660116 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 9 พ่อครูพบ ญาติธรรมสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข31 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660116 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 9 พ่อครูพบ ญาติธรรมสันติอโศก https://www.boonniyom.net/52612.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1iN9oJ8Xbo24GO_x134p5DEa3-G8eOT1H_hFVYlxgMIo/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1MOOkxDI2ZHCr3ASoNZwIMV8nrSwj8Csi/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/-7JAspMLlyw และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/472933205023629

ผลสำเร็จของพ่อครูคือสร้างคนสร้างชุมชนสาราณียธรรม พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2566 แรม 10 ค่ำเดือน 2 ปีขาล ที่บวรสันติอโศก รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม เราก็มาเจรจาฟังธรรมกันอีก พวกเรานี่นะ อาตมาเห็นแล้วรู้สึกว่าโอ้โห..ยอดเยี่ยมจริงๆ ยอดเยี่ยม อะไร ฟังเทศน์ฟังธรรมกันจริงๆ ชีวิตมีสาระ มันเป็นชีวิตที่มีโชคดีที่เยี่ยมยอด คนในโลกเขาทำมาหากินกัน ไม่มีเวลาสนใจฟังธรรมกัน ดีที่วันพระวันเจ้า วันอาทิตย์วันเสาร์ก็ไปวัดไปวา ไปตามจารีตประเพณี ไปทำทานอย่างเสริมกิเลส ไปรักษาศีลอย่างงงๆงวยๆ ก็อย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้รักษาศีลอย่างที่รู้ว่าเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 คือรักษาศีลนี้แล้วคุณจะต้องสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ คุณมีศีลข้อ 1 เป็นต้น ตั้งจิตไปว่าไม่ทำร้ายสัตว์ มีความกรุณามีความเอ็นดูต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ วางทัณฑะ วางอาวุธ ตามพยัญชนะที่ท่านว่าไว้ สรุปก็คือว่าสัตว์ในโลก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือคน คนนี่แหละตัวดี ที่เป็น สัตว์ใหญ่ที่เราจะต้อง สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ อย่างแท้ๆ เมื่อสัมผัสกันโอภาปราศัยกันเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอยู่ คุณก็สำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ ไม่ให้เป็นไ

อ่านต่อ

ปตามโลกโลกียธรรมทั้งหมดทั้ง กาม รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสมีสติสัมโพชฌงค์ ธรรมะวิจัยสมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ รู้ตัวทั่วพร้อม แล้วก็รู้ในการสัมผัสเกิดรูปเกิดนาม ต้องรู้ทั้งรูปทั้งนามสภาพเป็นกายสภาพที่เป็นจิต กายภาวะ จิตภาวะ เราจะมีสัญญามีตัวกำหนดรู้ อ่าน อาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทส คำขยายสาธยายของอาตมาที่อธิบายให้ฟัง อาตมาใช้พยัญชนะบาลี ควบ ในการบรรยายธรรมะมาก จนกระทั่งชาวอโศกพวกเรานี่ฟังธรรมะด้วยภาษาบาลีประกอบกัน บางทีคนข้างนอกเขาก็ไม่รู้เรื่อง พูดภาษาบาลีประกอบอะไรอย่างนี้ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะจะต้องสอนพิสูจน์พวกเราให้ได้ เจตนาที่จะต้องให้มีพระอริยะหรือมีพระอรหันต์ให้มากๆ เป็นหลักให้แก่สังคม ในช่วงชีวิตที่อาตมามีอายุอยู่ต้องทำ แล้วพวกเราหรือว่าการสืบทอด พวกเราก็จะได้ทำงานขยายผลให้แก่คนอื่นต่อ สร้างหัวเชื้อนี้ไป อาตมาไม่ได้ทำแบบหางกะทิ หรือแบบน้ำกะทิ ที่ไม่สำคัญที่หัวเอาไปหมด มันมากไป อาตมาไม่มีพลังมากพอ แล้วก็มีเจตนาที่จะทำอยู่ เพราะฉะนั้นผู้ใดใส่ใจ ตั้งใจศึกษาฟังธรรมของอาตมา อาตมาพาทำอยู่นี้ จนกระทั่งเป็นชุมชนที่เกิด สาราณียธรรม 6 เข้ามาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนชาวอโศก ใครเข้ามาอยู่ในนี้ก็ถือว่ามาอยู่ในเมืองพระศรีอารย์แล้ว เป็น อาหารสัปปายะ เสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ อย่างแท้จริงเลย เป็นอาริยะ อยู่กันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มีลาภโดยธรรมก็เอามากินใช้ร่วมกันสุดยอดเป็นชีวิต แล้ว เศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบ เท่าที่มนุษย์ชาติจะทำสำเร็จ อาตมาทำได้ประสบผลสำเร็จมานานปี ตั้งแต่เริ่มต้นที่คิดว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ ออกมาทำงานศาสนา สร้างชุมชนปฐมอโศกเป็นชุมชนแรกนึกว่าจะเป็นสาธารณโภคีไม่ได้ แต่ก็เป็นได้ มาจนถึงบัดนี้ 50 - 60 ปีแล้ว จนกระทั่งพวกเราชินชากับระบบนี้ แต่มันยิ่งใหญ่จริงๆ จึงอาศัยกลุ่มหมู่ของชาวอโศกนี้ แสดงธรรม ยิ่งมีโทรทัศน์มีอะไรก็เอาพวกเรานี้เป็นหน้าม้า เป็นตัวอย่าง เป็นกลุ่มที่จะพูดคุยโอภาปาศรัยสาธยายด้วย ตามภูมิของพวกเรา ส่วนคนอื่นๆเขาจะทำได้ก็ตาม ตามยังไม่ได้ก็แล้วไป เหมือนกับทิ้งเขาไว้ข้างหลัง ไม่เหมือนลุงตู่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเลย อาตมาทำแล้วเหมือนยังทิ้งใครไว้ข้างหลัง มันก็คล้ายๆอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้ทิ้งหรอก เห็นใจสงสารอยู่ก็พูดพาดพิงอยู่ แม้แต่คนที่มิจฉาทิฏฐิก็กล่าวพาดพิงติเตียนอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่เอาใจใส่ไม่ดูแล ไม่ว่าจะเป็นมหาบัว ธัมมชโย หรือแม้แต่สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ มหาประยุทธ์ ปยุตโต ก็กล่าวถึงท่าน สิ่งที่ควรตำหนิ นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ อะไรที่ถูกต้องก็บอกถูกต้องซึ่งอยู่ในชาวอโศกเสียมากก็เลยไม่ได้พูดมาก ก็เลยมีแต่การตำหนิเสีย SMS วันที่ 13-15 มกราคม 2566 _มุกดา อรุณโรจน์ · หมู่บ้านชาวอโศกเข้าร่วมพรรคไทยสร้างชาติไหมคะพรรคจะได้มีตัวช่วยให้ได้รับคนดีเข้าบริหารบ้านเมือง พ่อครูว่า...อิสรเสรีภาพใครจะไปสมทบการเมืองก็เป็นเรื่องของส่วนตัว เป็นเรื่องอิสระตามใจ ใครจะไปทำได้ไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา

_Araya Sripairoj อารยา ศรีไพโรจน์ · ความรัก ๑๐ มิติ พ่อครู ๘๘ ปี ๘ เดือน ๘ วัน จันทร์ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๓ #วันพระ พ่อครูว่า... ที่จริงเป็นงานความรักของรัก รักพงษ์ ในวันที่อายุ 88 ปี 8 เดือน 8 วันก็คืออายุ 88 เข้าไปหา 89 เต็ม ถ้าครบ 12 เดือนก็เป็น 89 เข้าอายุ 89 ก็ไล่ต่อไป 89 ปี 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน 5 เดือนไปเรื่อยๆไปหา 90 เราเป็นคนก็เอาสิ่งเหล่านี้มาอาศัยใช้สอยเท่านั้นเอง

_ต้นกล้า อโศก · สาธุ ที่พ่อครูไม่ต้องผ่าตาค่ะ มีคนแก่มากมายที่ไม่ได้ผ่าตัดต้อกระจก ให้ชลอไปก่อน บางทีอาจจะไม่ต้องผ่าเลยก็ได้เพราะถ้ายังมองชัดอยู่ และต้อกระจกยัง ok กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า... ก็ดี ออกความเห็นมา แหม หมอคนนี้เขาให้เป็นอย่างนั้น พรุ่งนี้วันอังคารจะไปพบหมออีก จะว่าไงก็ยังไม่รู้ ยังไม่ได้จบ ยังไม่ได้ตัดสิน ก็ว่าไป

_ยายทอง ตาเซียน · รายการพุทธศาสนาตามภูมิภาคทบทวน วันที่ 14 ม.ค. 66 ภาพและเสียงชัดเจนดีมากครับ ไม่ได้ไปที่สันติอโศกหลายสิบปี ดูในภาพแล้วพื้นที่นั่งฟังธรรมคับแคบไม่กว้างเหมือนยุคก่อนๆนะครับกราบสาธุครับ พ่อครูว่า... จะว่าต้นไม้มันโตขึ้นทำให้ที่แคบๆก็ไม่ใช่ ต้นไม้ก็ไม่ได้โตขึ้น

_Pichest Boonwiroon พิเชฐ บุญวิรุณ · เสียดายเวลาหมดเสียก่อน อยากฟังพ่อครูขยายพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 เรื่องความมีกับความไม่มีต่อครับ กราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ พ่อครูว่า... เรื่องความมีและความไม่มีใครเข้าถึงทำได้ก็เป็นความจบของการปฏิบัติธรรมเป็น อนุปคัมมะ ซึ่ง เป็นความสูงกว่า สยังอภิญญา

_CBim CBim ซีบิม ซีบิม · โลกุตระ = จิตสาธารณะ พ่อครูว่า... ก็คงบอกความเข้าใจของเขา จะบอกว่าโลกุตรจิต มีจิตสาธารณะก็ได้ เป็นกลางๆเป็นสาธารณะทั่วไป สามารถที่จะรู้ทั่วๆไปกับใครๆต่างๆกับบรรยากาศต่างๆกับสังคมกับพฤติกรรมสังคมต่างๆ แล้วเราก็มีจิตเป็นกลางๆ จิตไม่ได้ยึดเรายึดเขา ช่วยกันได้ก็ช่วยๆกันไม่ได้สุดวิสัยก็แล้วไป ศึกษาไว้เข้าใจภาษาที่สื่อถึงสภาวะพวกนี้ดีก็เข้าใจ

พรรคสัมมาธิปไตยทำการเมืองแบบไหน _สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ · ประเด็นธรรมสัมมาธิปไตยพ่อครูเสนอมาเปิดเป็นพรรคการเมืองแล้วฤา? มีผู้สมัครลงเลือกตั้งพรรคอโศกไหม? แล้วพรรคนี้หนุนลุงตู่ไหม?จะขอสมัครเป็นสมาชิกด้วย!เพราะพ. อโศกเปิดตัวทีไรทำงานการเมืองติดดินนอกสภาทุกที!มวลเสริมกองทัพธรรมเคยร่วมกิจกรรมพ. เพื่อฟ้าดินรุ่นเก่าฯ พ่อครูว่า... ไม่ได้คิดจะส่งใครลงเลือกตั้ง การตั้งพรรคขึ้นมาก็เพื่อให้รู้ว่าเป็นการเมือง การตั้งพรรคคือทำงานกับสังคมให้รู้ว่าเป็นพรรค ที่จริงศาสนากับการเมืองกับประชาธิปไตยนี้ การตั้งพรรคการเมืองนี้ผิด มันไม่ใช่ประชาธิปไตย ตั้งพรรคการเมืองคือพรรคพวก มันก็เหมือนคอมมิวนิสต์ชนิดหนึ่ง แล้วก็อาศัยอำนาจของพรรค ไปยืนยัน แข่งขันใช้อำนาจอะไรต่ออะไร ซึ่งมันไม่ใช่การเมืองแบบระบอบประชาธิปไตย คำว่า หมู่ฝูง คำว่า คณะ คำว่า พรรคพวก มันมารวมกันเป็นคณะ เป็นพรรคพวก เป็นหมู่เป็นฝูง มันรวมกันโดยจิตวิญญาณ รวมกันด้วยน้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน ถ้าเอากฎระเบียบกฎเกณฑ์มาบังคับให้ตั้ง..มันเป็นของปลอม คนก็ทำตามกฎเกณฑ์ซึ่งมันเป็นของปลอม แต่ถ้าไม่ต้องบังคับให้ตั้งแล้วมันก็เป็นพรรคเป็นคณะขึ้นมา หรือมีความเห็นตรงกัน รวมตัวขึ้นมาเป็นเอกภาพเป็นความสามัคคี ด้วยความเข้าใจความเห็นมีทิฐิสามัญญตา มีศีลสามัญญาตา นั่นแหละคือพรรคโดยธรรมชาติของประชาธิปไตย ซึ่งมันจริง มันรวมมันเป็นหมู่มวล อย่างชาวอโศกเรานี้ ไม่ได้ไปบังคับใคร ไม่ได้ไปตั้งให้ใครต้องไปจดทะเบียน พวกคุณมาเอง สะดวกอิสรเสรีภาพจะออกเมื่อไหร่ก็ได้ จะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ เอาคุณธรรมเป็นตัวกำหนด หรือเอาตามจิตวิญญาณของคุณเห็นดีเห็นงามเข้ามารวมกัน น้ำก็ไหลไปหาน้ำ น้ำมันก็ไหลไปหาน้ำมัน เพราะฉะนั้นตั้งกฎตั้งเกณฑ์ออกมาเป็นกรอบบังคับ ต้องทำแบบนี้ มีข้อบังคับอย่างนี้มันไม่ใช่อิสรเสรีภาพ มันเป็นการบังคับ ออกกรอบบังคับมีกฎเกณฑ์อย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ มันก็ผิดจากของที่นี่ ที่นี้การที่ไม่ตั้งพรรค มันจะเป็นไปตามสัจธรรม มันจะคัดเลือกตัวคนโดยธรรมชาติ ใครจะเข้ามาอยู่ในพรรคหรือในชาวอโศก มันเป็นการคัดเลือกโดยสัจธรรม โดยศีลโดยธรรมแท้ๆ ไม่ได้ไปบังคับ ไม่ได้ไปตั้งกฎเกณฑ์ ยิ่งมาอยู่ในนี้ก็ได้เลย คุณเคยสมัครไหม เลขที่เท่าไหร่ เบอร์อะไรสมัครไหม ไม่ได้มีใครสมัครเลย เห็นไหม สัจจะมันซ้อนๆอยู่ เราก็ยังไม่มีอะไรมาก ก็ต้องตั้งพรรคกันดู มันจะเป็นอย่างไร อาตมาก็ยังไม่รู้ ตั้งขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองแล้วจะดำเนินอย่างไรก็เห็นดำเนินไปอย่างเฉื่อยๆ ตอนนี้ก็ให้ผู้ที่มีความ Active หน่อยอย่างพวกหมอเขียว ลองมาช่วยเข้ามาดูแลเข้ามาขับเคลื่อนดูซิ ก็ยังไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นใครจะไปสมัครอะไรต่ออะไรให้เขาเลือกตั้งเป็นส.ส.หรือไม่อย่างไร ลองดู ก็ยังตอบไม่ได้ พรรคนี้จะหนุนลุงตู่หรือไม่ ก็เป็นอิสรเสรีภาพเหมือนกัน ก็ถ้าเผื่อว่าตั้งเป็นหลักเกณฑ์แล้วค่อยสมัครเป็นสมาชิก เราทำงานนอกสภาอยู่แล้วเราไม่ได้สมัครไปเป็นสส. จะเข้าไปในสภา _Jaisangbhud Sitis ใจแสงพุทธ สิติส · โลโก้สัมมาธิปโตยงามมากค่ะ เห็นถึงความหมายทางคุณธรรมที่ลึกซึ้ง พ่อท่านสุดยอดมากๆ น้อมกราบด้วยเศียรเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... คนดูแล้วเข้าใจเห็นความลึกซึ้งในสัญลักษณ์นั้นในสื่อนั้น เขาก็ลึกซึ้งเองซาบซึ้งเอง คนข้างนอกทั่วไปเขาดูตามเส้นมีเส้นตรง เส้นหยัก เส้นโค้งตามโลโก้ แต่โลโก้ของเรา มีเลข 0 1 2 พรรคสัมมาธิปไตย อาตมาก็ว่าดูโลโก้มันโก้จริงๆนะ มันดูสะสวย แถมภาพธงชาติเข้าไปอีกหน่อยก็ชัดเจนดี ตัวหนังสือตัวเลขไทยด้วย คนก็ต้องตั้งข้อสังเกต อะไรคือ 0 1 2 มันคือความหมายก็ต้องค่อยๆอธิบาย เมื่อเราอธิบายก็สื่อธรรมะ คนก็จะได้ฟังธรรมะ แต่ละคนจะมีภูมิเท่าไหร่ก็แล้วแต่ค่อยๆขยายไป

_พันธ์ พอเพียง ... อานิสงส์การฟังเทศน์วันที่ 27 ธันวาคม 2565 เมื่อเดือนเมษายน 2565 ลูกได้พาครอบครัวไปอยู่ที่ชุมชนสีมาอโศกบ้างแล้ว ตั้งใจอยู่ที่นั่นตลอด พอต่อมาแม่บ้านป่วยเป็นกล้ามเนื้อลีบโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็จึงขอกลับมารักษาตัวที่บ้าน ตอนนี้อาการก็ดีขึ้น 90% แล้ว ช่วงว่างๆเราก็ไปช่วยขายของที่ ชมร จตุจักร วันหนึ่งผมได้พบลูกค้ามีอาการกล้ามเนื้อลีบเหมือนแม่บ้าน ผมถูกเขาขอร้องให้ช่วยดูแลสุขภาพ ผมจึงอนุญาตให้เขามาหาผมได้ ผมพอมีวิชาเรื่องดูแลสุขภาพแบบนี้บ้าง เมื่อผ่านมาอาการเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และคนอื่นรู้ข่าวก็มาหาผมเรื่อยๆ จนกระทั่งเย็นวันที่ 27 “คุณจงหันหัวลูกศรกลับมาอยู่กับหมู่กลุ่ม ถ้าคุณยังทำลูกศรยิงออกไปข้างนอก แม้คุณได้ตายไปแล้วเกิดมาอยู่กับอโศก คุณก็จะเกิดมาทำลูกศรยิงออกไปข้างนอกอีก” ขอบอก จงอยู่ในกระบอก โบกมือเรียกจงนอยู่ในโบก จะได้ไม่โบกมือลา ผมเข้าใจประมาณนี้ แต่สะกิดแล้ว ฝังจำ มากครับ บ่ายวันที่ 4 มกราคม 2566 15:00 น คนไข้ 2 คนเดินไปที่สระน้ำหลังบ้านผมแล้วเดินมาบอกผมว่าต้องการจะสร้างอาคารให้หลังหนึ่ง เพื่อดูแลสุขภาพแบบครบวงจร สร้างให้ฟรีๆ ส่วนตัวเขาขอมาเดือนละ 2 ครั้งพักครั้ง 1 คืน คนหนึ่งบอกไปที่แม่บ้านผม อีกคนบอกกับผม ทีแรกผมก็เกิดจิตยินดีสัก 1 นาที แล้วเทศนา พอวันที่ 16 มกราคมก็พรั่งพรูออกมาแบบไม่ต้องต่อสู้มากเลย คือเรื่องที่จะเข้าหมู่กลุ่มเพื่อลดละกิเลสตัวเอง แต่ก็ตอบเขามานิ่มๆว่า ขอคิดดูก่อนแล้วจะให้คำตอบ (แต่แม่บ้านผมสิครับ ผมไม่เคยเห็นเธอ จะเปิดฟังเทศน์ฟังธรรมอะไรเลย บางทีผมฟังเทศน์เธอก็นอนการบริหารเหมือนไม่สนใจ ตัวผมเองใช้เวลาปฏิเสธโครงการนี้ประมาณนาทีครึ่ง คือ ลูกศรยังง้างๆออกไปอีก แต่ทางแม่บ้านผมใช้เวลาไม่ต้องคิดเลย เธอตอบไปว่า “ไม่รับค่ะจะไปช่วยงานวัดค่ะ ” พ่อครูว่า... มันเป็น Absolute Talk เลยนะ ตีหัวเข้าบ้านเลย ทำเอาโครงการนี้จบไปแบบไม่มีใครกล้าคัดค้าน เพราะทุกวันนี้ผมยกให้เขาเป็นผู้บริหารบ้านครับ อีกไม่นานคงได้กราบลาพี่ๆน้องๆที่จตุจักรเพื่อกลับสีมาอโศกบ้านเองละเด้อครับ ...กราบนมัสการ ตรบ พ่อครูว่า... นี่ก็รายงานพัฒนาการชีวิตขึ้นมาเรื่อยๆ มันเป็นผลสำเร็จของอาตมา ที่แสดงธรรมสอนธรรมะ อธิบายธรรมะแล้วถึงวันนี้มันมีผลต่อมนุษยชาติ มีผลจริงๆเลย อาตมาพูดหลายทีแล้ว ไม่เสียเปล่า เกิดมาชาตินี้ที่เอาธรรมะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้ามาสาธยายในยุคนี้ที่เป็นยุคเสื่อม เสื่อมมากๆเลย แต่ก็ยังมีคนพอรับได้ ผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ฟังรู้เรื่องเข้าใจแล้วเข้ามา มีจำนวนหนึ่งในชาวอโศกนี่แหละ ซึ่งว่ากันแล้วห่างจากเถรสมาคมซึ่งเป็นพุทธศาสนากระแสหลัก หมู่ใหญ่ เพราะมันตัดเขตจากเขา มันเละเทะไปด้วยโลกียธรรม แม้แต่ภิกษุก็ หยำฉ่า อยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วก็ยังทุจริตอะไรกันเละเทะด้วย ดูแล้วมันน่าสังเวชใจ น่าสงสาร มันสุดวิสัยที่จะช่วยเขาได้ ก็ได้แต่คัดเลือกผู้ที่มีวาสนาบารมีก็ได้ความ ผู้ใดไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไร

เลข 0 1 2 กับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา _บ้านเล็กเมืองน้อย....กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

จากที่พ่อท่านแสดงธรรมวันนี้ (ศ.13 มค. 66) ถามพวกเราว่า... ๐ – ๑ – ๒ หมายถึงอะไร ณ ตอนนั้นก่อนที่พ่อท่านจะเฉลย....ในใจคิดว่า จากประสบการณ์และความรู้ ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนทั้งหมดจากพ่อท่าน..... ๒ เป็น “เทวะ” คือ “ความมีกับความไม่มี”….จึง อนิจจัง การดิ้นรนให้คงอยู่ใน “ความมีหรือไม่มี”….จึง ทุกขัง ต้องทำ “๒” ให้เป็น “๑” ที่ “๐ จากทั้งความมีและความไม่มี” ..จึง อนัตตา แล้วอาศัย ๑ ที่ “อเนญชา” ดำรงอยู่อย่าง ๐ (ไม่สุขไม่ทุกข์) จึงทำ “อายะ๓” อย่างอนุโลมปฏิโลมไปตามกาละ เทศะ ฐานะ ได้….. จึงทำให้คิดว่า.... ๒-๑-๐.... น่าจะหมายถึง ไตรลักษณ์ หมวดหนึ่งที่มีอุปการะยิ่ง โดยส่วนตัวแล้วใช้บ่อยมาก เป็นตัวช่วยในการตีความทำความเข้าใจเรื่องยาก ให้คลี่คลายง่ายขึ้นไปตามลำดับ....เช่น การสัมผัส วิโมกข์ ๘... พ่อครูว่า... ต้องมีกายด้วยย มีรูปและนาม สัมผัส ปัสสติ คือต้องสัมผัสอย่างตาเห็น ลืมตา ข้อ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ หมายความว่า เราจะต้องมีการรู้ รูป มีสัญญากำหนดว่ารู้รูปทั้งภายนอก ภายใน เห็นรูปทั้งภายนอก ภายใน ทั้งอรูป รูป ตั้งแต่ภายนอก ภายในเข้าไปถึง อรูป อย่างนี้เป็นต้น ในวิโมกข์ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 สุภันเตว อธิมุตโต โหติ ก็หมายความว่า จบ สุภะ กับ อันตะ อะไรที่น่าได้ น่ามี น่าเป็นอย่างที่สุด ก็ทำจิต จิตก็จะโน้มไป อธิโมกข์ อธิมุตโตโหติ ไปสู่ความเป็นความมีที่สุด วิโมกข์ 3 ข้อเป็นการบอกรายละเอียดของความเป็นวิโมกข์ แต่ความเพี้ยน ความเสื่อมของความรู้ทางศาสนาพุทธแล้ว ไปเข้าใจว่าเป็นการนั่งหลับตา ทั้งๆที่บอกว่ามีภายนอกภายในต้องสัมผัสต้องเห็น แต่เขาเข้าใจไปได้อย่างไรว่าเป็นการนั่งหลับตา วิโมกข์ 8 เขาบอกว่าคือการเข้าสมาบัติต้องนั่งหลับตามีวิโมกข์ นี่คือ ความเพี้ยน ความเสื่อมจากความรู้ทางธรรมของพระพุทธเจ้า ต่อจากนั้นก็ไปเป็น อรูป คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นเรื่องที่ถ้าไม่มีสภาวะแล้วยากมากจะอธิบาย จนกระทั่งเพี้ยน กลายเป็นเรื่องหลับตาไม่มีภายนอกทั้งๆที่มีคำ พหิทา อยู่แท้ๆ มันชัดเจนจะไปนั่งหลับตาได้อย่างไรเพราะว่าต้องเห็นรูปภายนอก อัชฌัตตังคือภายใน พหิทา ภายนอก แต่เสร็จแล้วไปบอกว่านั่งหลับตา…ไม่รู้จะพูดอย่างไร มันเสื่อมจนพูดกันไม่รู้เรื่อง เรามายืนยัน เอาบาลีเป็นหลักฐานมายืนยัน เขาก็ยังยาก _จึงทำให้คิดว่า.... ๒-๑-๐.... น่าจะหมายถึง ไตรลักษณ์ หมวดหนึ่งที่มีอุปการะยิ่ง โดยส่วนตัวแล้วใช้บ่อยมาก เป็นตัวช่วยในการตีความทำความเข้าใจเรื่องยาก ให้คลี่คลายง่ายขึ้นไปตามลำดับ....เช่น การสัมผัส วิโมกข์ ๘... ๑. ต้องมีสฬายตนะ ๒. ต้องรู้อารมณ์ในขณะที่ผัสสะ ๓. ต้องแจ้งจริงใน ไตรลักษณ์..........รู้ความแตกต่าง แยกแยะเทวะได้ (๒) พ่อครูว่า... ผู้เข้าใจเทวะแล้วไม่ได้ไปเข้าใจว่าเทวดาล่องลอยอะไรอย่างนั้น แต่เทวะคือสภาพ 2 เป็นรูปนาม เป็นวิญญาณ มีปัญญาเข้าใจ เทวะได้ ๔. ทำ ความมี ให้ ไม่มี (ล้างกาม) แยกกายกลิออกจากจิต ให้มีเวทนาแท้ (๑) พ่อครูว่า... คือเราจะรู้ 2 ตัวที่มีเวทนาเก๊ กับเวทนาแท้ ทำให้เวทนาเก๊ดับไป เหลือแต่เวทนา1 คือเวทนาแท้ ๕. ทำ ความไม่มี ให้ ไม่มี (ล้างอัตตา) ไม่ยึดในความรู้ = ไร้อัตตา ก็ไม่สุขไม่ทุกข์(๐) พ่อครูว่า... ผู้ที่เข้าใจอธิบายอย่างไรมันก็ถูก เราฟังแล้วก็จะเข้าใจ ๖. ยถาภูตญาณทัสสนะ จิตหมดความเป็นกาย เป็นอนุปคัมมะ จึงเห็นความจริงตามความเป็นจริง (สูญญตวิโมกข์) พ่อครูว่า... จิตไม่มีความเป็นกายนี้เป็นอนุปคัมมะ จึงเป็นจิตที่ทำความไม่มีได้สำเร็จ ความไม่มีกาย เคยอธิบาย ความไม่มีกายของจิต ท่านให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอาที่เล็บมันยาวออกมา เล็บที่ ยาวออกมาพ้นปลายประสาท มันไม่เจ็บไม่ปวดมันรู้สึกเฉยๆไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร ไม่ทุกข์ไม่สุขอะไร นั่นแหละคือจิตวิญญาณเราไม่มี กาย มันไม่ทุกข์ไม่สุข มันไม่เจ็บไม่ปวด มันกลางๆเฉยๆ ทั้งๆที่มันยังเป็นชีวะ แล้วเราก็เป็นคนมีจิตนิยาม นั่นแหละทำอันนี้ได้อย่างนี้ ทำจิตให้ได้อย่างนี้ เราก็ยังมีจิตนิยาม แต่จิตนิยามเราไม่มีกาย ไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่บาปไม่บุญ ไม่มีภาวะ 2 ไม่มีเทวะ แล้ว เป็น สุญญตวิโมกข์ เป็น 0 ๗. ปรับ tune มุทุ กัมมัญญา ให้ปภัสสรา รู้ประมาณได้ตาม กาละ เทศะ ฐานะ ...สั่งสม อภิภายตนะ๘ (อนิมิตตวิโมกข์) พ่อครูว่า... นึกออกไหม ในหมวด วิการรูป มี ลหุตา มุทุตา กัมมัญญา ปภัสรา จิตมันทำให้เบาได้สบายมันเบามันว่างมันง่าย มุทุตา… พวกเราคงจะเข้าใจขึ้น แต่คนข้างนอกที่เขาเรียนกัน อาตมาว่าเขาไม่เข้าใจเรื่อง มุทุตา มุทุจิต จิตที่ มีลักษณะทั้ง static และ Dynamic มีทั้งสภาพของศรัทธาและปัญญา มีทั้งสภาพของ เจโตและปัญญา ทั้ง 2 สภาพในจิตนี้ สะอาดจากกิเลส เป็นอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เพราะฉะนั้น จิตมุทุ คือจิตที่สำเร็จผลบริสุทธิ์ สำเร็จ ปริสุทธา ปริโยทาตา สั่งสมเป็น มุทุภูตธาตุ ธาตุจิตที่สมบูรณ์ จิตนี้จะเป็นกัมมัญญา ทำงานได้อย่างเหมาะควรได้อย่างดี ได้อย่างไม่มีพิษมีภัยได้อย่างสูงสุด ทำงานไปอย่างไร จิตก็ประภัสสรตลอดกาลนาน ก็ทำให้เจริญขึ้นเรื่อย ปริสุทธาปริโยทาตา ปรับจูน มุทุกัมมัญญา ให้ได้ตาม กาละ เทศะ ฐานะ กาละคือเวลา เทศะคือภูมิประเทศ สถานที่ ฐานะคือที่เกี่ยวข้องกับคนต่างๆ _๘. ทำ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ได้ด้วยกรรมของตน เป็น วสวัตตีโก (อัปปณิหิตวิโมกข์) (ผิดถูกประการใด กราบพ่อท่านเมตตาชี้แนะด้วยครับ) พ่อครูว่า... วสวัตตีโก ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ อัปปณิหิตวิโมกข์ คือวิโมกข์ที่ไม่ต้องตั้งจิต อัปปณิหิตะคือไม่ตั้งจิต อนิมิตคือไม่ตั้งนิมิต สุญญตวิโมกข์คือวิโมกข์อย่างสูญ ถ้าวิโมกข์คือหลุดพ้น ยังมีชีวะ ถ้านิพพานคือตาย วิโมกข์คือหลุดพ้นจากกิเลส เป็น วิโมกข์ 3 _แต่...เมื่อพ่อท่านเฉลยว่า ๐ – ๑ – ๒ คือ โลกุตระ ....ก็เห็นด้วยเลย เพราะครอบคลุมได้ถ้วนทั่ว และแบ่งแยกจากโลกียะอย่างชัดเจน กราบขอบพระคุณมากครับ พ่อครูว่า... คุณ บ้านเล็กเมืองน้อย มีชื่อว่า เป็นชาวคริสต์ แต่มารู้เรื่องพุทธเสียจนทะลุปรุโปร่ง คนที่เขาจบเปรียญ 9 ดอกเตอร์ทางศาสนา ตามมหาวิทยาลัยทางตะวันตกมา ไปเรียนพุทธศาสนามาจากตะวันตก..เสียหน้า เสียศักดิ์ศรี อะไรก็ไม่รู้ เทวนิยมไม่รู้หรอก เทวนิยมไม่มีสิทธิ์แล้วรู้เรื่องพุทธ รู้แบบโง่ๆรู้งูๆปลาๆ ไม่มีสิทธิ์รู้โลกุตระ ไม่มี อัญญธาตุ จะเห็นได้เลยว่าเสียท่ามากเพราะเห็นความเสื่อม ไม่รู้ว่าอะไรของตัวเองแท้ๆ เขาไม่มีทางจะรู้เพราะเป็นเทวนิยม ไม่มีทางรู้พุทธศาสนาที่สุดยอดแม้จะไปเรียนดร.วิชาสูงสุด มันก็จะไปจบอรหันต์ แต่มันจะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร น่าสงสาร เป็นความสับสนซับซ้อนโลกที่เขาไม่รู้เรื่องกัน อาตมาก็วิเคราะห์วิจารณ์ไป ใครจะหาว่าเบ่งข่มคนอื่นก็ตาม

เมื่อพ้นทุกข์ลง แต่ยังติดความสบาย จะหลุดจากพรหม ได้อย่างไร พ่อครูว่า... คำถามจากสันติอโศก _ปฏิบัติธรรม มา ระยะหนึ่ง 30 ถึง 40 ปี ทุกข์ลดลงมามากๆ พ่อครูว่า... ดี เข้าใจทุกข์ ผู้ที่เข้าใจทุกข์ รู้ทุกข์ คือผู้ปฏิบัติธรรม รู้อริยสัจ 4 อ่านจิตตัวเองว่าเป็นทุกข์ แล้วรู้ว่ามันจางคลายหรือลดลงไหม ทุกวันนี้สัมผัสสิ่งที่เราสัมผัสมีทุกข์ เคยอยากได้อยากมีอยากเป็น ไม่อยากได้ไม่อยากมีอยากเป็น อะไรมันเป็นทุกข์ เพราะมันผลักมันดูดในสิ่งที่สัมผัส แล้วเราก็อยู่กับโลก สัมผัสกับคน สัมผัสกับวัตถุเงินทองข้าวของ สัมผัสเพชรนิลจินดาบ้านเรือนที่ดิน อะไรก็แล้วแต่ จนกระทั่งถึงพืชพันธุ์ธัญญาหาร แล้วก็มีรสมีชาติทางตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสสิ่งเหล่านั้นแล้วก็รู้ว่ามันเกิดอาการผลักดูด อาการชอบอาการไม่ชอบ ทุกข์หรือสุข ศาสนาเทวนิยมไม่ได้เรียนรู้เรื่องทุกข์เรื่องสุข เรียนรู้แต่เรื่องดีชั่วมันเป็นโลกียธรรมทั้งนั้น โลกุตรธรรมเท่านั้นที่จะเรียนรู้เรื่องสุขทุกข์ ผู้ที่เรียนรู้สุขทุกข์ได้จริงในจิตวิญญาณ แล้วก็ดับเหตุที่เกิดสุขเกิดทุกข์ จนไม่มีสุขไม่มีทุกข์ จิตสะอาดจากกิเลสจริง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา พุทธนี้จบได้เป็นอมตะบุคคล จบเลย ที่เรียกว่าจบกิจ จบกิจคืออะไร คุณจะเกิดต่อหรือตายเป็น 0 ไม่ต้องมาเป็นจิตวิญญาณอีก ไม่ต้องไปอยู่กับพระเจ้า จิตวิญญาณ 0 เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ปริโยสานเลย มันจบเลยจริงๆ มันเรียนรู้ว่าที่เราต้องมีร่างกายเกิดมาวนเวียนนี้มันไม่จบ ให้มันจบแล้วคุณจะตาย 0 เลยอย่างที่ว่า คุณเลิกได้เลย จบกิจจริงๆ จบความเป็นจิตวิญญาณ จบความเป็นอัตตาอัตภาพไม่เหลือ เห็นที่สุดแห่งที่สุดของศาสนาพุทธไหม หรือ คุณจะอยู่ คุณก็อยู่ไปได้อีกพัฒนาตนเองไปจนกระทั่งคุณเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็สุดเบื่อแล้ว คุณก็จะรู้ว่าไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนหรอกที่จะเป็นพระพุทธเจ้า 2 สมัย เป็นพระโพธิสัตว์ก็เบื่อแสนเบื่อแล้ว พากเพียรอยู่อย่างนั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้เท่านั้นไม่อย่างนั้นก็สูญ ก็ไปแล้วเบื่อ ยิ่งทุกวันนี้แล้วสังขารมันไม่ค่อยให้ พูดถึงความตายหลายทีจนพวกเราสะดุด พวกเราชักสะดุด แต่ก็พยายามอยู่ เพราะอาตมายังเชื่อว่า ถ้าหากอาตมาอยู่ไปอีก 10 ปี 20 ปีหรือ 30 ปี ได้ มันจะได้ผลจริงๆเพราะตอนนี้เริ่มต้นมีคนชักจะเข้าใจ ไอ้ตัวที่ไม่เข้าใจแล้วต่อต้านอะไรพวกนี้ ไม่มีแล้ว หาย หายไปแล้วไม่กล้าต้าน หรือ ไม่เอาแล้วไม่ต้าน ไม่ต้านแล้ว ถูกอาตมาย้อนแย้งเอา เอาพระไตรปิฎกมาตีหน้าแง เขาก็เลยไม่กล้า ก็เลยทำได้สะดวก เพราะฉะนั้นตอนนี้ทำได้สะดวกขึ้นแล้วก็มีผู้สนใจเพิ่มขึ้น มันเกิดผลเจริญก็เลยคิดว่าได้ผล ทำได้ผลเจริญ ไม่ควรรีบตาย ควรจะอยู่ต่อ _มันมีความสุขสบายหลุดออกยากมาก จะมีพลังหลุดออกจากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร พ่อครูว่า... มันติดความสุขสบายเป็นสัปปายะ จริงนะ เราก็ต้องเห็นให้ได้ว่ามันจะติดแล้วมันก็จะมันเป็นสวรรค์ เมื่อเป็นสวรรค์ก็เป็นภพเป็นชาติ เมื่อเป็นภพเป็นชาติ คุณก็จะเป็นพระพรหม 16 ชั้น ตั้งแต่ ขั้นปริตตาภา จนเป็นมหาพรหม ปริตาสุภา ซึ่งเอาพยัญชนะมาอธิบาย แต่เขาก็อธิบายไม่เป็น อธิบายไปเป็นลำแสงอย่างนั้นอย่างนี้ ที่จริงก็คือจิตวิญญาณ พระพรหมคือจิตสะอาด จิตมี 1.สมมติเทพ 2.อุบัติเหตุเทพ 3.วิสุทธิเทพ วิสุทธิเทพคือจิตพรหม จิตที่สะอาดจากกิเลส อุบัติเทพคือจิตที่เกิดเป็นโลกุตระไปตามลำดับเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เมื่อถึงความเป็นอรหันต์ ก็เป็นพระพรหม แต่เขาไม่รู้ความเจริญของพรหม ก็เลยไปบัญญัติเป็นภพเป็นชาติ เป็นแสง ปริตตาแปลว่านิดนึง ปุโรหิตา แปลว่าครูของปริตตา มหาพร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน