สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อย่าขุดหลุมฝังศาสนาพุทธเลย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อย่าขุดหลุมฝังศาสนาพุทธเลย อาตมาตะโกนบอกว่า นั่งหลับตาสะกดจิตเป็นทางผิด ตอนสมัยพระพุทธเจ้าท่านออกบวชก็ไปดูว่าเขาทำกันอย่างไร ก็ไปเจออาจารย์ใหญ่สำนักนั้นสำนักนี้ ไปเจออาฬารดาบส นั่งสะกดจิตได้ฌานที่ 7 ไปเจออุทกดาบส นั่งสะกดจิตได้ฌานที่ 8 ละเอียดที่สุดสูงที่สุดได้แค่นี้ พระพุทธเจ้าก็ทำได้ แต่บอกว่าไม่ใช่ทาง มีในตำนานในคำสอนในการเรียน แต่ทำไมไม่เข้าใจ ไปงมงายอย่างอาฬารดาบส อุทกดาบสอย่างเก่า แล้วไม่ได้ทำได้เก่งเท่าด้วย ขนาดมันผิด ก็ไปทำ แล้วก็ทำได้ไม่ดีเท่าเขา ขออภัย ชั่วไม่ได้ดีเท่าเขาด้วย ปฏิบัติเต็มที่ไม่ได้อย่างเขา อันนี้ก็ไม่ได้ อย่างชั่วก็ยังไม่ได้เลยก็เอาคำว่าดี คือดีชั่วๆ คือชั่วที่มันดี ก็ยังไม่ได้เลย เสร็จแล้วไปชั่วปรุงแต่งเพิ่มอีก อาตมาเห็นศาสนาทุกวันนี้ยากจริงๆ การนั่งหลับตาสะกดจิต มีสองฐาน คือ 1 สะกดจิตไปมืด คือ สุภกิณหพรหมอีกพวกหนึ่งไปสว่าง คืออภัสสราพรหม พวกมืดทำแล้วก็หยุดจบ ไม่กระทบกระเทือนใคร ดีไม่ดีมืดอยู่คนเดียวก็ไม่กระทบผลต่อใครหรือส่วนรวม แต่ พวกสว่างหรือสว่างประยุกต์ อย่างเช่นพวกธรรมกาย สะกดจิตให้นิ่ง ประโยชน์แต่ ดันปรุงแต่ง สร้างสวรรค์วิมานปลอม create สวรรค์บ้าบอไปได้มากเท่าไหร่ก็ได้ ทั้งวาดภาพ ส่งโทรทัศน์ design ออกมาเป็น สวรรค์ เฟส 2 3 4 5 งมงายไปหม ใช้โวหาร สีสัน รูปร่าง เพลงการ มีวิมานปลอมๆ มันปลอมเก่งฉิบหาย เลือกได้เลยร้านค้าสวรรค์วิมานสามารถเลือกได้เลย คนงมงายในสวรรค์ สวรรค์คือนรก นรกนั้นไม่มีใครอยากได้ ใครอยากได้สวรรค์คือภพ ศาสนาพุทธไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ หมดภพหมดชาติ นั่นคือพุทธ ใครไปอยากได้ภพสวรรค์นั้นคือเริ่มได้นรกแล้ว นรกคือสวรรค์ สวรรค์คือ นรกไม่ต้องทำอะไรบ้างสวรรค์ได้หมดนรกก็หมด สวรรค์ก็คือนรกตัวจร

อ่านต่อ

ิงตัวแท้ นี่พูดโดยโวหารของอาตมา สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้ภพขาติไปตามลำดับ ให้ล้างตั้งแต่โอฬาริกอัตตาตั้งแต่กาม หมดกามแล้วจิตมันอยู่เหนือแล้วไม่ได้ดับจิต แต่จิต ดูชัดเจนในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เหมือนคนปกติ แต่กิเลสกามหมดไปจากจิต สัมผัสแล้วรู้ทัน แล้วหมดความต้องการหมดสวรรค์หมดนรก นั่นคือพระอนาคามี เดี๋ยวนี้ไม่รู้เรื่อง ไปหลับตาเสียแล้ว เบื้องต้นโอฬาริกอัตตาไม่ศึกษา แต่ไปสะกดจิตหลับตาไม่รู้เรื่อง บอกว่ารูปภพอรูปภพ คือฌานสะกดจิต เหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส ว่ามันยังรู้ก็ดับไป ดับรูปภพ อรูปภพ อีก แล้วอาฬารดาบส หมดธาตุรู้หมดสามารถจะรู้ละเอียดได้ แต่อุทกดาบสนั้นตามรู้ที่แวบได้ แต่เขาก็ดับอีก พาซื่อ ดับไม่รู้ เขาว่าดับอวิชชาแต่เขาไปดับจิตให้ไม่รู้ พาซื่อ ก็บอกว่าอย่าให้รู้อะไรเลย ซื่อบื้อไป ไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านั้นความไม่รู้นั้นคือไม่รู้กิเลส ในโลกที่เรียกว่าโลกกาม แล้วก็มีกามเบื้องต้นคืออบาย ในการสัมผัส เช่น นักการเมืองที่จะต้อง ครองอำนาจตลอดกาล จะต้องมีอำนาจร่ำรวยที่สุด ยกตัวอย่างเลย คือทักษิณ จะต้องรวย มีอำนาจ ประเทศชาติต้องเป็นของข้าไปยาวนาน สืบทอดเป็นตระกูลเป็นสันตติวงศ์เลย ยังดีที่เมืองไทยมีพระสยามเทวาธิราชรู้ทัน ไล่ออกไปได้ ถ้าไม่อย่างนั้นเสร็จทักษิณ เมื่อไม่ได้เรียนรู้ธรรมะ ไม่ได้เข้าใจสัจธรรมไปตามลำดับ ก็เลยเละเทะ ล้างกิเลสตั้งแต่สัมผัสให้รู้ ทางตาว่านี่โลภโมโทสัน เป็นนักการเมืองที่กระสันกระเหี้ยนกระหือรือจะได้อำนาจมาก จะได้อำนาจการปกครองบริหารบ้านเมืองเป็นของข้า จะได้ไปดูแลงบประมาณทรัพย์สินเงินทองจะต้องได้มา จากการคอรัปชั่นคอมมิชชั่น นี่คือความโง่งมงายนั่นคือโลกอบายมุข คนที่มีจิตใจอย่างนี้มีกิเลสอย่างนี้คือไม่รู้อะไร อบายมุขคือจิตใจที่หยาบต่ำ หัวหน้าแห่งนรก คือชั่วหยาบที่ชั่วที่สุด นักการเมืองที่มีความคิดความต้องการ และประพฤติอย่างนี้คือสัตว์นรกคืออบายมุข แต่เขาไม่รู้กัน แล้วก็แย่งชิงเป็นหัวหน้านรก แล้วจะไปรอดได้อย่างไร แล้วไปสะสมพรรคพวก ว่านี่คือรัฐศาสตร์เขาบริหารแบบนี้ ไม่เข้าใจทฤษฎีบริหารที่เรียกว่าประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ทำเพื่อประชาชน แต่เอาประชาชนมาเป็นฐาน มาเป็นลิ่วล้อ ขออภัย เอาประชาชนมาเป็นควาย มาเป็นบริวาร เพื่อเหยียบย่ำ แล้วเขาก็เก็บผลประโยชน์บนเลือดบนเนื้อ เป็นความคิดที่เลวร้ายมาก เป็นความโง่เง่า ไม่ใช่ความรู้หรอก อวิชชา นึกว่าเป็นความรู้แต่เป็นอวิชชาซับซ้อนหนัก ถ้าเผื่อว่า ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจิตบริสุทธิ์ ประเทศไทยไม่อยู่รอดมาได้ถึงป่านนี้ ประกาศเป็นประชาธิปไตยมา 81 ปี ยุคของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระจริยวัตร บอกว่านี่คือพฤติกรรมของนักบริหารนะ ไม่ได้หาเสียงแต่เพื่อบริการประชาชน ท่านทรงงานทั่วประเทศ นายพฤติกรรมการเมือง ไม่ต้องทำทั้งประเทศหรอกอย่างในหลวงทรงทำ เราก็ทำเป็นเขตๆไป แต่ในหลวงท่านทำทั่วประเทศ แต่คุณน่ะ มาทำงานช่วยท่าน แบ่งช่วยท่านทำ เป็น ส.ส.เขตไหนก็ทำเขตนั้น ขยายเป็นหัวหน้ากองกรมกอง รัฐมนตรี แต่การเมืองไม่ใช่การหาเสียง การเมืองทุกวันนี้ก็เพื่อจะได้เลือกตั้ง มีพรรคพวกแล้วเอามาบริหาร เพื่อได้คอรัปชั่นคอมมิชชั่น คนใดเป็นนักการเมืองที่คอรัปชั่นได้แนบเนียนและเก่งที่สุด นั่นแหละคืองานอาชีพของนักการเมือง เป็นเป้าหมายของนักการเมือง คอรัปชั่นให้ได้แนบเนียนที่สุดอย่างที่จับไม่ได้เลยจนตายเลย ทำแล้วหมดวาระแล้วก็จับไม่ได้ งาน DSI หากรื้อพวกนี้ขึ้นมานะ..รับรอง.. สรุปแล้วน่าสงสารประเทศไทย ประเทศไทยมีดี จริงๆแล้วรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเป็นนักประชาธิปไตยที่ยอดเยี่ยมที่สุด ต่างประเทศทุกวันนี้ได้สรรเสริญ เมื่อในหลวงสวรรคต เขาได้แสดงความเสียใจกันทั่วโลก เพราะท่านคือนักประชาธิปไตย เขาไม่ได้มายอมรับนับถือเพราะว่าท่านหล่อหรือรวย หรือได้ไปแสดงอำนาจบาตรใหญ่กับประเทศอื่น แต่ท่านเป็นนักประชาธิปไตยที่ยอดเยี่ยม น่าเสียดายนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ของโลก ท่านรับใช้ประชาชน พูดชัดๆ ทรงงานมา 70 กว่าปี ชัดเจน ปฏิเสธไม่ได้สำหรับผู้ที่มีภูมิปัญญา อาตมาไม่ได้มานั่งแกล้งยกยอท่าน แล้วประชาธิปไตยของศาสนาพุทธนั้นต้องพาคนจน ถ้าประชาธิปไตยของประเทศไหนพาคนไปรวย ผิดหมดต้องจนอย่างมีจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ ชาวอโศกคือนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ของประเทศไทย ไม่มีใครมายอมรับหรอก ต้องพูดเอง ใครไม่เชื่อก็ช่างเขา เพราะว่าชาวอโศกมาจนและรับใช้ประชาชน สร้างสรรค์เผื่อแผ่ ไม่งอมืองอเท้า ทำให้มากให้เกิน แล้วสละสะพัดออกไป ขณะนี้ก็ทำได้แค่นี้ แล้วจะทำไปจนกว่าอาตมาจะตาย แล้วพวกเราก็มาทำต่อสืบทอดต่อ คนไม่ต้องทำเพื่อตัวตนและไม่ต้องเห็นแก่ตัวเลย ไม่ต้องสะสมอะไรเป็นของตัวเองเลย จะอยู่ได้ไหม สังคมชาวอโศกพิสูจน์แล้วยืนยันได้ เป็นสังคมสาธารณโภคี อาศัยส่วนกลาง ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้านี้เป็นพ่อของคอมมิวนิสต์ เป็นปู่ของเผด็จการ ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้านี้มี คอมมูนโดยไม่ต้องไปตั้งกฎเกณฑ์ให้เสียภาษีเท่านั้นเท่านี้เหมือนอย่างคอมมิวนิสต์ แล้วใครมีส่วนได้มากก็เสียภาษีมากที่สุด ทำอย่างนั้นคนจะไม่อยากให้ภาษี เขาก็บังคับเอา คนมันก็ไม่อยากให้เพราะว่าหาได้มากๆ ก็ต่อสู้ไม่อยากเป็นคอมมิวนิสต์ อยากเป็นอิสระเสรีภาพ ในประชาธิปไตยหาเงินได้มากก็เสียภาษีแบบซ่อนแฝงได้ ก็เท่านั้นมันเป็นสัจจะของมนุษย์ที่เห็นแก่ได้ ส่วน มาเป็นประชาธิปไตยแท้ๆของพระพุทธเจ้านั้น ไม่เห็นแก่ตัวเอง หมดตัวหมดตน แล้วกล้าจะมาเป็นคนจน กล้าจะมาให้แก่ส่วนกลาง ถ้าส่วนกลางบริหารผิด ถ้าเราเอาให้ส่วนกลางแล้วเขาคอรัปชั่นคอมมิชชั่นแบบรัฐบาลบางรัฐบาลก็ไม่ให้ทำ เราจึงได้เอามาบริหารเอง ชาวอโศกคือชุมชนประชาธิปไตยที่บริหารซ้อนอยู่ในประเทศไทย จึงอยู่เป็นสุข ถึงขั้นตรงตามระบบของพระพุทธเจ้า มีลาภธัมมิกา เอามารวมกันแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ตามระบบสาธารณโภคี อาตมาภาคภูมิใจที่ทำได้สำเร็จ ในยุคของพระพุทธเจ้าทำสำเร็จได้เฉพาะในวงของพระสงฆ์ แต่ไม่ได้ทำในวงฆราวาส เพราะเป็นยุคของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส มีระบบทาส เป็นยุคที่ประชาชนยังไม่เข้าใจในสิทธิมนุษยชน ไม่เข้าใจสิทธิในวัตถุหรือการแสดงออก สิทธิความเป็นมนุษย์ ยังไม่รู้จัก จึงสร้างกับวงกว้างประชาชนไม่ได้ เพราะไปละลาบละล้วงในหลวงไม่ได้ ในหลวงเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านจึงได้ตั้งรัฐอิสระ พระพุทธเจ้าได้ตั้งรัฐอิสระ แล้วท่านก็มีธรรมนูญของท่าน ธรรมนูญของท่านก็คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทฤษฎีต่างๆในการปฏิบัติของท่าน มรรคมีองค์ 8 เป็นวิธีการปฏิบัติของคนประเทศนี้เป็นคนรัฐนี้สังคม ใครมาเข้ารีตของรัฐนี้ ใครจะมาเข้ารีตจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐนี้ ไปแคว้นไหน ท่านก็ประกาศลัทธิของท่าน พระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้นยกให้พระพุทธเจ้าหมดเลย เอาเลย ประกาศลัทธิของท่าน แล้วประชากรในแคว้นนั้นจะมาเข้ารีตเขาก็ยอม ให้หมดเลยทุกประเทศ ท่านก็ไปอย่างอิสระเลย ไปรัฐน้อยใหญ่ ขนาดรัฐมคธ แคว้นโกศลเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอนนั้น ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ท่านก็ไปในทวีปอินเดียได้หมด อิสระได้หมด เอาประชากรมาเข้าธรรมนูญของท่าน เพราะว่า ธรรมนูญนี้ไม่ได้เป็นโทษภัยต่อประเทศไหน ถ้ายิ่งคนเขาได้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเขายิ่งปกครองได้สบาย ประเทศเขาจะเป็นความสงบสุขสงบเย็น เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินของแต่ละแคว้นในยุคนั้น ก็ยกให้ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ยอมรับกันหมดแหละ แต่ทุกวันนี้แย่งทฤษฎี ประชาธิปไตยของใครก็บอกว่าดีที่สุด ใครก็เป็นประชาธิปไตยแท้ ใครที่มีอิทธิพลมากก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยแท้ เบ่งได้เก่ง สร้างอาวุธสร้างเขี้ยวเล็บไว้ ว่าอย่านะ เขาไม่ได้ยอมแพ้เพราะว่าสัจธรรม แต่ยอมแพ้เพราะว่าเขี้ยวเล็บสู้ไม่ได้ ประเทศต่างๆในโลก แก้ไขไม่ได้หรอก ต่างคนต่างหลง เราก็เอาของพระพุทธเจ้ามาขยายความ มาให้ธรรมประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า ในหลวงได้ทรงความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดได้ ทำเพื่อประชาชน รับใช้ประชาชน อย่างจริงใจให้เจริญ ด้านต่างๆ ให้มีกินมีอยู่มีสาธารณูปโภค น้ำไม่มีก็หาวิธีให้น้ำ ขนาดน้ำพื้นดินไม่พอ ก็หาวิธีทำแก้มลิง ทำฝาย น้ำในดินไม่ได้ก็เอาน้ำจากฟ้า ก็รู้วิธีสอยน้ำจากฟ้า มีพระเจ้าแผ่นดินประเทศไหนที่รู้จักการสอยน้ำจากฟ้ามาให้แก่ประชาชนได้ มีประเทศไทยนี่แหละ รู้วิธี ท่านทรงหมดโครงการต่างๆ ช่างกระไร ข้าราชการทั้งหลายแหล่ที่ช่วยพระองค์ ก็ไม่ทำตาม มีแต่มาเลี้ยงชีพหากิน เช้าชามเย็นชาม ไม่ได้เข้าใจสี่พันกว่าโครงการนี้เลย รับมือไม่เป็น ทำไม่ออก น่าสงสารประเทศ ท่านนอกจากจะบอกโครงการขยายโครงการแล้ว ท่านยังได้ทำโมเดลในสวนจิตรฯอีก แต่ข้าราชการไม่ประสีประสารับช่วงไม่เป็น อาตมาก็พูดความจริงขออภัยนะไม่ได้ลงโทษหรือดูถูกดูแคลน แต่พูดสัจจะสู่ฟัง นี่เป็นสัจจะที่เป็นอยู่ ในหลวงนี่ อาตมาเป็นคนระบุบอกด้วยว่า ไม่มีใครกล้าพูดแต่อาตมากล้าพูดว่าในหลวงคือพระโพธิสัตว์ อาตมาเป็นคนพูดเอง เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่มีภูมิธรรมจากพระพุทธเจ้า มีเชื้อมี DNA ของพระพุทธเจ้า จึงมาทำความเป็นประชาธิปไตยของศาสนาพุทธ แต่ข้าราชการผู้รับช่วงไม่ค่อยเก่งนักวิชาการก็ไม่ทัน ก็ไปเรียนประชาธิปไตยแบบที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า แล้วก็ยึดว่าเขาคือประชาธิปไตย ในหลวงตรัสนี่ ถ้าฟังเป็นข้าราชการจะเจ็บปวด ท่านบอกว่าปิดตำราเสีย แล้วมาบริหารอย่างอะลุ่มอล่วย เมตตา สามัคคี ท่านไม่ตรัสว่า ให้ทำตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ท่านเป็นในหลวงท่านตรัสว่าให้เอาแบบศาสนาพุทธอย่างเดียวไม่ได้ แต่โดยปฏิภาณปัญญา น่าจะเข้าใจ เพราะว่าท่านต้องดูแลศาสนาอื่นด้วย แต่เมืองไทยเป็นศาสนาพุทธ 95% ท่านเห็นแก่ศาสนาอื่นก็ไม่ตรัสตรงๆอย่างนี้ แล้วท่านก็บอกว่ามาเอาแบบคนจน ท่านก็พยายามตรัสบอก เขาก็ไม่เข้าใจ เอาให้ชัดอีก ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มันชัดยิ่งกว่าแบบคนจนนะ แต่บื้อเลย งงเลย แล้วขาดทุนจะอยู่อย่างไร อโศกเราขาดทุนอยู่ได้ เพราะการขาดทุนนั้นไม่ใช่หมายความว่าเราจะหมดเนื้อหมดตัว การคิดทุนนี้จะคิดสำคัญที่ค่าแรงงาน ส่วนค่าโสหุ้ย ค่าอื่นๆที่ก็คิดไป แต่ค่าตัวค่าแรงงาน ค่าความรู้ เราก็มาลดค่าตัวค่าแรงงานของเรา ไม่เอาหรือเอาให้น้อยลง แต่นี่มีแต่จะขึ้นค่าตัว การลดค่าตัวของเรา คือการมาขาดทุน คือการเจริญ คือกำไร สังคมบริหารด้วยการขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็จะไปได้ ในหลวงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็ตรัสบอกให้ทราบว่าเอาแบบคนจน แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา พวกข้าราชการนักการเมืองไม่รู้ รับลูกไม่เป็น เอามาปฏิบัติตามไม่ได้ มันเลยไม่ไป อาตมาว่า อาตมาได้พามาทำตามที่ในหลวงตรัสทุกประการได้เท่านี้ ..แย้งด้วย ปิดด้วย ไม่เผยแพร่เลย อย่าให้เอาของอโศกไปเผยแพร่ สื่อสารมวลชนไม่มาทำข่าวของอโศกเลย ตั้งแต่เริ่มต้นจนบัดนี้ ไม่มีสื่อสารมวลชนมาทำข่าว นี่งานนี้ก็ไม่ทำข่าว เราทำอโศกรำลึกมา 36-37 ปี อโศกจะทำอะไรก็ทำของเอ็งไป ไม่ส่งเสริม ไม่โฆษณาไม่บอกกล่าว ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร นี่คือศาสนาพุทธอาภัพ ขนาดนี้ ศาสนาพุทธที่ถูกต้องอาภัพขนาดนี้ ศาสนาพุทธที่เลอะเทอะก็ส่งเสริมโฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์ พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง งานทอดกฐินผ้าป่าออกนอกศาสนาพุทธทั้งนั้น ก็ส่งเสริมโฆษณากัน ช่วยกัน แล้วก็ได้บอกว่าได้บุญ ที่จริงได้บาป ไม่ได้กำจัดกิเลสอะไร มีแต่ส่งเสริมกิเลสเพิ่มขึ้น เขาไม่รู้ว่าเขาได้ทำบาปแต่ไม่รู้ตัวว่าได้บาป น่าสงสาร ทั้งสื่อสารด้วย ขออภัย อาตมาพูดเหมือนตัวเองถูกต้องอยู่คนเดียว คนอื่นในวงการศาสนาทำไมไม่ทำอย่างนี้บ้าง เขามีทั้งอำนาจอิทธิพล อาตมาไม่มีทั้งอำนาจและอิทธิพล เลยไม่มีใครฟังไม่มีใครทำตาม ก็ยังดีที่มีพวกคุณมาเชื่อถือและทำตาม เขาก็หาว่าหน้าโง่ทั้งนั้นที่มาทำตามพระโพธิรักษ์ อาตมาเคยเจอคนเก่าที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่วงการโทรทัศน์เขาก็บอกว่าหนังสือที่อาตมาเขียนผิด บอกว่าให้อ่านหนังสือของท่านประยุทธ์ ปยุตโตสิ อาตมาเคารพท่านประยุทธ์ที่ท่านซื่อสัตย์ต่อความรู้ของท่าน ท่านเป็นคนเอาใจใส่การศึกษา เป็น learned man ท่านซื่อสัตย์ต่อความรู้ของท่านและเอามารวบรวมไว้ อาตมาก็ได้ประโยชน์จากหนังสือท่านมาก ถ้าไม่มีตำราเรานี้ก็จะยากมาก ของท่านเป็นระบบระเบียบ เอามาใช้งานได้ง่าย จึงเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ท่านก็ทำเต็มที่ของท่าน มันก็ยังมีขัดแย้งอยู่เยอะ แต่สิ่งที่ชัดแจ้งก็จะไม่พูดมาก ยกตัวอย่างท่านเข้าใจอภิสังขารอย่างไร อภิสังขารเป็นสังขารของอาริยะ ปุญญาภิสังขารคือการปรุงแต่งจัดการจิตวิญญาณอย่างอภิ อย่างยิ่งอย่างดีทำให้กิเลสลด อปุญญาภิสังขารคือไม่ต้องทำบุญแล้ว จบ มีแต่สั่งสมอเนญชาภิสังขาร เป็นการปฏิบัติให้จิตแข็งแกร่งขึ้นด้วยองค์ 5 ของอุเบกขามี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีความบริสุทธิ์สะอาดจะสัมผัสสัมพันธ์กับสังคมอย่างไร โลกธรรมอย่างไรก็มีจิตใจที่สะอาด มีจิตมุทุ คือจิตแคล่วคล่องว่องไว ปาคุญญตาหรือกายปาคุญญตา คือองค์รวมรูปนามที่แคล่วคล่องว่องไว จิตใจยิ่งที่จะเป็นสมาธิยิ่งจะแคล่วคล่องว่องไว ไม่ใช่จิตที่ทื่อๆไม่แววไว แต่จิตยิ่งปราดเปรียว เพราะว่าไม่มีอะไรมาต้านไม่มีกิเลสมาต้าน แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายว่า ถ้าจิตเป็นสมาธิจะหยุดคิดหยุดทำจะหยุดหมดไม่แคล่วคล่องพาซื่อ ตราบในศาสนาพุทธโดยคนไทยเมืองไทยถ้าไม่ฉุกคิดเรื่องนี้ ไม่ตื่นได้ จากการงมงายแต่นั่งหลับตาสะกดจิตต่อไป คุณฝังศาสนาพุทธ ร่วมมือกันฝังศาสนาพุทธ หรือฆ่าหั่นศพศาสนาพุทธ อยู่แก๊งเดียวกับหญิงเปรี้ยว คุณเปรี้ยว ฆ่าหั่นศพศาสนาพุทธเลยจริงๆ ฟังสำนวนโวหารที่อาตมาพูดนี้ เป็นอย่างนั้นจริงๆ อาตมาพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความจริงใจ ด้วยความความสงสาร ทำไมเขาจะมีปฏิภาณปัญญารู้ อาตมาแนะให้ไปอ่านพระไตรปิฎกเล่มแรก ที่ขยาย วิธีของศาสนาพระพุทธเจ้า เล่มแรกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร ท่านตีทิ้งการนั่งหลับตาทำเจโตสมาธิจะได้ความรู้ในอดีตกับอนาคต 62 ความรู้เท่านั้น มันไม่รู้ไปได้มากไปกว่านี้ เพราะว่ามันไม่มีปัจจุบัน ก็มันหลับตาจะไปมีปัจจุบันที่ไหน นิพพานของพระพุทธเจ้านั้นลืมตารู้กามแล้ว เหลืออัตตาที่เรียกว่าภวตัณหาก็ล้าง มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็เป็นอรหันต์ได้ แต่การไปนั่งหลับตาไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย แล้วก็ไปนึกว่ามีกิเลสอยู่ในภพ ในภพก็ไม่รู้ว่ามันสังเคราะห์สังขารสัมผัสอย่างไร เพราะว่าไม่รู้โครงสร้าง เช่น H กับ O มันได้จับตัวเป็นธาตุน้ำอย่างไร ขามันจับกันอย่างไรไม่รู้กลไก กระบวนการมันเลย ก็เลยทำอะไรไม่ถูก ไปนั่งสะกดจิต ศาสนาพุทธต้องมีวิจัยวิจารณ์ Analyzes ไม่ใช้ hypnosis มันเป็นคนละเรื่องกับความถูกต้อง ที่จะไปรู้เหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งความเสื่อมเหตุ เหตุความไม่เจริญ เราจะรู้เหตุมัน แต่เขากลบเหตุทับไว้ ไม่เกิดปัญญา เขาอธิบายว่านั่งหลับตาไปแล้วจะเกิดเป็นสมาธิเกิดปัญญา นิ่งสงบจิตแล้วปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเอง เวรจริงๆไม่ใช่แบบพระพุทธเจ้าสอน ที่โผล่มาคือสัญญา สัญญาต่างจากปัญญาอย่างไรก็ไม่รู้ สัญญาคือความจำ ความจำมีเท่าไหร่ก็ขึ้นมารู้เท่านั้น แต่ปัญญานั้น มีองค์ประกอบภายนอกประกอบด้วยมรรคมีองค์ 8 มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทั้งอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ แล้วเรียนรู้องค์ประกอบที่ใช้วิจารณ์ว่ามันมีตัวร่วม (สสังขาริกัง) เจตสิกที่มันมีกิเลสเข้ามาร่วมปรุงแต่งอยู่ด้วย คือแยกรู้จักจิตที่เราจับได้ อ่านในสังกัปปะ 7 มีกาม พยาบาท ผสมมาไหม ว่านี่กามตักกะ พยาปาทตักกะ ต้องกำจัดมันตัวนี้ ในสังกัปปะ 7 แต่ไม่ได้เรียนรู้เลย มีแต่ กลบและฝัง กดๆแล้วก็ฝังแล้วกลบต่อ ฆ่าหั่นศพยังพอว่า ได้เห็นชิ้นส่วน แต่นี่ฝังกลบ กลบแล้วฝัง ไม่ให้ใครเห็นเลยตัวเองก็ไม่เห็นมืด 11 ด้าน(หนักกว่า8ด้าน) ก็น่าสงสาร อาตมาเกิดมาในชาตินี้ ไม่มีเครดิตที่ทำให้เขาเชื่อ ที่เขาไม่เชื่อคือ อาตมาดันพูดตรงกันข้ามกับที่เขาเชื่อถืออยู่แล้ว พูดต่างจากเขา 180 องศา เขาเชื่อถือตามครูบาอาจารย์มาตั้งนานแล้ว ช่วยอย่างนี้แล้ว โพธิรักษ์ มาพูดตรงกันข้ามกับเขา 180 องศา มาจากสำนักไหน แล้วบอกว่าไม่มีสำนักอีก อาตมาบอกว่า เป็นพระโพธิสัตว์มี ภูมิธรรมเก่า เขาก็จะจับเอาปาราชิกอาตมาอีก อาตมาเป็นผู้รื้อผู้ปรับเปลี่ยนคืนมา จากสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เขาก็หาว่าผิด เพราะเขานับถือแค่ว่า คนที่จะไม่มีครูบาอาจารย์นั้นคือพระพุทธเจ้าองค์เดียว สยังอภิญญา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิเข้าที่ 10 ว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) สัมมาทิฏฐิข้อนี้ใครไม่เชื่อ ในโลกนี้ปัจจุบันนี้ขณะนี้ ใครไม่เชื่อว่าคนๆนี้มีนะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ฝากฝังไว้ ในมหาจัตตารีสกสูตร สัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ผู้ใดไม่เห็นว่าคนนี้แหละคือสยังอภิญญา เป็นคนที่รู้เองแล้วเอามาเปิดเผย...มีนะ ไม่ใช่ไม่มี เมื่อไปปิดประตูว่า ผู้รู้เองตรัสรู้ชอบเองมีแต่พระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา ไม่ใช่พระพุทธเจ้านะ เป็นพระสาวกเป็นสมณะพราหมณ์ ในข้อ 10 ของสัมมาทิฏฐิไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า แต่หมายถึงพระสาวกที่มีสยังอภิญญา มีความรู้เอง อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ในชาตินี้ อาตมามีของเก่ามาแต่ชาติก่อน เท่ากับบอกว่า อาตมาเอาสยังอภิญญามาอธิบาย ผู้ใดไม่เห็น อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา ผู้นั้น ยังเป็นผู้ที่มิจฉาทิฐิทุกคน จะเป็นคนที่จบเปรียญไหนก็แล้วแต่ อาตมาบอกตนเองเป็นผู้นี้ อาตมาไม่ได้มีจิตสาเฐยจิต อาตมาอ่านจิตเป็นนะ ไม่ได้บอกเพื่อจะได้ ลาภยศสรรเสริญ คนมานับถือ ให้คนบอกว่าตนเองยิ่งใหญ่ อาตมาไม่มีสิ่งเหล่านี้ในจิตใจ บอกไปเขาก็ไม่เชื่อ ถึงน่าสงสารมาก เขาก็เลยเชื่ออย่างที่เขาใช่อยู่แล้ว ครูบาอาจารย์ที่เขาเชื่อถืออยู่แล้วก็เชื่อถือต่อไป พออาตมาว่า ให้มีปรโตโฆษะ อาตมาประกาศว่า อาตมาเป็นผู้ที่รู้ถูกเข้าใจถูก เขาก็มองด้วยหางตาแล้วผ่าน ดีไม่ดีไขหูด้วย หรือบอกว่า หมาอะไรหมาเห่า เข้าหูยังไม่เข้าหู จะไม่ต้องบอกเลยว่าเข้าใจหรือไม่ ยิ่งบอกว่า “เข้าถึง” ไม่มีทางเลย แล้วพวกคุณมารับได้อย่างไร ไม่เชื่อว่าจะมาหลอกหรือ มันไม่เหมือนกับที่สังคมส่วนใหญ่เขาเชื่อถือกันนะ พูดถึงตรงนี้แล้วนึกถึงพระสารีบุตร ได้พบพระพุทธเจ้าแล้วก็ไปบอกพระอาจารย์เก่า อาจารย์เก่าก็บอกว่าไม่ไป สุดท้าย อาจารย์เองก็ถามย้อนพระสารีบุตรบอกว่า โลกนี้คนโง่หรือคนฉลาดมีเยอะกว่ากัน พระสารีบุตรก็ต้องตอบความจริง คนฉลาดมีน้อยกว่าคนโง่ คนโง่มีเยอะกว่า สญชัยเวลัธบุตรก็บอกว่า เธอไปอยู่กับคนฉลาดอย่างพระพุทธเจ้าเถอะ เราจะอยู่กับคนโง่ เท่านี้ก็ตัดสินได้ว่าสญชัยเวลัธบุตรเป็นคนโง่หรือฉลาด ตอบเองว่าคนโง่มากกว่าก็ไปอยู่กับคนโง่ ไม่ใช่อะไร สญชัยโง่ เพราะว่าได้เป็นใหญ่ในลูกศิษย์คนโง่ แต่ถ้าไปเป็นลูกศิษย์คนฉลาดไม่เอา ต้องเป็นใหญ่ในหมู่โง่ก็เอา เป็นครูของควายก็ยังดี จะไปเป็นลูกศิษย์สิงห์หรือเจ้าป่าไม่เอา ให้เป็นนายของหมู่ควายดีกว่า ตลกดี ก็เป็นไปตามธรรม มีคนเขียนโคลงมาว่า พระอรหันต์ ที่แท้ถ้วน แบ่งส่วนแบ่ง ไม่มีเหลือตน แม้ต่องแต่ง แห่งตัณหา เหลือแต่ให้ ให้และให้ ด้วยปัญญา แสวงหาพระอรหันต์จากฉันเอง คือผู้ที่ให้ ให้และให้ ดับตัณหาหมดก็มีแต่ให้ จบที่..ให้.. สูงสุด ในบารมี10 ทัศคือทาน ปฏิบัติ 9 ข้อต้นเพื่อให้เกิดทานข้อเดียว จบแล้วมี ทานและอุเบกขา ทำให้เกิดจิตลดละ มีแต่ให้ ให้ผู้ที่ได้รับการรู้ต่อ ใครเป็นผู้ให้เป็นลูกโซ่ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ไม่มีการสิ้นสุดเลย เป็น Isotope เลย เป็นปฏิกิริยาต่อเนื่องเป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างนั้น ภาพถือว่าเราให้หมดเนื้อหมดตัวแล้วเราอยู่ได้ไหม อยู่ได้เพราะว่าสังคมที่จะเป็นผู้ให้ ทุกวันนี้ในชาวอโศกมีคนทำงานฟรี ตนเองไม่เอาอะไรขึ้นอยู่กับส่วนกลาง มีสาราณียธรรม 6 มีลาภธัมมิกา สาธารณโภคี คอมมิวนิสต์ก็ต้องการ ทุกระบอบต้องการ ทุกคนเป็นเจ้าของ ทุกคนเป็นเจ้าของเป็นส่วนรวมไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในยุคนี้อาตมาสามารถทำให้เกิดสังคมสาธารณโภคีได้ ในยุคของพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในหมู่สงฆ์ เพราะว่ายังไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน แต่ยุคนี้ทำได้มีคนหาว่าอาตมาอวดดีกว่าพระพุทธเจ้า อาตมาก็นำเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาใช้ แต่ในยุคนี้มันเป็นยุคที่คนพ้นทาส รู้จักสิทธิมนุษยชนแล้ว 600609_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน อโศกรำลึก #36 อย่าขุดหลุมฝังศาสนาพุทธเลย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน