สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน แยก โลกียะกับโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.27 KB
วันที่แก้ไข18 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน แยก โลกียะกับโลกุตระ พ่อครูว่า...วันนี้วันพระ ขึ้น 15 ค่ำ วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2560 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 ปีระกา เป็นวันที่เราจะบูชา วันนี้เราจะมีพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ บางทีเราได้ไปทำงานช่วยชาติไปอยู่ท่ามกลางถนนราชดำเนิน ไปชุมนุมประท้วง พอถึงวันที่ 9 มิถุนายน เราก็ยังอยู่กลางถนนราชดำเนิน ไปประท้วงอยู่ เราก็บูชาพระบรมสารีริกธาตุอยู่กลางถนนนั่นเลย ไม่มีปัญหาอะไร เราก็ทำ โดยจำลองเอาภาพพระบรมสารีริกธาตุไปทำที่นั่นเลย ถ้าเราทำในบรรยากาศวันที่ 9 มิถุนายน ก็บูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทุกลมหายใจเข้าออก และก็มีจารีตประเพณีเตือนสติ มนุษย์มนา เตือนให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้านะ พระธรรมคำสอนของท่าน พระสงฆ์ของท่าน อยู่เสมอ ทำไมต้องระลึก คนเราจะระลึกถึงอะไร ก็หมายถึงจิตใจของผู้นั้น ส่อไปในทางความเจริญหรือความเสื่อม ถ้าคนระลึกถึงอะไรยัง เป็นไง? ก็คือความเสื่อม เป็นพวกตกนรก จิตใจก็ระลึกถึงอยู่แต่อบายมุขเลอะเทอะ ระลึกถึงเรื่องอะไร ระลึกถึงเรื่องต้องสะสมเงินทองข้าวของ สั่งสมลาภยศสรรเสริญโลกียสุขให้ตัวเองเสพ ก็งมงายโง่เง่า กับโลกธรรม เกิดเป็นคนเป็นสัตว์โลกตั้งแต่เป็นเดรัจฉานจนพัฒนามาเป็นคน ได้อัตตาตัวตน มีอาการ 32 อย่างที่เป็น ที่เราเรียกว่า คน ด้วยภาษาไทย ภาษาบาลีว่ามนุสโส เป็นจิตใจที่เจริญกว่าเดรัจฉาน ถ้าเป็นปุถุชน ก็จะวนเวียนระลึกถึงแต่ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แม้จะบอกว่าเจริญในโลกียะ ได้มากขึ้นในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ได้สุขเสพกามเสพอัตตา (มีเสียงลูกไม้ตกใส่หลังคา พ่อครูอธิบาย) ในโลกมนุษย์อาตมาขอแยก โลกียะกับโลกุตระ ให้ชัด โลกุตระเป็นความตรัสรู้ของศาสนาพุทธศาสนาเดียวในโลก เป็นศาสนาเดียวที่มีโลกุตรธรรม พระพุทธเจ้าทุกพระอ

อ่านต่อ

งค์เป็นผู้ค้นพบ แล้วออกมาประกาศต่อมนุษยชาติ นอกนั้นเป็นศาสนาวนในโลกียะทั้งนั้น วนเวียนไม่มาอยู่กับจิตเจตสิก ที่อยู่ในกายยาววาหนาคืบกว้างศอกของเรา จะออกจากโลกโลกียะ ไม่ได้วนอยู่อย่างนั้น เจริญของเขาคืออะไร ได้ลาภ มาก ได้ยศมาก ได้สรรเสริญเยินยอ ยกย่องเชิดชู ได้เสพกามตามต้องการเต็มที่ หรือได้บำเรออัตตา บำเรอสิ่งที่ตนเองต้องการ ที่นอกเหนือการสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสทางภายนอกเรียกว่ากามคุณ 5 ก็สัมผัสตามอุปาทานตนยึดถือ แต่ละคนไม่เท่ากันไม่ตรงกัน ถ้าตรงกันก็ฆ่ากันแหละ ดีที่ไม่ตรงกัน แต่มันก็คล้ายกัน ในโลกโลกียะ จึงไม่ออกไปจากวงวนของการเจริญ เจริญของเขาคือมีมาก ๆ แล้วก็เสื่อมจะครองสิ่งที่มีสมบัติที่มีคนเดียวไม่ได้หรอก ถึงเวลาก็ต้องเสื่อมสลายไปเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป โลกียนั้นสมบัติผลัดกันชม ส่วนโลกุตระนั้นมีญาณปัญญา ตัวนี้อาตมาพยายามอธิบาย พระพุทธเจ้าตรัส ถึง ญาณปัญญา ที่เป็นธาตุตัวชนิดใหม่ ที่ไม่ใช่วนเวียนอยู่กับโลกียตลอดกาล ไม่ใช่ผ้าสีเดิม แตกต่างจากตัวใหม่ เป็นความคิดแนวใหม่ เป็นความเห็นแนวใหม่ เป็นอันอื่นจากความเห็นของโลกียะ หรือปุถุชน คนสามัญทั่วไปอยู่ในกรอบนี้ทั้งนั้น มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียว จริงๆ ก็มีศาสนาอื่นที่เขาก็ว่าเขารู้ แต่ที่บอกคือ ศาสนาอื่นเขาก็พยายามออกจากลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เขาพยายามปฏิบัติเพื่อจะออกจากวงวนนี้ทั้งนั้นแต่ที่อาตมาบอกว่า มีแต่ศาสนาพุทธ เพราะว่าเขาต้องการจะออกแต่ไม่มีพฤติการณ์ไม่มีธาตุรู้ ไม่รู้จะแก้ตรงไหน เขารู้นะว่าออกจากโลกีย์นี้ดี ไม่เอาอะไรเลยในชีวิต อย่างพวกนิครนนาฏบุตร เสื้อผ้าหน้าแพรไม่เอาเลย ถือแต่ไม้ปัดไม่ให้สัตว์เชื้อโรคตาย มีกระป๋อง บาตร ใส่อาหารกิน นอกนั้นไม่มีอะไร เขาสละโลกได้ แต่เขาไม่มีจุดสำคัญที่จะมีระบบที่รู้ต้น กลาง ปลาย ล้างกิเลสแต่ละปริเฉท บริบท ไม่ใช่ว่าล้างกิเลสทีเดียวหมดก้อนเลย ไม่รู้ต้น กลาง ปลาย แบบนี้ไม่สำเร็จ แต่พระพุทธเจ้ามีหลักเกณฑ์ไปตามลำดับ โดยตั้งหลักเกณฑ์คือศีล สมาธิ ปัญญา ทำตามกรอบแต่ละปริเฉท เป็นลำดับ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่าความเป็นลำดับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล เป็นเงื่อนไขที่ทำได้ตามลำดับ คนนั้นเป็นคนที่เร็วที่ สุดสะอาดที่สุด แล้วจะเป็นคนที่บรรลุง่ายที่สุด แต่มันยากเพราะคนมันสะสม ไม่รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายของแต่ละคนเอง ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าจึงเป็นกลางๆ แม้จะระบุว่ามีศีล 5 กว้างๆ มีกาย วาจา ใจ กาย สามข้อนี้ก็คือ 1. ชีวิต ชีวะ 2. สมบัติพัสถาน วัตถุสมบัติ 3. กิเลส กามเป็นต้น คือคนมีชีวิตแล้วก็ถ้าไม่หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง ไม่รู้คุณค่าของชีวิต ก็จะไปทำลายชีวิต พลังงานต่างๆตั้งแต่อุตุนิยามพีชนิยาม จิตนิยาม ถ้าพีชะก็แค่พลังงานระดับพืช แต่พอเป็นจิตนิยามในระดับสัตว์ เริ่มมีเวทนามีตัวตน เป็นวิญญาณเป็นความรู้สึกองค์รวม เสร็จแล้วมีพยาบาทจองเวรจองกรรม ดูดเอาไว้หมายมั่นจะแก้แค้น ส่วนรักหรือโลภ ดูดเอาไว้เป็นของตัว มีสองทิศ ทิศหนึ่งดูดเอาไว้กับผลัก 600609_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน อโศกรำลึก #36 อย่าขุดหลุมฝังศาสนาพุทธเลย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน