สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายในโลกุตรธรรม 37.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.93 KB
วันที่แก้ไข19 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายในโลกุตรธรรม 37 ในคอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร อาตมาเขียนไว้ ฉบับที่ 326 เรากำลังอธิบายกันให้ลึกซึ้งถึงความเป็น“กาย”กันอีก ต้องพูดซากพูดซ้ำย้ำกันไปทุกเหลี่ยมทุกมุม กว่าจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในคำว่า“กาย”กันได้จริงๆสำคัญยิ่ง สำคัญมาก เฉพาะอย่างยิ่งในคนไทย “กาย”คำนี้ได้กลายมาเป็นภาษา“ไทย”ไปแล้ว และได้เบี้ยวบิดผิดเพี้ยนจากความหมายเดิมของ“ศาสตร์”พุทธไปสนิท ที่จริงในพจนานุกรม“บาลี-ไทย”ซึ่งยังมีคำแปลกันไว้ ถูกต้องอยู่ ก็ยังมีเยอะนะ กาย = กอง,ฝูง,หมู่,ประชุม ; หมวดแห่งเจตสิกธรรม คือ เวทนา สัญญา และสังขาร ซึ่งมันก็คือ “กาย” และแปลว่า องค์ประชุมหรือหมวดหรือกองของเจตสิกธรรม อันมี เวทนา สัญญา และสังขาร นั่นเองก็ยืนยันชัดเจน คำว่า “กาย”นั้น ไม่ใช่ คำที่มีความหมายแค่“ร่างภายนอก” อันประกอบด้วยดิน,น้ำ,ไฟ,ลมประชุมกันอยู่เท่านั้น แต่ต้องมี“นามธรรม”เป็นหลัก คือ เจตสิกทั้งหลายเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความถูกต้องตามความหมายแท้ของคำว่า“กาย”นั้นยังยืนยันมีหลักฐานอยู่ชัดๆว่า “กาย”ก็หมายถึง องค์ประชุม หรือกองหรือองค์รวมของเจตสิก ธรรม อันมี เวทนา สัญญา และสังขาร ตรงๆ คำว่า “กาย”ในศาสนาพุทธนั้นเป็น บาลี ซึ่งมีนัยะสำคัญยิ่งยวดในการปฏิบัติธรรม เพราะเป็น“โพธิปักขิยธรรม”ข้อต้น กันทีเดียว ที่คนผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธจะต้องเรียนรู้ให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอย่างสัมมาทิฏฐิกันให้ได้ ก่อนคำว่า“เวทนา” ก่อนคำว่า “จิต” ก่อนคำว่า“ธรรม” เพราะ“กาย”เป็น“ธรรม”ภาวะข้อแรก ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงก่อนอื่นใดของ“พุทธธรรม” อันเป็น“ธรรม”ที่มีคุณวิเศษ(อุตริมนุสธรรม)ถึงขั้น“โลกุตระ” ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ตรงๆชัดๆว่า “โลกุตรธรรม 46” ที่มี“โลกุตรธรรม 9” กับ

อ่านต่อ

“โลกุตรธรรม 37”นั้นอย่างไร? ได้แก่ อะไรกันบ้าง? มีอะไรกันแน่? (ผู้สนใจตรวจดูได้จากพระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620 ) พระพุทธเจ้าตรัสว่า “มรรคผล”นั้นมี “โลกุตรธรรม 9” และกระบวนการ(process)ในการปฏิบัตินั้นคือ “โพธิปักขิยธรรม 37” รวมแล้วทั้งหมดเป็น“โลกุตรธรรม 46” ซึ่งมี“สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน(คัมภีราวภาโส)”ของกระบวนการแห่งโลกุตระอย่างมี ระบบระเบียบของขั้นต้น,ขั้นกลาง,ขั้นปลาย ที่ผู้มี“วิปัสสนาญาณหรือญาณทัสนวิเศษ”จะมีภูมิปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงตามสภาวแห่งธรรมอันมี“รูปนาม-นามรูป”ที่มีครบทั้ง“มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูป 24” ชนิดที่สลับซับซ้อนดูเหมือนจะสับสน-ไม่มีระบบระเบียบ(chaos)เอาเสียเลยสำหรับผู้ที่ภูมิยังเป็น“ปุถุชน”หรือยังมี“ภูมิโลกียะ” แต่ผู้ที่มี“ภูมิโลกุตระหรือในภูมิของ“อาริยชน”นั้น จะไม่สับสนเลย จะเข้าใจเห็นจริงชัดเจนชัดแจ้งด้วย“วิปัสสนาญาณหรือญาณทัสสนวิเศษ”ที่มีระบบระเบียบตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าได้แท้จริง คัมภีราวภาโส = คัมภีระ + ภาวะ +โอภาส คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ดับสวรรค์ขึ้นไปเป็นลำดับชั้นชั้น ไปได้ไปเรื่อยๆ แต่คนอวิชชาจะสร้างสวรรค์ขึ้นไปเป็นชั้นๆ เป็นตีนภูเขาที่ใหญ่โตบานปลายไปหาที่ต่ำด้วย ส่วนโลกุตระจะเป็นปลายยอดภูเขามีที่สิ้นสุดไปหายอดสุด เพราะมี“การสัมผัสของจริง”ที่เป็น“ธรรมะ 2”(เทฺว ธัมมา)ทั้งภายนอกและทั้งภายใน ยืนยันความเป็น“กาย”ต้องมีครบ “ธรรมะ 2”ให้รู้จักรู้แจ้งอยู่ในปัจจุบันหลัดๆโต้งๆครบถ้วน ด้วย“รูป”ด้วย“นาม”ที่เป็น “ปัญญา”อันเป็น“โลกุตรภูมิ”อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น การเกิด“มรรคผล”ที่เป็น“โลกุตรธรรม 9”ก็ดี การปฏิบัติด้วย “กระบวนการของโพธิปักขิยธรรม 37”ก็ดี แม้จะมีความสลับซับซ้อนมากมาย มีสภาพ“หมุนรอบเชิงซ้อน”อย่าง“สูงหล้า-ฟ้าลึก”ปานใด ก็เป็นไปตามทฤษฎีที่เป็น“ขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย”อันมีระบบระเบียบ เป็นไปได้ชนิดที่ลุ่มลึกราบเรียบ “ราวฝั่งทะเล”อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งผู้ไม่มี“ภูมิโลกุตระ”จะ“ไม่เชื่อ” ยุคนี้ในวงการพุทธมัน“เป็นจริง”ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ทุกประการ เห็นได้ว่าปฏิบัติหลับตาทิ้งภายนอก ไม่เริ่มต้นจาก“กาย” และเข้าใจ“กาย”ผิดไปหมดแล้ว “ความน่าอัศจรรย์”ที่พิเศษจริงๆนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 109 “ปหาราทสูตร” ค้นหาอ่านดูเถิด จะเข้าใจได้อย่างดียิ่ง เพราะเป็นเรื่อง“ทวนกระแสความเป็นโลกียปุถุชน”(ปฏิโสตัง)แท้ๆ ซึ่งเป็น“ความน่าอัศจรรย์”ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 8 ที่เริ่มต้นด้วย“ความเป็นไปตามลำดับ”อันมี“ต้น-กลาง-ปลาย”ย่อมเรียงกันไปเป็นลำดับๆ 600917_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ รู้ความจริงปัจจุบันของกายในอานิสงส์ของศีล

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน