สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สังกัปปะ) ตอน สังกัปปะอย่างมีสัมประสิทธิ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สังกัปปะ) ตอน สังกัปปะอย่างมีสัมประสิทธิ์
_Nuchi .... น้อมกราบนมัสการพ่อท่านค่ะ เกี่ยวกับสังกัปปะ7 พ่อท่านเคยบอกไว้ว่า ขั้น1ตักกะ 2วิตักกะ ยังไม่เป็นกรรม แต่พอถึงขั้น3สังกัปปะ เริ่มเป็นกรรมเป็นวิบากแล้ว ลูกขอเรียนถามว่า แค่ไหนคะ ถึงจะเป็นขั้นสังกัปปะ?. ช่วงเกิดดำริขึ้นมาเป็นตักกะ เราก็จับได้ วิตักกะ ก็อ่านว่าเป็นกามเป็นพยาบาท แล้วเราทำการประหารมัน ช่วงนี้เป็นสังกัปปะรึยังคะ และถ้าเป็นสังกัปปะ มันก็เริ่มนับเป็นกรรมเป็นวิบากแล้วใช่ไหมคะ หรืออย่างไร พ่อท่านช่วยกรุณาอธิบายรายละเอียดของแต่ละขั้น ในช่วง3ขั้นตอนนี้ด้วยนะคะ อีกข้อคือ วจีสังขารในขั้นที่7 ของสังกัปปะ7 กับตัวจิตสังขาร มันต่างกันอย่างไรคะ แค่ไหนจึงจะเป็นวจีสังขาร และแค่ไหนเป็นจิตสังขารคะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า...มันเป็นกรรมทั้งนั้น กรรมเป็นคำกลางๆ กรรมเป็นผลเป็นวิบาก แม้แต่พระอรหันต์แล้ว ทำกรรมก็ยังมีวิบาก แต่เป็นกุศลวิบากเท่านั้น ไม่มีอกุศลวิบากอีกแล้ว กุสลัสสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) ตลอดแล้ว ก็ขอให้ติดตามต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะค่อยค่อยเข้าใจไปตามลำดับ
สมณะเดินดินว่า...ตักกะ วิตักกะไม่เป็นวิบาก อันนี้ใช่ไหม พ่อครูว่า อะไรที่ไม่มีสามเส้า ไม่เป็นกรรมวิบาก ถ้ามีสองเส้าก็ไม่เป็นวิบากมีแค่ตักกะ กับวิตักกะ ไม่มีอีกอันเป็นกรรมอะไรไม่ได้เลย อย่างน้อยต้องมีสามเส้า ถึงเป็นกรรม มีวิบากเกิดตาม อรหันต์มีแต่กรรมกุศล ต้องเป็นสามด้วย ช่วงเกิดดำริเป็นตักกะ เราก็จับได้ วิตักกะ ก็อ่านว่าเป็นกาม เป็นพยาบาท ที่จริงตัวตักกะอ่านตัวเดียว แล้ววิจัย ไม่ใช่เป็นตัวที่สองเลย ตัวกิเลสตัวไหนเกิดมา ก็แยะแยะวิจัยตัวนั้น ถ้าวิจัยได้ก็จะวิจัยได้ว่าเป็นสังขาร เป็นตัวปรุงแต่ง เริ่มดำริคือการปรุงแต่งแล้ว อย่า
อ่านต่อ
งน้อยก็มีตัวสัญญากำหนดรู้ตัวนี้มันปรุงแต่งมา หรือสองตัวปรุงแต่งกัน ตัวหนึ่งเป็นนาม เป็นตัวรู้ ตัวหนึ่งเป็นตัวถูกรู้ เป็นรูป ตัวรู้กับตัวถูกรู้มารวมกันก็เป็นตัวที่สามทันที เราก็พิจารณาตัวนั้น ตัวที่สามเป็นตัวสังขาร เราก็วิจัยตัวนั้น ถ้าคุณยังมีกิเลสร่วมกับตัวนั้น ก็ต้องวิจัยจับกิเลสในนั้นให้ได้ แต่ถ้าพระอรหันต์หรือพระอาริยะที่ปฏิบัติแล้วจิตตนไม่มีกิเลสผสมมา วิเคราะห์อย่างไรก็ไม่เจอกิเลส ก็ไม่ต้องกำจัด ส่วนคนไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ต้องมีกิเลสผสมมา มีสสังขาริกัง แต่ถ้าเป็นอสังขาริกัง ไม่มีกิเลสผสมอยู่แล้ว คุณก็จะรู้ว่าสะอาดแล้ว คือพระโยคาวจร แต่ถ้าไม่สะอาดก็เจอจนได้ แสดงว่าคุณยังไม่เก่งญาณปัญญา ไม่วิเคราะห์ได้ มีกิเลสก็อ่านไม่ออก เป็นธรรมดาที่คุณไม่สามารถแยกกิเลสในจิตได้ ก็ต้องจำนนเป็นสัจจะ ก็ต้องยอม จนกว่าคุณจะเจริญมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จึงทำให้รู้ได้ ความเจริญของธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์อันนี้แหละ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Coefficiency หรือ ตัวสัมประสิทธิ์ ตัวนี้จึงเป็นตัวที่ดำเนินไปสู่ที่สูงให้ถึงที่สุด จึงหมดหน้าที่ของสัมประสิทธิ์ จบกิจ Coefficient ตัวสัมประสิทธิ์ เป็นตัวสำคัญมาก ถ้าไม่มีสัมประสิทธิ์ตัวไหน ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ถ้าคุณยังไม่จบ คุณจะจมอยู่อย่างนั้น ต้องมีตัวนี้เป็นตัวช่วยจนกว่าจะบรรลุจนจบ สูงสุด ถ้าคุณยังไม่มีตัวสัมประสิทธิ์ ตัวนี้ ก็ติดแป้น คือไม่เจริญต่อ คำว่าสัมประสิทธิ์ Coefficient จึงยิ่งใหญ่มาก ยากมากเลย ขนาดนี้ ยังขยายความคุณลักษณะของสัมประสิทธิ์ได้เพิ่มเติมอีกนะ อาตมาสงสารพจนานุกรมแต่ละฉบับ ทำให้คนเข้าใจคำว่าสัมประสิทธิ์ไม่ได้เลย ตามที่พจนานุกรมแปลเอาไว้
สมณะเดินดินว่า...เมื่อเช้าพ่อครูอธิบายให้ฟังรอบหนึ่งว่า สังกัปปะ เป็นตัวขับเคลื่อนมรรคมีองค 8 ที่สำคัญ ถ้าไม่มีสังกัปปะ กัมมันตะ อาชีวะ จะมีกุศล อกุศลมั่วไปหมด ตัวควบคุม สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวาจา บริบูรณ์ อยู่ที่สังกัปปะ เป็นตัวควบคุมอย่างสำคัญ สิ่งแรก เราควรต้องมาตามรู้เท่าทันความคิดเราว่าเป็นอย่างไรในเบื้องต้น เมื่อกี้นี้พ่อครูว่า พวกนั่งหลับตานั่งคิดไม่มีธัมมวิจัย เขาพยายามเจริญสติ ว่าอย่าให้มีตัวกูของกู ให้เข้าถึงเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แต่ไม่ได้แยกแยะกิเลส กุศล อกุศล แต่ให้พิจารณาแค่ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ความโกรธ เดี๋ยวก็มี เดี๋ยวก็ไม่มี แต่พอเผลอ ราคะ กามก็มีมา ในชีวิตคนเราก็จะใช้สมถะไม่ใช่น้อย ก็พยายามไม่สังขารไม่รับรู้มัน หรือที่เห็นพวกเราใช้กันคือว่า พอมันคิดมาแล้ว ก็พยายามปกป้องมันด้วยกับความคิดเรา ของพวกเรา นักปฏิบัติธรรมต้องให้รู้เท่าทันความคิดนั้น แล้วพวกเราอยู่ในสนามแม่เหล็กที่มีตาสัปปะรด แม้เราไม่ทัน เพื่อนก็บอกเราว่าไม่ถูกแล้ว แต่เราก็พยายามบอกว่าไม่ใช่ๆ เราพยายามปกป้องกิเลส ความไม่ดีของเรา อาตมาคิดว่า คนที่ฉลาดจะไม่พยายามปกป้องข้อบกพร่อง ปกป้องกิเลส ปกป้องความเสื่อมของเราหรอก ถ้าคนสติดีจะไม่ว่านี่คือกิเลสของฉันนะ พยายามปกป้องกิเลส แต่อาตมาคิดว่า ไม่เป็นความฉลาดเลยที่จะพยายามปฏิเสธข้อติติง แนะนำ เพราะคิดว่าจะทำให้เราเสียหาย เราไม่ดี เราบกพร่อง เราคิดแบบนี้ไม่ฉลาด เราอยู่ในสนามแม่เหล็กที่ทำให้เรารู้ว่า เราผิดแล้วนะ คนฉลาดจะเรียนรู้ความบกพร่องมากกว่าที่จะปกป้อง บางทีเรามองเห็นมุมดีมุมเดียว เหมือนคนทำความสะอาดห้องน้ำ แต่พอมีคนมาติ ว่าเป็นเจ้าแม่ห้องน้ำ เขาก็มองว่าที่ฉันดูแลห้องน้ำนี้ไม่ดีหรือ ก็ไม่ใช่ สิ่งที่ทำนี้ดีแล้ว แต่ว่า ความยึดที่เป็นเจ้าของเป็นเจ้าแม่นี้ไม่ดี อาจารย์สมเกียรติมาร่วมประชุมคณะช่วยพ่อครู ที่ประชุมบอก เราน่าจะตั้งสมาคม โสดา สกิทา อนาคา อาจารย์บอก ถ้าพวกเราน่าจะตั้งสมาคมลดละอัตตา ดีกว่า.. อาตมาว่าอาจารย์สมเป็นแกนนำจริงๆ
สิ่งที่พ่อครูให้พวกเราเรียนรู้ คือเรียนรู้ความไม่ดี ดีกว่าเราเรียนรู้ว่าเราดีอย่างไร ความดีนั้นไม่รู้มันก็มีดีที่เรา แต่ความไม่ดีนั้นอยู่กับเราแม้วินาทีเดียวก็ไม่ดีแน่ สังกัปปะ 7 จะเรียนรู้ได้ต้องมีกำลังเพ่งมองตนเองอย่างมาก ปัญหาตอนนี้ที่แก้ยากคือชุมชนที่มีความขัดแย้งกันมากคือ สมณะไป เขาก็มองว่าสมณะมาจะเป็นฝ่ายไหน จะรับฟังคำตำหนิก็ไม่ได้แล้ว เพราะจิตมีนิวรณ์มีอคติ ก็จะไม่รับฟัง ไม่มีแรงอ่านสังกัปปะ7 มีแต่จะไปหาเรื่อง คิดว่าใครว่าเรา สมณะรูปไหนว่าเรา ยิ่งหนักกว่าเก่า อย่างนี้ต้องพยายามถอนตะปูตรึงใจ จึงจะมีพลังมาเพ่งมอง สังกัปปะ 7 ได้ ปฏิบัติธรรมไม่ได้ค่าจ้างหรือไม่ได้ปีติ ปราโมทย์แก่จิตวิญญาณเราก็หาไม่ได้ การเดินมรรคมีองค์ 8 ได้ หัวใจที่กำกับ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะได้ คือสังกัปปะ 7 ทำอย่างไรที่สังกัปปะ 7 จะเข้าถึงจุดสูญ ก็คือต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นตัวขับเคลื่อน
พ่อครูว่า...เรามาเริ่มต้น อธิบาย ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ กันให้ชัดอีกที คำว่า ตักกะ คือจิตที่มันจะเกิดในจิต ตัวไหนก็แล้วแต่ นี่คือสังกัปปะทั้งนั้น คนจะเรียนรู้ถึงขั้นวิจัย จิตตักกะที่เริ่มดำรินึกคิด ต้องจับอาการจิตให้ได้ ตัวนี้เป็นตัว ตริ ตรึก นึกคิด ขึ้นมา ในอวิชชา ในปุถุชน คนไม่หมดกิเลส แน่นอนมันจะมีกิเลสอยู่ในนั้นแน่นอน คนที่ไม่ได้เรียนรู้เลย แม้คนเรียนรู้แล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องตรวจแล้วตรวจอีก อย่างน้อยก็อ่านให้ทัน อ่านทันแล้ว วิจัยเข้าไป ต้องมีธัมมวิจัย ถึงขั้นสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา ไม่ใช่ความรู้แค่โครงสร้างความขบคิด หรือความรู้ทางโลกีย์เท่าน้น พ่อครูว่า...ต้องเป็นความรู้ที่จะพาไปสู่นิพพาน พาไปสู่การบรรลุธรรม เป็นกระบวนการ ไปสู่การบรรลุธรรม แต่ถ้าเผื่อว่า มันปรุงแต่งและแยกได้ แต่เป็นโลกียะ ไม่สามารถทำเนกขัมมะ ไม่เป็นเลย ทำให้กิเลสลดไม่เป็นเลย จะแยกยาก จิตของคุณอย่างไร คนธรรมดา ปุถุชน พวกนักเล่นจิต เขาอ่านจิตเขาออกเหมือนกัน แต่เขาไม่รู้โลกุตระ ไม่รู้จักอุบายเครื่องออกของพระพุทธเจ้า อุบายที่ทำให้กิเลสลดได้ เขายังไม่มีความเข้าใจว่าทำอย่างไร เพราะฉะนั้นไม่รู้หรอก ต่อให้เห็นจิต พิจารณาว่า มันไม่เที่ยง เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันเป็นอัตตานะ สอง มั่นใจว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ต้องกำจัดให้มันหมดไป เป็นอนัตตา เมื่อหมดไปไม่มีตัวตนของตัวนี้จึงจะหมด ในภาษาบาลีจะมีคำคู่อยู่สองคำคือ วิตก กับ วิจาร เป็นวิธีการปฏิบัติธรรม ต้องรู้ทั้งสอง จึงปฏิบัติฌานได้ ไม่อย่างนั้นปฏิบัติฌานไม่ได้ ฌานคือการเพ่งรู้แล้วก็ทำให้กิเลสลดได้ กิเลสถูกทำลายหรือถูกเผา มีพลังอุณหธาตุทำให้กิเลสลดได้ ถ้ามีวิจัยแยกแยะกิเลสได้แล้วต้องมีอุบายเครื่องออก คือปัญญา ว่าหนึ่งมันไม่เที่ยง สองมันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ถ้าทำลายมันไม่หมดมันก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ ถ้าทำลายมันได้กิเลสก็ลดลง ทุกข์ก็ลดลง ยิ่งทำด้วยปัญญานะ ไม่ได้ทำด้วยกดข่มมัน คุณจะรู้ละเอีอดละออ ตามภูมิปัญญาของคุณ เมื่อกิเลสลด คุณเห็นกิเลสลด เห็นทุกข์น้อยลง บางทีดับได้ ครั้งนี้ชั่วคราวก็ตาม มันไม่มีอาการทุกข์เลย อาการไม่สบายใจมันไม่มีเลย ก็จะเข้าใจว่า ความไม่มีเหตุแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้เอง เป็นตถตา จะอ่านรู้ คุณว่าคุณเห็นรู้ทำได้อย่างนี้อย่างไม่ได้กดข่มวิขัมภนปหาน คุณได้ใช้ความรู้ปัญญาทำให้มันจางคลายหรือมันดับ ก็ไม่ได้กดข่ม จะรู้ว่ากิเลสไม่มีด้วยปัญญาด้วยธาตุรู้ กดข่มจะตื้อๆไม่ทุกข์เหมือนกัน แต่ตื้อๆไม่เหมือนปัญญา ปัญญารู้จะมีปีติ ถ้ากดข่มไม่มากก็มีปีติ แต่ถ้ากดข่มจนดับหมดก็ไม่มีปีติ มันไม่เหลือปีติ แต่ของปัญญามันมีปีติ ปัญญามันได้ล้างกิเลสดับไป คุณจะดีใจ มันต่างกันนะ วิกขัมภนปหานกับใช้ปัญญามีนัยยะที่ละเอียดต่างกัน อาตมาตั้งใจอธิบายสามเส้า คำว่า ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ จะสลับไปมาสามคำ ตักกะเป็นตัวแรก ที่เริ่มเป็นตัวตนในจิต ก็ต้องจัดการแยกแยะให้เห็นกิเลสให้ได้ เรียกว่าวิตกวิจาร สำนวนนะ แต่ถ้าพยัญชนะ วิตกแปลว่าตักกะอย่างยิ่ง คือการดำริ ตัวจิตตัวนี้ต้องเห็นอย่างยิ่ง วิจัยอย่างยิ่ง วิตกคือวิจัย แยกแยะอย่างยิ่งให้เอากิเลสออกจากตัวนี้ วิจารคือพฤติ Kinetic หรือ dynamic แปลว่าอาการเคลื่อนไหวของมัน จาระ อาการเคลื่อนไหวตัวนี้เป็นอาการเคลื่อนไหวของกิเลส แยกออกจากจิตเรา นี่จิตแท้ กับ อาการเคลื่อนไหวของกิเลสเป็นเวทนาเก๊ จิตเก๊ อกุศล ให้ชัดเจน พ้นวิจิกิจฉานะ อย่างชัด ทำให้ตัวนี้แหละลดลง ที่จริงไม่ต้องบอกว่าทำตัวนี้หรอก แต่ถ้าพิจารณาเห็นว่าเป็นตัวปลอม เอ็งอย่างมาเสนอหน้า ปัญญาจะชัดเจนมีพลัง มีอำนาจ พอคุณเองฝึกไปเรื่อยๆ ปัญญาจะมีอำนาจ ไม่อยากให้มีตัวปลอม ตัวปลอมก็จะค่อยลดไปหายไป เพราะมันเป็นตัวปลอม เรารู้ทัน ตัวปลอมจะลดลง ตัวรู้ทันคือปัญญา ปฏิภาณปัญญาที่ฉลาดเฉลียวขึ้น รู้ทันว่าไอ้นี่มันคือกิเลส ไล่ไปเลย ยิ่งชัดเจน มันยิ่งหายไป ธาตุรู้ปัญญาญาณจะแหลมคม มีพลังไฟ พลังอุณหธาตุกำจัดกิเลสไปได้จริงๆ ปฏิบัติเองจะรู้เอง อาตมาขยายให้ละเอียดเป็นสภาวะ เหมือนฉายหนังช้า ธรรมดาหนังมี16 เฟรม แต่นี่อาตมาขยาย 1600 เฟรม สรุปอีกที ตักกะเป็นก้อนของจิต วิตักกะมาแยกแยะแล้วก็จัดการทำลาย การจัดการทำลายนี้จะใช้คำว่าสังกัปปะก็ได้ สัง แปลว่าการกระทำ กัป แปลว่าไอ้ตัวนั้น ถ้าเป็นกาละก็คือกาละ แต่ก็คือตัวนั้น ทำให้หมดกาละไม่มีตัวตนจะเกิดแล้ว ไม่มีกรรมกับกาละแล้ว คุณทำงานกับสังกัปปะ คือการทำให้หมดกัปป์ คุณมีกัปป์ก็ต้องทำลายกัปป์ กัปปะอะไร กัปป์ของชีวิตกิเลส คุณจะทำให้กิเลสไม่อยู่ในกัปป์ไหนๆ ไม่เกิดในเวลาไหนอีก หายไปเลย สูญเลย นั่นคือสังกัปปะแท้ ถ้าทำได้ผลสำเร็จ วิ แปลว่าไม่ วิ แปลว่ายอด คุณทำให้กิเลสไม่มี เมื่อไม่มีเสร็จก็ยอด สังกัปปะเป็นตัวการงานทั้งหมด ทำเสร็จแล้วจบ กลับไปอยู่ที่วิตักกะที่เป็นตัวกลาง ถ้าคุณไม่มีสังกัปปะทำไม่เป็น ตักกะ วิตักกะก็คือตักกะตัวนั้นก็เป็นวิตักกะที่มีกิเลส กิเลส วิยิ่งขึ้น หรือไม่ คือไม่มีทางทำกิเลสนี้หายไป ก็มีตักกะตัวนี้ต่อไป ก็จะเป็นวิ เป็นวจีสังขาร เพราะคุณทำไม่ได้ ไม่มีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คือป้อมปราการจับโจรไม่ให้ออกไป แต่คุณไม่มี ไอ้นี้ก็ผ่านฉลุยไปวจีสังขารเลย เพราะไม่มีด่านจัดการ เพราะไม่เคยทำจิตให้สำเร็จเป็นอัปปนา ผล อัปปนาคือ ความแน่วแน่ แนบแน่น เป็นความสำเร็จ พยัปปนา ตัวกลาง เก่งขึ้น เจตโสอภินิโรปนา ตัวปลาย อัปปนา ไม่เหมือนเจโตสมถะ ที่ตัวตั้งมั่นแน่วแน่ตั้งมั่น อัปปนาแปลว่าตั้งมั่น ถ้าเป็นแบบสมถะก็กดข่ม แต่ตั้งมั่นอย่างวิปัสสนาทำลายกิเลสถาวร ถ้าไม่ถาวร เจตโสอภินิโรปนาก็ถาวร สูงขึ้นเป็นขั้นปลาย แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น ต้องเจริญขึ้นในตัว static ยิ่งมั่นคงเสถียรเรื่อยๆ สรุปแล้วพยัญชนะจะสลับกันไปกันมา ตักกะ วิตักกะแล้ว สังกัปปะ ถ้าคนทำกิเลสออกไม่เป็น ตักกะ วิตักกะ มาเป็นวิตักกะคือมีกิเลสไม่ได้ลดกิเลสเป็น วจีสังขาร แต่ถ้าวิของคุณเป็นตัวทำให้ยิ่ง กิเลสคุณลดหรือดับไป แต่ถ้าคุณทำไม่เป็นวิก็เป็นยิ่ง แต่ยิ่งทางโลกีย์ไปอีก เห็นไหม ยากมากที่วิ จะเป็นวิบัติหรือวิเศษ วินาศสันตโร ก็ได้ เป็นความดีวิเศษวิสิทธิ์ก็ได้ พยัญชนะที่เราสามารถสื่อสภาวะให้รู้ ที่มีก็เป็นความเลวต่ำหรือความเจริญก็ได้ บางทีพยัญชนะสลับไปมาก็ได้ พยัญชนะเป็นสมมุติ มันเป็นบัญญัติ ไม่ใช่ตัวแท้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...ความสำคัญเบื้องต้น ทำอย่างไรเราจะมีปัญญาเฉลียวฉลาด ที่เป็นแบบที่พ่อครูสอน คือรู้เท่าทันว่าไอ้หน้ากิเลส ไล่ไปเลย พ่อครูให้รู้เท่าทันกิเลส ไล่มันจัดการมัน แต่ถ้าเราไม่เห็นหน้ากิเลส ไม่รู้ว่าเป็นกิเลสก็เป็นเฉกตา ไม่เป็นปัญญา แต่เป็นตัวขี้โกงเหตุผลเยอะแยะ เราสายปัญญาต้องรู้เท่าทันกิเลสตน แต่สายปัญหาคือเห็นแต่ปัญหาคนอื่นเยอะแยะเลย พ่อครูขยายความต่อไปว่า เราจะรู้ว่าเรากดข่มหรือวิปัสสนาคือ พอมันเข้ามา ทำได้แล้ว เราตื้อๆหรือว่าเราปีติ ถ้ามันตื้อเราก็หาเหตุผลสู้อีกก็ช้ำใน แต่ถ้าไม่ได้กดข่ม ใช้ปัญญามันจะเบาลง แต่ก่อนมากกว่านี้ พอตอนนี้เบาลงก็จะมีปีติ แต่ถ้าตื้อไปไม่รู้เรื่องก็กดข่ม แต่ถ้าเห็นกิเลสเราเบาบางจางคลายลงก็มีปัญญา เราก็จะดีใจ เป็นความมีปัญญาของเรา
พ่อครูว่า...มุมว่ามันตื้อๆไป กับมันโปร่งๆใส คนที่ยอมรับคนที่เข้าใจจิตจะโปร่งใส คนไม่ยอมรับไม่เข้าใจหรือยังสู้อยู่จิตจะไม่โปร่ง คนจะมาถกกันเถียงกัน วิจัยกัน ก็แล้วแต่ คนที่ยอมรับแล้วใจเราจะโปร่ง นอกจากโปร่งเข้าใจแล้วยิ่งโล่งสบาย แต่ถ้าใจเราไม่โปร่งตื้อ ก็ชักไม่ดี นอกจากมันบอกว่า โปร่ง มันไม่มีปัญหาหรอกใส แต่ว่าคุณรีบตัดเขาทิ้ง คุณไม่รับ ข่มไว้เลย ไม่ฟังต่อ ฟังก็ฟังเสียไม่ได้อย่างนั้น ตัวเองถือว่าตัวเองชนะแล้ว มันละเอียดนะ เอ็งพูดไปเถอะเอ็งโง่ อย่างนี้ แต่ถ้ายิ่งฟังยิ่งไม่ตื้อ จิตโปร่งมีแต่สบายเบาโล่ง ชัดเจนใสขึ้น เป็นรายละเอียดที่คุณจะอ่านชัด ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ถ้าคนไม่ได้ปฏิบัติธรรมจะมีแค่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ นั้น จะเป็นอย่างสามัญสมมุติทั้งหมด ไม่มีวิจัยวิจาร ไม่รู้กิเลส ไม่ทำให้กิเลสลดจางคลาย มีแต่ตักกะ วิตักกะ ไม่มีสังกัปปะ ไม่เกิดสังกัปปะ 7 ใดๆเลย จะมีแต่ตักกะ วิตักกะ ...ตักกะอย่างไม่รู้ ไม่เกิดเจริญ จะมีแค่สองฐาน ไม่เกิดฐานที่สาม ฐานที่สามคือสังกัปปะ จะทำหน้าที่ลดกัปป์เลิกกรรมไป สังกัปปะสำเร็จคือหมดกาละ ทำกาละให้หมดกาละ พอทำกาละหมดกาละ คำว่าทำกาละเป็นสำนวนหนึ่งของศาสนา คือทำกาละแปลว่าตาย ตายในที่นี้คือกิเลสตาย ผู้ที่ทำกาละคือกิเลสตาย แต่คนที่เข้าใจไม่ได้ว่าผู้ทำกาละคือร่างกายตาย คือคุณไม่รู้ก็คิดว่าตาย ที่จริง แปลว่าทำกาละให้ดับไปหมดไป ไม่มีกัปป์ไหนๆก็ไม่มีอีก สิ้นกัปป์สิ้นกัลป์เลย จิตของเขาจะไม่เกิดอีกเลย จิตตัวที่เป็นสัตว์อบายไม่ผุดไม่เกิดอีก ไม่มีกรรมกาละอีกเลย คือสิ้นกัปป์สิ้นกัลป์ของคุณ สิ้นกัปป์ตัวนี้แล้ว หมดชีวิตินทรีย์ ไม่เหลือพลังแรงงาน ไม่มีตัวเคลื่อน สูญเลย คนที่มีญาณปัญญาสามารถอ่าน ชีวิตินทรีย์ของสัตว์โอปปาติกะ ชีวิตินทรีย์อยู่ใน รูป 24 ภาวะรูป หทยรูป ชีวิตรูป อาหารรูป ต้องอ่านชีวิตกิเลสว่ามีอินทรีย์หรือไม่ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ตักกะ วิจัยให้ออก วิตักกะ คือทำให้ไม่มีก็ได้ ทำสำเร็จก็ประเสริฐ ส่วนจาระคือการเคลื่อนไหวของมัน อาการวิญญัติ kinetic ที่ยังมีชีวิตินทรีย์ของมัน อ่านอาการมันให้ได้ ถ้าอาการละเอียด ให้ใช้ตาเบาบางต้องรู้ว่ามันยังมี ละเอียดเหลือเกิน ลหุ มันเป็นความเล็กความน้อย อนุ ลหุ ขนาดไหนก็ต้องรู้อาการให้ได้ ถ้ามีญาณ ปัญญา ตามฐานะของแต่ละคนก็จะอ่านได้รู้ได้ ส่วนคนไม่มีดวงตาไม่มีปัญญา ไม่มีกล้องจุลทรรศน์ ไม่มีแว่นขยาย คุณก็ดูได้เท่าที่คุณสามารถ เลนส์ของคุณ กล้องของคุณ ดวงตาของคุณอ่านได้เท่านี้ รู้ได้เท่านี้ ก็เป็นเรื่องที่สุดวิสัย มันก็อยากรู้ อยากตาดี อยากตาขยายได้ละเอียดยิ่งขึ้นอยู่นะคนเรา แต่มันเกินความจริงของเรา ไม่ต้องฮึดฮัดอึดอัด ให้เป็นความจริงไปตามลำดับ แล้วจะเจริญได้จริง เราก็จะรู้จักตัวที่เล็กละเอียดลงไปอีก ตามฐาน การเจริญไปตามลำดับจึงยิ่งใหญ่มาก พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริงหนอ ลาดลุ่มไป ใครไปมั่วซั่ว หยาบปนละเอียดไม่ได้หรอก มันสับสนกันตายเลย สังกัปปะ เขาแปลว่าความดำรินึกคิด ก็แปลกลางๆ ไม่ได้ทำสังกัปปะ7 ที่ทำให้กิเลสจบหมด เป็นวิตักกะตัววิเศษแล้ว วิเศษแปลว่าไม่มีเหลือ เศษ แปลว่าเหลือ แต่วิเศษ คือไม่เหลือเศษอีกเลย ไม่เหลืออะไร จริงๆแล้ว คำว่าวิเศษ ถ้าจะแปลโดยสภาวะไม่เห็นมีความสำคัญ ก็แค่ไม่เหลือ แต่ถ้าวิเศษเขาไปแปลว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ สุดยอดเลย แต่แท้จริงวิเศษคือความไม่เหลือเท่านั้นเอง ไม่เห็นยิ่งใหญ่ อะไรไม่เหลือ อาสวะ อนุสัย ไม่เหลือ มันยิ่งใหญ่อย่างนี้ ธุลีละอองไม่เหลือ ไปแปลแบบโลกๆว่ากินข้าวไม่เหลือ ก็ไม่มีอะไร แต่ถ้ากิเลสขั้นละเอียดอาสวะก็ไม่เหลือ อนุสัยก็ไม่เหลือ นี่แหละวิเศษจริงๆ เห็นไหม (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) แค่เข้าใจคำว่าวิเศษได้นี่ก็ยิ่งใหญ่แล้ว
สมณะเดินดินว่า...มีคำถามว่า ขอรบกวนเรียนสอบถามครับว่าถ้าบุคคลใดมีความเชื่อที่ว่า พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน แล้ว แต่ยังมีดวงจิต อาศัยอยู่ที่ดินแดนนิพพาน กับมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน โดยดับสูญไม่มีทั้งดวงจิตและกายหลงเหลืออยู่เลย ถ้าเชื่อคนละแบบนี้ จะสามารถปฏิบัติธรรมะจนนิพพาน ได้เหมือนกันไหมครับกราบนมัสการครับ พ่อครูว่า ได้ทั้งคู่ ขอให้รู้จักเป็นสัมมาทิฎฐิ ไล่ไปตามลำดับ จะเป็น โสดาบันสกทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปตามลำดับ เป็นโพธิสัตว์ไปตามลำดับ
คนที่ตายอย่างที่หมดสิ้นสูญไม่เหลือจะเข้าใจความเป็นอัตตา แต่ถ้าคนเข้าใจว่า ไม่หมดสูญเป็นนิรันดร เป็นพระเจ้า คนพวกนี้จะไม่เข้าใจอัตตา พระโพธิสัตว์พระอรหันต์ทุกพระองค์ ถ้าจะมีตัวตนไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ แต่ถ้าพวกธรรมกายที่บอกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่พุทธเกษตร จะไม่เข้าใจคำว่าปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ได้ ไม่เข้าใจที่พระพุทธเจ้าว่า เหมือนพวงมะม่วงหล่นลงจากต้นแล้ว จะเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก เหมือนการแยกธาตุน้ำ สลายเป็น Hydrogen และ oxygen จะไม่เป็นธาตุน้ำตัวนี้ได้อีกเลย จะไปรวมกันอีก ก็ไม่เป็นธาตุน้ำตัวนี้อีกแล้ว สมณะเดินดินว่า...คนที่เชื่อผิดๆ จะปฏิบัติให้สมบูรณ์ไม่ได้ คนเชื่อว่ามีเป็นที่สุด นี้ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะของศาสนาพุทธ ไม่มีเป็นที่สุด แต่นัยยะที่มีคือพระโพธิสัตว์ ยังมีอยู่ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้า สร้างศาสนาใด ถึงบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ไม่มีองค์ที่สอง พวกที่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในพุทธเกษตร แล้วจะไปอยู่ทำไมที่นั่น น่าจะลงมาช่วยกันสอนมนุษย์ อยู่ทำไมเสียเวลา เชื่อผิดแล้วปฏิบัติถึงนิพพานไม่ได้ อาจจะได้นิดหน่อยเท่านั้น
สมณะเดินดินอ่านคำถามว่า… หากไม่มีอุปาทานในปัจจุบัน ก็เท่ากับว่ารู้เท่าอดีตอนาคตแล้ว ถูกต้อง หรือเปล่าคะ พ่อครูว่า..คุณต้องเข้าใจคำว่า อุปาทาน คืออะไร อุปาทานคือการยึด คุณไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว คนที่ยังไม่ปรินิพพาน แม้เป็นอรหันต์ก็ยึดไว้เพื่อทำงาน สุดท้ายเขาจะแย้งจะเถียงก็ให้เขาเอาชนะไป พระอรหันต์ทุกองค์ให้แพ้ก็ได้ ถ้าจะให้ชนะก็ได้ ท่านไม่มีตัวตน ถ้าชนะก็คือเขายกให้ ถ้าคนไหนไม่ยกให้ท่านก็แพ้ แพ้ก็แพ้ เพราะท่านไม่ได้ได้ ไม่ได้เสียอะไรอยู่แล้ว ไม่ได้ไม่เสียอยู่แล้ว สมณะเดินดินว่า..พอจะสรุปได้ว่า เป็นผู้รู้เท่าทันอดีต อนาคตแล้ว พ่อครูว่า...ใช่ ท่านชัดเจนว่าอดีต ปัจจุบัน เป็น 0 แล้ว จะมีวิบากก็คือไม่ 0 แต่ถ้า 0 ก็คือปรินิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าไม่กังวลหรอกว่าอดีตวิบากจะตามทวงหนี้ ท่านก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าท่านทำให้ทุกข์วิบากหนัก วิบากเลวร้ายจางคลายไปหมดแล้ว ที่จริงวิบากไม่มีดับ แต่มันตามมาไม่ทัน วิบากจะตามมาไม่ทัน เพราะพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ตามมาก็ไม่มีตัวตนให้ทวงหนี้แล้ว
สมณะเดินดินอ่านคำถามว่า… _บุคคลที่สามารถรู้อดีต (แบบคนระลึกชาติได้) กับ บุคคลที่เห็นอนาคต (แบบน๊อตต้าดามุส) ทั้งสองลักษณะ หากเป็นความจริงตามที่ระลึก ตามที่เห็นนั้นจริง ใครจะทุกข์กว่ากันครับ... ตอบ..นอสตราดามุสทุกข์กว่า จะมีคนกวนเยอะกว่า พวกนี้จะหนี เพราะคนอยากถาม ให้ช่วยตลอด ยาก แล้วคนพวกนี้ คนอยากรู้คนจะไปขอความรู้นี้นับไม่ถ้วน ถ้าอยากเป็นอรหันต์คนไม่อยากเป็นอรหันต์ไม่ค่อยมีหรอก คนอยากเป็นนอสตราดามุนมีเยอะ จะรวยไหม จะมีเมียเยอะไหมเป็นต้น อย่างตอนนี้ใครจะมาอโศก แม้เปิดเผย ทุกวันนี้ประกาศอรหันต์เหมือนเสียของ เขาไม่เชื่อ ไม่เอาหรอก ถ้าอรหันต์อย่างนี้ไม่เอา อรหันต์เขาต้องรวยต้องเท่ห์ มีอะไรสารพัด
_.ตัวสัมประสิทธิ์ (ความเจริญธัมวิจัยสัมโพชฌงค์) จะเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ ดิฉันกำลังติดแป้นอยู่..ไม่รู้สึกทุกข์...จนต้องขวนขวายหาทางฝึกฝนตนเองเพิ่มเติมเพื่อความเจริญที่ยิ่งขึ้นค่ะ ตอบ...เรื่องนี้ตอบยากเหมือนกัน สัมประสิทธิ์คือความเจริญ แม้แต่อุตุนิยามพีชนิยามก็มีสัมประสิทธิ์ สัมประสิทธิ์คือตัวพลังงาน ที่มีอัตราการก้าวหน้า อยู่ในประสิทธิภาพ ในขั้นที่จะเจริญ ทะลุกรอบ ทะลุรอบ คุณเป็นอุตุนิยามก็มีตัวเจริญ มีสิทธิ์ทะลุกรอบมาเป็นพีชะได้ เป็นพีชะก็ทะลุไปเป็นจิตนิยามได้ เป็นจิตนิยามโลกียะก็มีสิทธิ์ทะลุกรอบเป็นโลกุตระได้ เป็นโสดาบัน ก็มีสัมประสิทธิ์ ที่สามารถทะลุไปเป็น สกิทาคามี แต่ถ้าติดแป้นก็วนไม่เจริญ ถ้าไม่มีสัมประสิทธิ์ ก็จะวนอยู่ที่เดิม อย่างโสดาบัน นางวิสาขา ก็วนเวียนติดแป้น ต้องมีสัมประสิทธิ์ จึงจะทะลุรอบ กรอบ ที่สำคัญๆได้ เป็นขั้นที่ไม่ซ้ำ สัมประสิทธิ์ จะทะลุกรอบ ที่ไม่สามัญได้ เป็นการทะลุกรอบวิสามัญได้
สมณะเดินดินว่า..พ่อครูจะอธิบาย ปฏิกิริยาของในหลวงที่มีต่อคนไทย เป็นสัมประสิทธิ์ พ่อครูว่า สัมประสิทธิ์เป็นของตัวเอง ที่แหวกกรอบของความเจริญได้ ต้องฟังให้ดีนะ สมณะเดินดินว่าผมเคยฟัง ปฏิกิริยาของ Bomb of love ที่สามารถทำปฏิกิริยาต่อเนื่องไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด พ่อครูว่า...คนไทยเกิดความชื่นชมชื่นใจ ถ้าจะมีพลังสามารถสร้างตัวเองได้เท่าไหร่ ถ้าสร้างได้ เช่นในหลวงเป็นโลกุตระบุคคล ถ้าคุณอยากเป็นแบบในหลวง ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนเป็นพระโพธิสัตว์ อย่างในหลวงให้ได้ สัมประสิทธิ์เป็นของตัวเองไม่เกี่ยวกับคนอื่น คนที่บอกว่าอยากจะเป็นอย่างในหลวง ก็ต้องทำสัมประสิทธิ์ในตัวเอง ทำพลังงานในตัวคุณ ถ้าทำไม่ได้ก็เป็นอัตตะ ไม่สามารถเป็นอย่างในหลวง ก็ได้แค่ชื่นชมยินดี ถ้าสักวันคนไม่เอาก็จะเบื่อ วนไปสุขกับโลกียะอีก ถ้าไม่ข้ามขั้น ถ้าไปถึง โสดาปัตติผล จะมีความเชื่อ นิยตะระดับหนึ่ง โสดาบันมีสี่ระดับ โสตาปันนะ เข้ากระแสโลกุตระ อวินิปาตธรรม ไม่แปรเปลี่ยน นิยตะ คือเที่ยงในระดับหนึ่ง ถ้าเลยเที่ยงก็ในระดับโสดาบัน ที่จะเจริญต่อไปอีกแน่ๆ สัมโพธิปรายนะ แล้วในนัยยะโสดาบันที่ซ้อน สำหรับผู้ที่จะสำเร็จแบบเอกพีชะคืออีกหนึ่งเชื้อ ก็เป็นพระอรหันต์เลย สกิทาคามีก็แปลว่าอีกหนึ่งเชื้อหรืออีกหนึ่งชาติเหมือนกัน แต่เอกพีชี เป็นการพาสชั้นไปเป็นพระอรหันต์เลย ส่วนสกิทาคามีคือต้องไปตามลำดับ คือเป็นอนาคามีแล้วเป็นอรหันต์ สกิทาคามี จะไม่ได้หมายถึงเป็นอรหันต์ได้ในทันที นอกจากจะเป็น เอกพีชี จะเป็นโสดาบันหรือเป็นสกิทาคามี สามารถเร่งพลังงานของตนให้ข้ามขั้นได้ในชาตินั้น ก็สามารถเป็นพระอรหันต์ได้ ทั้ง โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี สร้างสัมประสิทธิ์ได้เป็นในระดับยกกำลัง สัมประสิทธิ์ เป็นธาตุปัจจุบัน สามารถสร้างสัมประสิทธิ์ให้อยู่ในระดับยกกำลัง ทะลุเป้าได้ ถ้าคุณสูงแล้วก็ไม่ต้องยกกำลังสูงก็ทะลุเป้า แน่นอนไม่ใช่แค่บวกหรือคูณ ถ้าโสดาบัน หรือสกิทาฯจะบรรลุอรหันต์ต้องยกกำลัง สมณะเดินดินว่า..พ่อครูเคยบอกว่าสัมประสิทธิ์ มีคุณสมบัติ Infinity มีความก้าวหน้าในระดับคูณเป็นต้นไป แล้วต้องเป็นตัวแปร พ่อครูว่า...ตัวแปรคือ สัมประสิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive