย สารพัดเท่าที่ จะหาสินค้ามาขายได้ ก็ท�าไปกับแม่ พ่อพาทอดแหหาปลา ออกป่าเก็บเห็ดหาหน่อไม้ หาของป่าจากดงจากป่ามากินมาใช้ ติดจักจั่นในป่า คุ้ยขี้ควายเก็บกุดจี่มากิน บางทีอุตริเอาไปขาย ก็ท�า เราก็ท�ามากับพ่อแม่เพื่อนฝูงสามัญ ไม่เด่น ไม่โด่ง ไม่ใหญ่ ไม่โตอะไร อาตมาเกิด ตกฟากที่จังหวัดศรีสะเกษ แม่ไปให้ก�าเนิดอาตมาที่ศรีสะเกษ แต่ที่จริงอาตมามีเทือกเถาเหล่ากอต้นเชื้อเผ่าพันธุ์อยู่ที่พิบูลมังสาหาร คุณทวดเป็นอุปราช เมืองพิมูล(ชื่อเก่า ชื่อใหม่อ�าเภอพิบูลมังสาหาร) นามว่า ท้าวโพธิสาร หรือท้าวโพธิสาราช[เสือ สุวรรณกูฏ บุตรของท้าวกุทอง หรือพระปทุมราชวงศา(บุตรชายคนสุดท้ายของท้าวค�าผง)] เจ้าเมืองอุบลฯ คนที่ ๓ อายุ ๒-๗ ขวบก็ไปอยู่กับคุณลุงนายแพทย์สุรินทร์ พรหมพิทักษ์ ซึ่งไปเป็นแพทย์ประจ�าจังหวัดหนองคาย ลุงหมอยังไม่มีลูก อาตมาเป็นลูกก�าพร้า พ่อแท้ๆ(ทองสุข แซ่โง้ว) ตายตั้งแต่อาตมายังเด็กอ่อน ยังไม่คลาน อายุยังไม่ถึง ๖ เดือน และแม่ก็แต่งงานใหม่กับพ่อเฉย รักพงษ์ ไม่ช้าเลยหลังจากพ่อตายลง จึงเข้ามาเป็นพ่ออาตมาแทนทันที ตั้งแต่อาตมายังไม่เดินโน่นแหละ เพราะนิยายรักของพ่อบุญเฉยกับแม่บุญโฮม พ่อเขาเป็นหนุ่มบ้านเหนือ แม่เป็น สาวบ้านใต้ รักกันมาตามธรรมชาติวิบากสัตว์มนุษย์สามัญ ก่อนที่จะถูกคลุมถุงชนให้แต่งกับพ่อทองสุข ด้วยเพราะ 12พ่อ แม่ และอาตมาคุณตา และคุณยายป้าส้มจีน และลุงหมอ aaa 13คุณยาย(ญาแม่คุณ)จัดการ จนพ่อทองสุขตาย พ่อเฉยจึงได้แต่งกับแม่บุุญโฮม พ่อเฉยกับแม่โฮมนี่ท่านรักกันมาก ตามวิบากแล้ว ขัดใจกันแยกกัน คือหย่านั่นเอง หย่ากันถึง ๓ ครั้ง แต่พ่อก็ไปไหนไม่รอด แยกไปแล้วก็กลับมาหาแม่จนแล้วจนรอด จนที่สุดท่านก็ดูแลกันจนตายจากกัน ซึ่งจะหาใครที่ท่านเอาใจใส่แม่ผู้โทรมผอมเหลือแต่กระดูกกับเสลดที่น่ารังเกียจ เหมือนพ่อเฉยที่ท่านดูแลประคบประหงมแม่นี้ไม่ได้อีกแล้ว แม่เป็นวัณโรคอาการหนัก สุดท้ายนอนจมอุจจาระปัสสาวะอยู่กับที่นอนไปไหนไม่ได้อยู่ถึง ๒-๓ ปี พ่อก็เป็นผู้เอาภาระที่ แสนทุราการนี้กันอย่างถึงที่สุด ก็ตายในอ้อมอกกันนั่นเลยคุณยายอาตมานี่ อาตมาไม่เคยรู้จักชื่อท่านเลย ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยมีใครเคยขานนามชื่อท่านเลย เพราะทั้งพิบูลฯทั่วหัวบ้านท้ายบ้านมีแต่คนเรียกท่านว่า “ญาแม่คุณ” มาตลอด มีแต่พวกเราเท่านั้นเรียกว่า “คุณยาย” และไม่เคยระแคะระคายว่า ท่านเป็นลูกเจ้าเมืองคนสุดท้าย อาตมามารู้ความจริงนี้ต่อเมื่อพวกน้องๆ ลูกของลุงหมอค้นคว้าประวัติ ของพงศ์เผ่าเถาตระกูลของพวกเรา มาพิมพ์ในหนังสืองานศพคุณลุงหมอนี่เองอาตมาเคยงงๆ ว่า ท�าไมคุณยายถึงเป็นคนอย่างนี้ คือ มีบุคลิกไม่บันเทิงเริงรมย์กับอบายมุข อย่างคนสามัญเขา บางอย่างที่โลกเขาไม่ได้ต่อต้านท่านก็ต่อต้าน ไม่ยินดียินร้ายกับความรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ของโลกเขา ซื่อสัตย์จนแข็งน่าเกรง เพิ่งมารู้ว่า ท่านมีอาริยภูมิมาแล้วในสัญชาติของท่านแต่ปาง 14 15บรรพ์ มาชาตินี้ท่านเพียงต้องอยู่ในภาวะลิงลมอมข้าวพองไปตราบชีวิตหนึ่งใช้วิบากแท้ๆไปอีกชาติหนึ่ง มาจนป่านนี้อาตมาจึงพอรู้พฤติภาวะของคุณยายว่า นี่คือ อาริยภูมิ เป็นคุณวิเศษที่ตัวท่านเองท่านก็ไม่รู้ตัวเองหรอก เพราะท่านอยู่ในภาวะลิงลมอมข้าวพองตลอดชีวิตของคุณยาย อายุ ๙๔ สิ้นอายุขัย ตายอย่างไม่มีโรคอะไรเลย ชรา อวัยวะภายในเสื่อม ท�างานไม่สมดุลย์ สิ้นลมไปด้วยความสงบ ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ที่สุดภารวิบากที่สืบเชื่อมมาถึงอาตมาก็คือ คุณยายอาตมาคลุมถุงชนแม่อาตมา แม่อาตมาก็จ�าใจแต่งกับพ่อ ทองสุข แล้วให้ผลผลิตคือ ก�าเนิดอาตมามา และไม่นานเลยพ่อก็ตายจากไปด้วยโรคหืด(ขี้กะยือ=ภาษาอีสาน) ตั้งแต่อาตมายังไม่คลานดังกล่าวแล้ว ลุงหมอจึงเอาอาตมาไปเลี้ยงเป็นลูก เพราะท่านแต่งงานหลังแม่อาตมา เอาอาตมาไปเลี้ยงตั้งแต่ท่านยังไม่มีลูก อาตมาจึงเป็นลูกคนโตของลุงหมอและป้าส้มจีน(เมียลุงหมอ)ตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ ไปกับครอบครัวของลุง พอลุงหมอไปเป็นนายแพทย์ประจ�าจังหวัดหนองคาย อาตมาจึงไปโตจาก ๒ ขวบถึง ๗ ขวบ ที่หนองคาย เรียนหนังสือเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดหายโศก ป.๑ -ป.๒ อายุ ๖-๗ ขวบ พออายุ ๗ ขวบ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เกิดอยู่ พ.ศ. ๒๔๘๓ ป้าส้มจีนก�าลังท้องลูกคนที่ ๓ ลุงหมอจะถูกย้ายไปเป็นหมอประจ�าจังหวัดสกลนคร ลูกเล็กของท่านเองที่เป็นน้องของอาตมาก็ออกมา ๒ คนแล้ว เด็กกระจองอแงรวมอาตมา 16เป็น ๓ คน และในท้องของป้าก็มีลูกคนที่ ๓ ของท่านเองอยู่ ในท้องและท้องเริ่มแก่ด้วยอีก เครื่องบินข้าศึกก็บินมาทิ้งระเบิดตูมๆ ไม่หยุดหย่อน หอบหิ้วกันอีรุงตุงนังอีหลักอีเหลื่อ ลงหลุมหลบภัยสมัยนั้น ทั้งกลางค�่ากลางคืน มืดมนอนธกาล* ใช้แสงสว่างก็ไม่ได้กลัวเครื่องบินเห็นแสงไฟ ทุลักทุเลเป็นยิ่งนัก ภาระจึงหนักมาก ลุงหมอจึงขอส่งอาตมากลับคืนมาอยู่กับแม่บุญโฮมที่ยังท�ามาค้าขายอยู่ศรีสะเกษ อาตมาจึงมา เรียน ป.๒ ต่อที่โรงเรียนวัดพระโต ซึ่งเป็นโรงเรียนอยู่หลังบ้าน(ร้านค้าห้องแถวหน้าถนนหลวงสายใหญ่ ไปสถานีรถไฟศรีสะเกษ) จนจบ ป.๓ สงครามยังไม่เลิก เครื่องบินมาทิ้งระเบิดตูมๆ ไม่ หยุด คุณยายก็บอกแม่ว่า เรากลับบ้านเราเถอะลูก กลับไปอยู่ กับพี่น้อง ตายกับพี่น้องของเรา ที่พิมูลฯ(ชื่อเก่าของ อ.พิบูล- มังสาหาร)เถอะ อยู่นี่มันไม่มีพี่ไม่มีน้องญาติโกโหติกา แม่จึงพาพวกเราหอบหิ้วกันกลับมาอุบลฯ แต่พอลงรถไฟที่วารินฯ รถไฟไปไม่ถึงตัวจังหวัดอุบลฯ พอมาถึงวารินฯ ยังไม่ได้ต่อไปถึงพิมูลฯ แม่ก็ขอคุณยายว่า ขอท�ามาค้าขายอยู่ ที่วารินฯนี้เถอะ อยู่วารินอาตมาเรียน ป.๔ ที่โรงเรียนเทศบาลวารินฯ จบ ป.๔ แล้วตอน ม.๑ นี่แหละแม่คิดยังไงก็ไม่รู้ ส่งอาตมาไปอยู่กับครอบครัวอื่นให้เรียนรู้ชีวิตอย่างส�าคัญมากในชีวิตของอาตมา ซึ่งครอบครัวนี้สุดยอด ประโยชน์สูง-ประหยัด* ในที่นี้ใช้ มืดมนอลธกาล 17สุด เคี่ยวกร�าท�างานอย่างสุดหนักสุดหนาสาหัสจริงๆ อาตมาตอนนั้นอายุเพียง ๘ - ๙ ขวบ บ้านนั้นไม่มีคนใช้อื่นในบ้าน นอกจากอาตมา อาตมาจึงคือคนรับใช้คนเดียว ตัวเล็กๆอายุ ๘ - ๙ ขวบ ช่วยท�างานทุกอย่างในบ้าน ทั้งท�าสวน ภายใน บ้านมีสวนสารพัด ทั้งสวนครัวและสวนไม้ผล สวนครัวต้อง ตักน�้าจากบ่อขึ้นมารดทุกวัน ทั้งท�าอาหารไปขายในโรงเรียน ท�าขนมขายที่ร้านหน้าบ้านเปิดเป็นร้านแผงลอยขายทุกวัน ไม่มีวันหยุด ขายตลาดด้วยบางวัน ตื่นแต่เช้าขึ้นมาก่อไฟนึ่งข้าว แล้วจัดของที่ได้ท�าไว้แล้ว ตั้งแต่เย็นถึงมืดค�่าวันวาน เพื่อไปขายที่โรงเรียน ประจ�า ทุกวัน อาทิตย์ละ ๖ วัน เว้นวันอาทิตย์ที่หยุดเท่านั้นส�าหรับโรงเรียน แม่ใหญ่เป็นผู้จัดการขาย ลูกๆ ของท่านท�าราชการ ไม่มีใครมาช่วย อาตมาก็เรียนที่โรงเรียนนี้ จึงเป็นผู้ช่วยตัวหลัก แต่กลางวันถ้าจะกินข้าวกลางวันอาตมาก็ต้องซื้อกิน แม้ อาหารของร้านที่อาตมาอยู่ด้วยและอาหารอาตมาก็ช่วยท�าแท้ๆนี่แหละ ถ้าจะกินในโรงเรียนนั้นต้องซื้อ ไม่ยอมให้อาตมากินฟรี ก็คิดดูว่า อาตมาจะอึดอัด กดดันขนาดไหน ขออภัยนะ นี่ไม่ใช่น�ามาประจาน แต่เล่าความจริงที่เป็นวิบากใดก็ไม่รู้..ของอาตมา ที่ต้องผจญ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนมากที่สุดเลย และพ่อใหญ่ที่เป็นตัวจักรของบ้าน ท�ากระบวย กระจ่าเก่งด้วย ท�าขายเป็นรายได้ให้แก่บ้านอีก มะพร้าวทุก ลูกที่น�ามาใช้ท�ากับข้าว ท�าขนม เลื่อยหัวไว้ส�าหรับท�ากระบวยทุกลูก ลูกที่มันไม่ได้รูปพอจะท�ากระบวยได้ จึงถูกเลือกมาไว้ 18ท�ากระจ่า เวลาขูดเนื้อในก็ย้าก-ยาก วันหยุดก็ออกป่า ลงแม่น�้า แม่น�้าชี หาปลา ทอด แห ไหลมอง และตัดไม้มาท�าคันกระบวยกระจ่า อาตมาก็ต้องแบกไม้ฟืนสดเหล่านั้นมา กว่าจะถึงบ้าน พักแล้วพักอีกหลายชั่วโมงกว่าจะแบกไม้สดที่มัดรวมกันเป็นมัดใหญ่ ซึ่งด้านหัวด้านท้ายของฟ่อนไม้ก็มีพวงปลาที่จับได้ในวันนั้นห้อยหัว ห้อยท้ายมาด้วย กว่าจะถึงบ้าน เด็กอายุแค่ ๘ - ๙ ขวบนี่แหละต้องแบกมัดฟ่อนไม้สดมีพวงปลาห้อยหัวห้อยท้ายมาตลอดระยะทางเป็นกิโลๆ หลายกิโล กว่า ๓ - ๔ กิโล หรืออาจจะกว่านั้น ๕ - ๖ กิโลเมตร ไม่ต�่ากว่า ๓ กิโลแน่ อาตมาจ�าไม่ได้แล้ว อาตมาก็คือผู้ช่วยท�างานบ้านทุกอย่าง เท่าที่อาตมาสามารถและท�าได้ ซึ่งอาตมาว่ามันเกินเด็ก ๘ - ๙ ขวบสามัญทั่วไปอย่างยิ่งนะ แต่ละวันๆ เว้นเวลาไปเรียนหนังสือ ซึ่งโรงเรียนก็อยู่ตรงกันข้ามกับบ้าน เดินข้ามถนนไปเท่านั้น โรงเรียนเทพอ�านวยในจังหวัดอุบลฯ สมัยนั้น นอกจากไปโรงเรียน กลับมาแล้วแต่เช้าจรดเย็นถึงเข้านอนก็มีแต่ ท�างานๆๆๆ ไม่มีเวลาอยู่ว่างเปล่าได้เลย ท่านเคี่ยวเข็ญหนักจัดจริงๆ เรื่องพักผ่อนหย่อนใจ หรือเล่นนั้นไม่ต้องพูดเลย ไม่มีในชีวิตบทนี้เลย อาตมาก็เป็นเด็กสามัญ อายุแค่ ๘ - ๙ ขวบ คิดดูซิ ว่า อาตมาจะทรมาทรกรรมแค่ไหน อาตมาเคยเล่าแล้ว ก็ขอผ่านไป แต่อาตมาก็นึกถึงคุณงามความดีของท่านที่ท�าให้อาตมาแกร่ง เป็นงาน มีทั้งปฏิภาณไหวพริบปัญญา 19สมรรถนะ และขยัน อดทน เป็นนักสู้ที่รู้ค่าของการท�างาน และค่าของความเป็นคน จึงเป็นคนเอาการเอางานมาตั้งแต่บัดนั้น นี่ก็ขอให้ข้อคิดกับเด็กทั้งหลาย หรือผู้ใหญ่ก็ตามว่า อย่ากลัวการงาน อย่าหลงการเล่น การบันเทิงนั้น มันไม่มีประโยชน์จริงๆ มีบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็พอแล้ว อาตมานี่เกิดมาชาตินี้ จิตอาตมานั้นมุ่งมาด ปรารถนาจะเป็นคนเก่งในการบันเทิง และการละเล่นกีฬานะ ในช่วงหนึ่งของชีวิต และได้พยายามที่จะเป็นดาวด้านศิลปะ และการบันเทิงจริงๆ แต่ลิขิตแท้ของชีวิตมันไม่ใช่ เท่านั้นแหละ จึงไปไม่ถึงสุดยอดซุปเปอร์สตาร์ ด้านศิลป์ ตามที่ โลกเขายึดถือเข้าใจกัน ซึ่งมันต้องเป็นเช่นนี้แหละ จึงชื่อว่า สัจจะเพราะที่จริงนั้น ซุปเปอร์สตาร์ หรือศิลปินทั้งหลาย ในโลก แม้แต่ในประเทศไทยนั้น ผลงานก็ล้วนแต่เป็นงานมอมเมากันเกือบทั้งนั้น ขออภัยที่พูดความจริง เพราะท่าน ไม่รู้กันหรอกว่า ความมอมเมาที่ว่านี้ มันหมายถึงอะไร? แค่ไหน? จึงพากันหลงว่าตนคือ ศิลปินกันอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มความเป็นศิลปินแห่งชาติ ตามภูมิโลกียะของท่าน ก็เต็ม ไปด้วยสมมุติสัจจะ หลงอยู่กับความเป็น“สมมุติเทพ”กันอยู่อย่างจัดหนัก จัดจ้าน ร่านรนกันไปเท่านั้น อะไรคือ จิตที่เป็นนรกปหาสะ หรือเป็นขิฑฑาปโท- สิกเทวดาเป็นมโนปโทสิกเทวดา ได้เรียนรู้ความจริงพวกนี้กันบ้างไหม อะไรเป็นเทวดาแท้ เป็นโลกุตระ เป็นอุบัติเทพ 20เป็นวิสุทธิเทพ เรียนรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันแค่ไหน ขออภัยอย่างมาาาาาก จริงๆ ท่านด่าอาตมาได้เลย ที่อาตมาดูถูกท่านกันปานฉะนี้ อาตมาจะไม่ขอแก้ตัว และไม่ติดใจเลยที่ท่านจะหาว่าอาตมาหลงตน ยกตนข่มท่าน หรือ เป็นคนเลวร้ายที่ไปเที่ยวได้ว่า คนอื่นผิด คนอื่นต�่าไปหมด ท่านลงโทษอาตมาได้เท่าที่ท่านรู้สึก อาตมาขออภัยอย่างมากอย่างสูงจริงๆ อาตมาประสงค์พูดสัจธรรมเท่านั้น ศิลปินต้องอย่างในหลวงของเรา คุณดูงานของพระองค์ทั้งหมดเถอะ ไม่ว่าด้านบันเทิง หรือการละเล่น ที่ ท่านมีอยู่บ้างส่วนหนึ่งว่า เป็น“ศิลปะ”อย่างไร แค่ไหน นอก นั้นพระองค์ทรงสาระ คุณค่าของความเป็นชีวิตและสังคม อย่างอาริยะ ยืนยันสภาพโลกุตระ ที่แท้จริง อยู่ทั้งนั้น ตลอดพระชนม์ชีพมา ทว่าภูมิคนปุถุชนเข้าไม่ถึงท่านเท่านั้น นี่ก็..เข้าใจว่า อาตมาใช้จิตวิทยา เอาในหลวงมา เป็นส่วนป้องกันตัว หรืออาศัยบังอาจโน้มที่สูงมาให้ตัวเองดูดี ดูถูกต้อง ก็ได้ แต่อาตมาขอยืนยันว่า ไม่มีจิตธุลีแห่งความเป็นเช่นว่านั้นในจิตอาตมาเลยแม้แต่น้อยนิด ทุกคนมีสิทธิ์ ไม่เชื่ออาตมา “ศิลปะ” ของในหลวงนั้น ดูแค่เพลง ก็ได้ เพลง ของในหลวง ตรวจสอบได้เลย ว่าเป็นศิลปะทั้งนั้น ไม่มี “อนาจาร” หรือเป็นข้าศึกแก่กุศลเลย ซึ่งมีแต่“สารธรรม”ทั้งนั้น การจะเข้าใจได้ดังกล่าวนี้ ก็ใช่จะง่ายที่จะเข้าถึงความจริงกันง่ายๆ 21ศิลปะนั้น มีสภาพของงานอยู่ในสังคมโลก ก็ ๕ แบบ คือ ๑.แบบลามก ๒.แบบราคะหรืออัตตา ๓.แบบสาระ ๔.แบบธรรมะ ๕.แบบโลกุตระ ๒ แบบแรก คือ ลามก และราคะหรืออัตตานั้น มี มากเต็มโลกเต็มสังคม จะมีแบบที่ ๓ อยู่บ้างก็ไม่เท่าไหร่ มี แบบ ๔ ธรรมะบ้างก็มีนิดหน่อย และแค่แบบกัลยาณธรรม ด้วย ส่วนแบบที่ ๕ โลกุตระนั้น แทบไม่มีเอาเลยในสังคมไทย ยิ่งในโลกกว้าง ยิ่งไม่มีความรู้ขั้นโลกุตระกันเลย เพราะมีแต่ เทฺวนิยมจึงไม่ต้องไปพูดถึงเลย เพราะเขาไม่รู้กันว่าวัตถุนิยมและจิตนิยมนั้นคืออะไร จึงมีแต่มอมเมากันหนักหน้า และ หลอกกันหนักหน้า หลงตีราคากันสูงส่งหลงใหลกัน จนอาตมาไม่สามารถเข้าไปว่าเขาได้เลย มันเกินที่อาตมาจะหาเหตุปัจจัยต่างๆ และใช้นิรุตติ-ปฏิภาณยืนยันอธิบาย สาธยายได้ อาตมาไม่มีปัญญาและประสิทธิภาพเกินกว่านี้จริงๆ เพราะมันหนักหนาสาหัสไปกับยุคสมัย ที่ใกล้กลียุคแล้วจริงๆ จึงมีแต่ความ“ไม่จริง” ที่คนหลงว่าจริง มีแต่ “ภพ-ชาติ” ที่ช่วยกันปั้นสร้างขึ้นมาให้แก่กันและกันทั้งนรกและสวรรค์ ถ้าไม่เข้าถึง “อเทฺวนิยม” ที่จะสามารถ “หมดนรก-สิ้นสวรรค์” กันได้จริง นั้นยากยิ่งจริงๆ แต่วันนี้อาตมาก็ขอบอกว่า อาตมานี่แหละคือ ศิลปิน ที่สร้างมงคลอันอุดม ไม่สร้างงานที่เป็น“ข้าศึกแก่กุศล” ตัวจริง ขออภัยที่ยกตัวยกตน แต่ขอยืนยันว่าจริงใจ ไร้โลกียะ 22เอาละ...เรื่องนี้ คงพอแค่นี้ก่อนกลับไปพูดถึง ชีวิตเด็กที่เคยมีประสบการณ์อันวิเศษต่อดีกว่า หนึ่งปีที่อาตมาอยู่กับบ้านนี้ ซึ่งชีวิตอาตมาตกอยู่ในฐานะที่หนักหนาสาหัสสุดๆ ในชีวิต แต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตอาตมา เพราะเป็นคุณอันเลิศที่ได้รับการประสิทธิ์ประสาทความรู้ว่า ความเป็นคนคืออะไรให้ อาตมา วิเศษจริงๆแต่ตอนเด็กที่เป็นอยู่ทรมานอยู่นั้น อาตมาขณะนั้น ยังไม่รู้คุณค่าอย่างที่พูดนี้หรอกนะ ที่อาตมาพูดว่า เป็นคุณ อันเลิศที่ได้รับการประสิทธิ์ประสาทความรู้ว่า ความเป็นคน คืออะไรให้อาตมา วิเศษจริงๆ นี้ อาตมามารู้คุณค่าอันวิเศษนี้ภายหลังเมื่อมีปัญญา เข้าใจความเป็นคนแล้ว อาตมาอยู่ได้ปีเดียวก็ไม่ยอมอยู่ต่อไปอีก กลับมาอยู่กับแม่ตามเดิม มาเรียน ม.๒ โรงเรียนสิทธิธรรมวิทยาของ ท่านฟอง สิทธิธรรม ยุคนั้น ตอนนั้นโรงเรียนยังอาศัยศาลา วัดวารินฯ เป็นโรงเรียนวัดอยู่ที่อ�าเภอวารินฯ จนจบ ม.๒ เอาละ... ชีวิตตอนเด็ก ขอผ่านเรื่องชีวิตช่วงต้นนี้ แค่นี้ ไปหาอ่านเอาจากหนังสือประวัติอาตมาเองแล้วกัน เขาว่ากันไว้มากแล้ว ใครอยากรู้มากกว่านี้ ก็มาสัมภาษณ์อีกใหม่แล้วกันเดี๋ยวไม่ได้พูดถึง ๔๕ ปี บวชมากันพอดี...... อาตมาปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เป็นฆราวาส ตอนยัง 23ท�างานอยู่ในดงแดนมายา คือ อาตมาท�างานโทรทัศน์อยู่แผนกจัดท�ารายการ เป็นทั้งจัดรายการ ผู้อ�านวยการรายการ เป็นทั้งโฆษก พิธีกร เป็นทั้งตัวแสดงเท่าที่เราสามารถท�าได้ และ มีโอกาสท�ากัน อันเป็นงานที่เสนอในโทรทัศน์ โทรทัศน์ก็คือเมืองมายา ก่อนจะถึงที่สุดแห่งการงานที่อยู่ในบริษัทไทยโทรทัศน์ นี้ ๑๒ ปี อาตมาก็เริ่มปฏิบัติธรรมก่อนลาออกจากงานโลก ๒ - ๓ ปี ชีวิตเด็ก ๑๒ ปี ... ชีวิตเรียนถึง ๒๔ ปี ... ชีวิตท�างานในโลกถึง ๓๖ ปี แล้วออกบวชการปฏิบัติธรรมของอาตมา ก็ปฏิบัติเอง ด้วยตนเอง ท�าเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีส�านัก ไม่มีศิษย์น้องศิษย์พี่ ร่วมส�านัก ตัวคนเดียวโดดๆ ซึ่งอาตมาอย่างดีก็อ่านหนังสือหนังหาบรรดามีที่ท่านผู้รู้เขียนขึ้นมาเกี่ยวกับธรรมะ ดูๆ ว่า ท่านปฏิบัติธรรมะกันยังไง เท่าที่พอหามาอ่านได้ เท่าที่พอ จะรู้บ้างจากท่านทั้งหลายท�าๆ กัน แต่อาตมาก็ท�าตามที่ อาตมาพึงท�าเป็นอัตโนมัติ คือ ยึดศีลเป็นหลัก ตั้งแต่ศีล ๕ แล้วก็ศีล ๘ ศีล ๑๐ ก็ตามมา คือ สละออกๆๆๆๆ แจกจ่ายไปๆๆๆ ก็เกิดอัตราการก้าวหน้าทางธรรมมาตามที่เป็นที่มีมาตามล�าดับ แล้วก็ เกิดมรรคเกิดผล ตามที่มีที่ได้ อาตมาก็รู้เองว่า เป็นธรรมะที่จริง จึงมั่นใจยิ่ง และสุดท้ายก็ตัดสินใจลางาน ลาความเป็น คนทางโลกออกมาอย่าง“เห็นจริง-มั่นใจ” ไม่กังขาสงสัย ใดๆ เลย 24สละข้าวของที่เคยมีออกหมดสิ้น ออกมาบวชแต่ตัวจริงๆ ตามหนังสือประวัติผู้อยากรู้บ้างก็ไปหาอ่านดูเถิด ก็ไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่า จะต้องเป็น “โพธิรักษ์” ที่จะต้องแบกหามรับผิดชอบกันถึงขนาดนี้ ดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ อาตมาเกิดมาไม่รู้เลยว่าเป็นโพธิสัตว์ ไม่เคยมีใครรู้ว่าอาตมาจะมาเป็นโพธิสัตว์ ไม่มีลางสังหรณ์เลยว่า อาตมาจะต้องมาท�างานศาสนา อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นผู้จะมา กอบกู้ศาสนาแม้ตนเองก็ไม่เคยรู้ตัวเองเลยสักครั้งในชีวิตตลอด มาถ้าจะเรียงล�าดับ ว่า สันตติแห่งธรรมะจากปาตุภาวะของก้าวย่างชีวิตนี้ ที่เกี่ยวกับธรรมะแรกรู้ตัว ก็คือ เราสนใจค�าว่า โพธิ เห็นว่าเป็นค�าที่ มีความหมายดีมาก คือแปลว่า ความตรัสรู้ ตนเองชื่อว่า รัก ก็เลยน�ามาต่อกันเป็นโพธิรัก ก็รู้สึกซาบซึ้งใจตนเองดี แต่คิดถึงออกไปกว้างๆ ถึงความรู้สึกของคนอื่นภายนอก ก็เห็นว่า รัก ค�านี้มันเป็นความหมายกว้างไป โน้ม มาทางกาม เป็นอัตตาด้วย จึงเติม ษ ให้เป็น รักษ์ ซึ่งหมายความว่า ปกป้อง รักษา คุ้มครอง ดูแล เมื่อเป็น โพธิรักษ์ ก็คือ รักษาความตรัสรู้ ปกป้องความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็รู้สึกว่า เข้าท่า จึงใช้ค�านี้ เป็นนามปากกา อีกนามหนึ่งในการเขียนหนังสือในภาคที่เป็น 25ธรรมะ นอกจากนามปากกาอื่นๆ มากมาย เขียนเรื่องหนึ่ง แบบหนึ่งก็นามปากกาหนึ่ง อีกแบบหนึ่งก็ใช้นามปากกาใหม่อีกนามหนึ่ง อาตมาเขียนทั้งสารคดี รีวิว ปฏิทัศน์ ปกิณกะ นวนิยาย เรื่องชีวิต เรื่องจินตภาพ เรื่องสั้น เรื่องลูกกรุง เรื่องลูกทุ่ง เรื่องตลก กวีกานท์ เพลง แค่เพลงยังมีไม่รู้กี่นามปากกา เช่น ยุบลรัตน์ นี้ใช้ส�าหรับการแต่งค�าร้องร่วม กับผู้อื่นที่แต่งท�านอง ถ้าตนเองแต่งท�านองร่วมกับค�าร้องของคนอื่นก็ใช้อีกนามปากกาหนึ่งเช่น แป๊ค รักพงษ์ หรือ รัก พงษ์มงคล แต่ตอนหลังนี้เปิดเผยตนเองส�าหรับเพลงที่แต่ง เองทั้งท�านองและค�าร้องก็ใช้ชื่อเต็ม รัก รักพงษ์ ส่วนนามปากกาในเชิงอื่น เช่นเขียนสารคดีเบื้องหลังชีวิตคน ก็ใช้ มงคล พงษ์มงคล เขียนคอลัมน์อย่างนั้น อย่างนี้ก็ไปกับแนวนั้นแนวนี้ไปสารพัด รัก พงษ์มงคล, รุ้ง รังรักษ์, Pra, อ้อยอิ่ง สวนสงบ, จิตร ปิยจิตร, เพียงเพ็ญ พีรพงษ์(นามนี้เขียนเชิงลูกทุ่งแบบไม้ เมืองเดิม), เรขา เหมลิขิต, โบราณ สนิมรัก, ป.แอ๊ค, แป๊ค รักพงษ์, ประพนธ์ พีรพงษ์, โบราณ นวทัศน์, โบราณ ใหม่เสมอ, นายประตู, กุญแจจีย์, ลุงนวด, ยุบลรัตน์, เกื้อ ปรียา, สไมย์ จ�าปาแพง, ดล ดุลภาค, ชุมาลย์มงคล, ปฏิโสต, โพธิรักษ์, พระโพธิรักษ์, สัมมาสัมพุทธสาวก, ผู้เขียน, สมณะโพธิรักษ์, ชาวอโศก, พ่อท่านสมณะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน