660123 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 10 ออกจากกาละได้โดยใช้ มูลสูตร 10 และวิญญาณฐิติ 7.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์33 KB
วันที่แก้ไข31 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660123 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 10 ออกจากกาละได้โดยใช้ มูลสูตร 10 และวิญญาณฐิติ 7 https://www.boonniyom.net/53034.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1KU4K1qM4LiCIDzfa8MyBfdy5eJ58AJfw9NRYlUoaG5s/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/13YlbGwf7sC95K5tJc3I60c3dFd2jH5iJ/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/pyEWc8Pq5AY และ https://fb.watch/ieeTO6Ocre/

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการคือตัวชี้วัดความเจริญ พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2566 ขึ้น 2 ค่ำเดือน 3 ปีเถาะ วันเวลาก็เคลื่อนไปคนเราก็อายุยาวไปเรื่อยๆ เขาเรียกเป็นภาษาไทยว่าแก่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่จริงมันไม่ถึงขั้นที่แก่ อายุยาวมากขึ้นเขาก็เรียกว่าหนุ่มขึ้นสาวขึ้นเหมือนกัน มันก็ต่างกัน คนหนึ่งกำลังเจริญวัยเรียกว่าวัยเจริญพันธุ์ ส่วนคนหนึ่งจบเกมของวัยเจริญพันธุ์แล้วมีแต่จะเสื่อมพันธุ์ ที่จริงไม่ถึงกับเสื่อมพันธุ์แต่เสื่อมสังขาร เสื่อมสังขารก็โรยลงไปเรื่อยๆ อย่างอาตมานี้พยายามที่จะเพิ่ม อิทธิบาท พยายามที่จะให้ขันธ์มันไม่เสื่อมง่ายไม่ทรุดง่าย มันเสื่อมทรุด อาตมาก็ได้พิสูจน์อย่างที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายทีว่า ได้พิสูจน์อิทธิบาท ได้พิสูจน์โพชฌงค์ของพระพุทธเจ้าว่าจะทำให้อายุยาวยืนเพิ่มขึ้น จากที่มันควรจะเป็น คือมันจะตาย อย่างอาตมาจะตายอายุ 72 อย่างนี้ ก็พยายามอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เคยพูดหลายทีแล้ว ว่าอานนท์ เราจะมีอายุถึงกัปหรือเกินกว่ากัป จะอายุถึงกัปหรือเกินกว่ากัปก็ทำได้ แต่ท่านก็ไม่เอาแล้ว ท่านทำต่ำกว่ากัปด้วย ยุคพระพุทธเจ้าก็น่าจะอายุ 120 กันเป็นประมาณ พระอัครสาวกก็อายุ 120 กันทั้งนั้น

อ่านต่อ

แต่พระพุทธเจ้าเอาแค่ 80 ท่านก็ไปแล้ว ท่านก็ไม่เอาแล้ว มันเมื่อยแล้ว ท่านก็ทรงงานมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ หนัก ก็พอกันทีก็เลยไป ก็เลิกไป สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะที่อาตมายืนยันได้ ฟังแล้วขอยืนยันว่ามันเป็นความจริง ที่อาตมาศึกษามาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เข้าใจสิ่งเหล่านี้ชัด เอามาขยายความกัน ซับซ้อนผู้ที่ฟังธรรมะอาตมา มีภูมิปัญญาพอที่เข้าใจตาม จะได้รู้ลึกซึ้งขึ้น มีอานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการมากยิ่งขึ้นๆๆ ตลอดเวลา นี่เป็นการยืนยัน การจะพิสูจน์ว่าเรานี้สัมมาทิฏฐิในศาสนาพุทธหรือไม่ เอาตรงนี้ เอาการได้อานิสงส์ 5 ประการในการฟังธรรม ฟังธรรม ถ้าฟังธรรมอาตมา ฟังแล้วมีอานิสงส์ 5 เช่น ข้อที่ 1 ได้ฟังสิ่งที่ อันนี้แปลกหู แปลกไปจากที่เราเคยรู้ เราเคยได้ยิน เราเคยเข้าใจ มันผิดเพี้ยนไปด้วยซ้ำจากที่เราเคยรู้ เคยได้ยิน เคยเข้าใจไว้ เอ๊ะ… ใหม่ๆแปลกๆ แตกต่างไป นี่ข้อที่ 1 ทีนี้คนที่ยึดติดตัวเองว่าสิ่งที่เรารู้แล้ว จริงนอกจากนี้ไม่มีอะไรจริง ถ้าแตกต่างนี้ตัดทิ้งไปเลย คนนี้จบ คนนี้เกมเลย คนนั้นไม่มีปรโตโฆษะ มิจฉาทิฏฐิถ่ายเดียว ไม่มีสัมมาทิฏฐิได้เป็นอันขาด นี่ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ให้ยืนยันพิสูจน์ เป็นคนปฏิเสธความเข้าใจความเห็นความรู้ของคนอื่น ไม่มีปรโตโฆษะ ไม่มีความเข้าใจไม่นึกว่าของคนอื่นเขาจะถูกบ้าง ตัดประเด็นไปเลย คนนี้รีบร้อนเกินไปก็มิจฉาทิฏฐิถาวร เพราะฉะนั้นในข้อที่ 1 เออ อันนี้แปลกใหม่ ข้อที่ 2 ยิ่งฟังใหม่ๆนี้เข้าใจได้ เออ… ที่ว่าไม่ใช่ มันเข้าใจขึ้นนะ พอฟังไปอีก ฟังไปอีก เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นในปัญญาของพระพุทธเจ้าจึงมีปัญญาข้อที่ 1 ปัญญาข้อที่ 2 ต้องเข้าไปฟังแล้วฟังอีก ถามแล้วถามอีกในข้อที่ 2 ให้บริบูรณ์ ให้บริบูรณ์ ต้องคบสัตตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ จึงจะเกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ จึงจะเกิดโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ อย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็เอา อวิชชาสูตร ที่มีอาหาร 9 ข้อ 10 ข้อ เอามาสาธยายอธิบาย เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิเสธ อานิสงส์ฟังธรรม 5 ประการ ไม่เกิด ไม่เกิดครบเลยนี่ คนนี้ก็ไปไม่ออก ข้อที่ 2 เข้าใจมากขึ้น ข้อที่ 1 ได้ฟังสิ่งใหม่ แปลก แตกต่างจากที่เราเคยได้ยินได้ฟังได้ยึดถือเคยเชื่อ อันนี้ เอ๊… อันที่ 2 นี้เข้าใจเพิ่มขึ้น เอ๊ะ…. มันก็น่าฟังนะมันเข้าใจขึ้นมาเรื่อยๆ ข้อที่ 3 ทำความสงสัยข้องใจ ความสงสัยที่มีเก่าๆมันคลายออก อ๋อ ชัดขึ้น โอ้..จริงขั้น โอ้..มันจะคลายหมดความสงสัยขึ้นไปเรื่อยๆก็เป็นความเห็นใหม่ เป็นความเห็นที่ถูกต้อง เป็นความเข้าใจความเห็นหรือภูมิปัญญาที่ค่อยๆยกระดับทิฏฐิ เจริญขึ้น งอกงามไพบูลย์ขึ้นเรื่อยๆ ตรงขึ้น ตรงขึ้น จิตใจก็ผ่องใสเลื่อมใส ในสัจธรรมนี้เลยตอนนี้ โอ้.. เลื่อมใสเชื่อถือ จิตใจเบิกบาน ผ่องใส อิ่มใจเลย ดีใจเปรมใจ ที่ได้รู้สิ่งใหม่ ส่ิงลึกซึ้งซาบซึ้ง มันจะมีอานิสงส์ 5 ประการนี้จริงๆเลย เพราะมันลึกซึ้งจริงๆ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เหยียบเบรก! พระไปร่วมพิธีแต่งงานถือเป็นอาบัติสังฆาทิเสส อย่าหาทำ! พ่อครูว่า... ทีนี้ก็ความเสื่อมของศาสนาพุทธนี้มันเสื่อมมาจนกระทั่งอาตมามาเกิดในยุคนี้ จึงพยายามเหน็ดเหนื่อยเมื่อย แหม.. ตายไม่ลง ก็อย่างที่ได้บ่นได้พูดซ้ำซาก พยายามไปต่อ ก็เพื่อที่จะให้ได้เข้าใจกัน มันเสื่อมไปถึงขนาด นี่ ข่าวออกมาว่า สุดทึ่ง บ่าวสาวจัดงานวิวาห์ในวัดโบสถ์บ้านกลาง สุดทึ่ง !! บ่าวสาว จัดงานวิวาห์ในวัดโบสถ์บ้านกลาง (หลวงปู่เทียน) จ.ปทุมธานี ต้นแบบจารีตไทยหนึ่งในกรุงสยาม (เว็บไซท์ไทยโพสต์ 29 พฤศจิกายน 2565 เวลา 17:02 น.) เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ลั่นวิวาห์รักชื่นมื่น คู่รักสายบุญต้นแบบคู่บ่าวสาว จับมือกันแต่งงานในวัดโบสถ์บ้านกลาง (หลวงปู่เทียน) จ.ปทุมธานีได้ทั้งบุญได้ทั้งคู่ครอง ตัวอย่างที่ดี ที่ทำให้คู่บ่าวสาวรุ่นหลังได้ปฏิบัติตาม เมื่อวันเสาร์ ที่ 26 พฤจิกายน 2556 ที่ผ่านมา พันเอก ดร.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) จับมือถือแขน คุณจิรัฏฐ์ณิชชา หุวะนันทน์ หรือ คุณโอบอุ้ม ผู้บริหารจาก บริษัท เหมณรัศมิ์ เฮอบาลแบนด์ จำกัด เข้าวิวาห์สุดแปลก จัดงานมงคลสมรส ที่วัดโบสถ์บ้านกลาง จ.ปทุมธานี โดยมี สมเด็จพระมหาธีรจารย์ และ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยท่านเจ้าประคุณต่อศักดิ์ รักษาการเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ บ้านกลางร่วมพิธีด้วย ถือเอาฤกษ์มงคลสมรส ร่วมบุญใหญ่ ยกฉัตรถวายพระพุทธรูปหลวงพ่อรวย และ พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เเละมีเเขกผู้มีเกียรติร่วมเเสดงความยินดีอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรักความอบอุ่นอย่างที่ทุกท่านได้เห็น อิ่มบุญอิ่มใจกลับบ้าน ถือเป็นงานมงคลสมรสที่แปลกตา แต่ควรคุณค่ากับสังคมไทย เพราะถือเป็นตัวอย่างให้ใครหลายๆคู่ ที่คิดจะเข้าประตูวิวาห์ ได้หันมาทำบุญร่วมชาติสร้างบุญร่วมกัน ชวนกันมาสมรสกันในโบสถ์ เพราะไม่เคยเห็นพุทธศาสนิกชนคนใดจับมือกันลั่นระฆังวิวาห์ ในโบสถ์แบบวัดไทย มีเพียงศาสนาคริสต์ที่สมรสกันในโบสถ์ นี่ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ควรสืบทอดต่อไป พ่อครูว่า... มิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้บุญหรอก มีแต่อิ่มบาป นี่คงจะเริ่มๆกัน ไม่ได้ทำเป็นจารีตประเพณีเลย ไม่ควรเป็นคุณค่าแก่สังคมพุทธไทยเลย ไทยที่ไม่ใช่พุทธก็แล้วไป เพราะคนไทยที่ไม่ใช่พุทธ เขาก็ทำในโบสถ์ในวัด แต่ของพุทธไม่ใช่ ขอยืนยัน เพราะถือเป็นตัวอย่างว่า อย่าเอาเป็นตัวอย่าง อาตมาต้องรีบเหยียบเบรกสุดเลยนี่ ดิสเบรคมีเต็มที่ ต้องเหยียบเบรกกัน อย่าเชียวนะ ตรงนี้ถือว่า ยังไม่ซวย ศาสนาพุทธที่ยังไม่มีประเพณีจารีต ให้เป็นบาปสังฆาทิเสสแก่สงฆ์เอง เป็นบาปสังฆาทิเสส บอกแล้ว ผู้ที่ชักจูงให้หญิงชายเป็นผัวเมียกัน อาบัติสังฆาทิเสสข้อที่ 5 _สู่แดนธรรม... ภิกษุทำตัวเป็นสื่อรักบอกความต้องการของอีกฝ่าย ให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยาหรือชักนำแม้แต่หญิงขายบริการให้กับคนทั่วไป ก็อาบัติครับ พ่อครูว่า... แค่นั้นด้วย ยังไม่ถึงกับผูกแขนให้เลย อาตมาต้องรีบเบรกยังไม่ถึงเกิดเละเทะขนาดนั้นก็ยังดีแล้ว สังฆาทิเสสข้อนี้ก็ยังสวยงามอยู่พอได้ในสังคมสงฆ์ นอกนั้นก็ผิดสังฆาทิเสสเกือบหมดทุกข้อแล้วเละเทะกัน _สู่แดนธรรม... มีคนสงสัยว่า พระแค่ไปร่วมงานให้สถานที่ จะมีเจตนาชักนำเขาได้หรือ พ่อครูว่า... ก็เป็นอวิชชา มิจฉาทิฏฐิเข้าร่วมไปด้วยกัน มีเจตนามีความโง่หรือความฉลาดมากน้อยเท่าไหร่ ก็นึกว่าตัวเองฉลาดที่จริงนั้นโง่ ผิด อันนี้สั่งสม มีน้ำหนัก เจตนามีน้ำหนักสูงก็บาปหนักเท่านั้นเท่านั้น มันผิด พระพุทธเจ้าท่านสอนแล้วสอนอีกว่า ผู้ตั้งตนเป็นคนโสดนั้นเป็นบัณฑิต ผู้ฝักใฝ่ในเมถุนย่อมเศร้าหมอง นี่ก็ชัด การแต่งงานการมีคู่นี่มันเป็นทุกข์ เสร็จแล้วแต่งงานกันไปก็จะเกิดทุกข์เศร้าหมองกัน แทนที่จะสดใสเบิกบานร่าเริงเป็นคนโสด ผู้ตั้งตนเป็นคนโสด ท่านเรียกว่าเป็นบัณฑิต ผู้ไปแต่งงานท่านเรียกว่า ผู้ที่เข้าไปหาความเศร้าหมอง มีอีกเยอะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในเรื่องอย่าไปแต่งงานเลย อย่าไปมีคู่เลย อยู่เป็นคนโสดเถิดและรักษาพรหมจรรย์อะไรพวกนี้เยอะแยะ _สู่แดนธรรม... แสดงว่า เนื้อหาของพุทธศาสนานั้นแม้แต่ในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์ก็ไม่รับงานแต่งงานเลยใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ไม่สิ ไม่มีเลย ตามแบบหลักเกณฑ์พระธรรมวินัยห้าม ทำก็เป็นอาบัติ จะไปทำได้ไง _ สู่แดนธรรม... ไม่ได้แต่ศาสนาพราหมณ์เท่านั้นใช่ไหม พ่อครูว่า... คือพราหมณ์กับพุทธ มันผิดเพี้ยนกันไป ต่อไปพุทธผิดก็จะกลายเป็นพราหมณ์ในอนาคต คือคำสองคำ. คำว่า พราหมณ์กับคำว่าพุทธ จะหมุนเวียนกัน เป็นพยัญชนะที่เรียกกันว่าเป็นศาสนาพุทธนี่แหละมีวิชาจรณะอันเดียวกัน อาตมาตั้งใจจะเอาอัมพัฏฐสูตรมาสาธยายอันนี้ให้ละเอียด ฟังดีดี ที่พระพุทธเจ้าท่านเจรจา อัมพัฏฐะมานพ ยืนยันจรณะ 15 วิชชา 8 หรือยืนยัน วิชาจรณะสัมปันโน แต่ก่อนเขาเรียก พราหมณ์เป็นนักบวช ก็ไว้ผมยาวมุ่นผม นุ่งขาวห่มขาวนี่แหละ _สู่แดนธรรม... แสดงว่า พิธีประเพณีต่างๆบางอย่างพระก็ไม่ควรไปยุ่งเลย พ่อครูว่า... ใช่ๆๆ อย่างพิธีแต่งงานนี้ มันเป็นสังฆาทิเสสด้วยนะ อย่าไปยุ่ง ชักนำก็ไม่ได้ แต่งงานนี่จะไปร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างเป็นพิธีไม่ได้เลย คิดว่าคงเข้าใจไม่ยากเท่าไหร่นอกจากคนที่คิดว่า เป็นคนที่หลงใหล เราอย่าไปพูดถึงศาสนาอื่นเขาเลย เขาก็ได้ความเป็นจารีตประเพณีความนิยมของเขามันคนละนิยม ของเราเป็นพุทธนิยม ไม่ใช่นิกายนิยมอื่นๆมันคนละอย่างกันเพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วประเดี๋ยวก็จะต้องไปข่มอันหนึ่งยกอีกอันหนึ่ง เราก็เข้าใจพุทธของเราให้ถูกต้องดีงามก็แล้วกัน ก็ขอสรุปว่า อย่าเชียวนะ อย่าไปต่อ ก็ขอปรามไทยโพสต์เข้าใจให้ดีๆ ให้สัมมาทิฏฐิดีๆ มันเป็นเรื่องใหญ่นะ เป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้มีพรหมจรรย์ ผู้รักษาพรหมจรรย์ ผู้ไม่ยินดีในเมถุนหรือคนคู่ ไม่แต่งงาน ตั้งตนเป็นคนโสดเป็นบัณฑิต อะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องลึกซึ้งสุดยอด มันจะเดินทางไปสู่นิพพาน เพราะฉะนั้น ถ้ามันผิดมันก็จะเป็นวิบาก เป็นกิเลสเสริมหนุน เป็นอะไรต่ออะไรไปอีก ยาวยืด เพราะฉะนั้น ผู้ใดรักษาได้ แม้จะต้องกดข่ม ปฏิบัติธรรมด้วยหน้านองน้ำตาอยู่ อย่างไรๆ ก็ตัดใจ ไม่ให้เป็นคู่ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ อาตมาเคยพูดถึงเรื่องคู่หรือกาม มีคนมาทำปริญญาเรื่องพุทธศาสนา เป็นฝรั่ง เป็นชาวอเมริกัน มาทำปริญญาด็อกเตอร์ในเรื่องนี้ อาตมาก็เคยพูดกับเขาว่า ศาสนาพุทธเราไม่ส่งเสริมในการที่จะไปวุ่นวายถึงเรื่องคู่ และจะต้องล้างกิเลสกาม เขาก็เถียงว่า กามมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ไปล้าง ไปทำอะไรมันเล่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ อาตมาอธิบายไปจนกระทั่งถึงชาติ เขาก็เข้าใจไม่ได้ ก็ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นการดับชาติ ดับการเกิด จะบอกว่ากามมันเป็นธรรมชาติก็ใช่ มันเป็นธรรมะที่เป็นชาติ ที่เกิดแล้วเกิดอีก มันต้องเกิดชาติ มันต้องเกิด ชาติคือ การเกิดมันเป็นธรรมะที่เป็นการเกิด เพราะฉะนั้นอย่างที่ท่านพุทธทาสบอกว่า ธรรมะคือธรรมชาติ นี้ก็ผิด อธิบายผิด ธรรมะคือธรรมะที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีชาติ ธรรมะของพระอรหันต์ ธรรมะของผู้ที่จบกิจไม่มีชาติแล้ว ไม่มีชาติ อาจจะทรงอยู่ แต่ไม่ได้เกิดอีกแล้ว หรือท่านจะเกิดอีก อาตมาก็อธิบายจนไม่รู้อธิบายอย่างไรแล้ว เพราะเป็นพระอรหันต์แล้วเป็นผู้ที่จบอรหันต์สมบูรณ์แบบ ปัญญาวิมุติขึ้นไป ผู้ที่เป็นบุคคลปัญญาวิมุติขึ้นไปก็เป็นผู้ที่จบกิจ เป็นผู้ที่เป็นอรหันต์ ดับอาสวะสิ้นได้แล้ว ผู้นี้จะ ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้เลย เลิกจิตนิยาม หายสูญไปเลย ที่อาตมาอธิบายไว้มากมายเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เป็นเรื่องโลกุตระ เป็นเรื่องอาริยะที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจได้ง่าย คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้หมด เอาคำบาลีของพระพุทธเจ้ามายืนยัน อ้างอิง ยืนยันให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมดว่า มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง เห็นตามได้ยาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ไม่ใช่สงบอย่างตื้นๆแบบ เดียรถีย์ แบบเทวนิยมสงบ หยุดนิ่งง่ายๆ แต่สงบอย่างที่กิเลสมันดับไปแล้ว มันมีความย้อนแย้งด้วย ยิ่งกิเลสสงบ กายกรรมยิ่ง กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา ยิ่ง แคล่วคล่องว่องไว เป็น มุทุภูตธาตุ มันมีความซับซ้อน เป็นภาวะสิริมหามายา ยิ่งหยุด ยิ่งดิ้น ยิ่งหยุดแล้วยิ่งไปดี เราหยุดแล้ว แต่เธอสิยังไม่หยุดนั่นแหละคือ ผู้สุคะโต ผู้ไปดีแล้ว ยิ่งไป ท่านจะไปหยุดตรงไหน จะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็ไป ไปแต่ดีไม่มีชั่วเลย สุคะโต อย่างนี้เป็นต้น ค่อยๆฟังไป ค่อยๆทำความเข้าใจไป ก็ขอเบรกกันอย่างแรง อย่าต่อเลยนะ แล้วคณะไทยโพสต์ โดยเฉพาะคุณเปลว สีเงิน ก็ได้ข่าวว่าเป็นเทวนิยมอยู่อีกเยอะ ขออภัยที่พูดความจริง ยังติดในเทวนิยมอีกเยอะ ก็บวชเรียนมา มีความรู้ทางศาสนาไม่น้อย แต่ยังไม่สัมมาทิฏฐิเพียงพอ มันก็เลยยังเป็นอะไรต่ออะไรอยู่เยอะ แล้วก็ยัง ผ่าๆ อาตมาก็เลยบอกให้ ด้วยความหวังดี เจตนาดีว่า อย่าทำบาป อย่าทำผิดให้ศาสนาพระพุทธเจ้าแปดเปื้อน สังคมศาสนาอันนี้ที่ไม่ให้ไปแต่งงานในโบสถ์ดีอยู่แล้ว ขณะนี้ก็เห็นก็เข้าใจ อาตมาเข้าใจว่า ยังไม่นิยมกันเท่าไหร่ แต่ยังไปนะ พระยังไปร่วมพิธีร่วมช่วยไปสวดมนต์ให้พร พวกนี้ก็อาบัติแล้ว ที่จริงไปทำอย่างนี้มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ว่า เขาไม่เข้าใจ เขาก็อาบัติกันไป อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ได้แต่พูดไปอย่างนี้ เพราะว่ามันนานาสังวาสแล้ว ก็ปฏิกโกสนากันไป อาตมาก็พูดคัดค้านอย่างแรงอย่างดัง ค้านให้รับรู้ว่า อาตมาเหยียบเบรกแรงในสิ่งที่ไม่ควร มันดีอยู่ก็อย่าไปทำให้มันเสียอีก ก็ว่าไปแค่นั้นก่อน นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่พูดวันนี้ ว่าจะพูดหลายวันแล้วล่ะแต่ยังไม่ได้หยิบขึ้นมา

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ออกจากกาละได้โดยใช้มูลสูตร 10 วิญญาณฐิติ 7 พ่อครูว่า... ที่อาตมาเตรียมไว้จะพูดวันนี้ก็คือ ฟังที่อาตมาเขียนร่างไว้ก่อน แล้วค่อยอธิบายทีหลัง โลก หรือ ในเอกภพ มหาจักรวาล ความหมุนวนของรูปนาม ของวัตถุ ของสสาร ของวิญญาณหมุนอยู่นี่ ร่วมกันสังขารสังเคราะห์กันไป โลกหรือ ในเอกภพ มหาจักรวาล ที่มี กาลหรือกาละ หรือมีการเคลื่อนไปอยู่ ทุกอณู ทุกปรมาณูนั้นจะมี 2 ทั้งนั้น (แม้แต่พระเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์จับให้กาละหยุด) ไม่หนึ่งเดียว กาละ ไม่มีหนึ่งเดียว เป็น 2 ทั้งนั้น ไม่หนึ่งเดียวที่มีเป็นภาวะปรากฏอยู่ใน กาล หรือมี การเคลื่อนอยู่ทั้งสิ้น นอกจาก 0 ฟังดีๆนะ ลึกซึ้งนะ ในสภาพคำว่า กาละ กาละนี่ คนที่อยู่ในกาละ คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณคือสิ่งหนึ่งในกาละ คำว่า กาละ ภาษาอังกฤษ ว่า time อาตมาเคยสรุปว่าศาสนาพุทธคือศาสนาที่มี karma and time ไอสไตน์สรุปว่า Space and Time of Continuum อาตมาจึงสรุปว่าไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ เริ่มรู้โลกและความวน แต่ยังรู้ในระดับแค่วัตถุกับสสาร Space and Time ยังไม่ใช่กรรม ยังไม่ถึงจิตวิญญาณ Space คือ ทั้งหมดมหาจักรวาล กับกาละ เป็นสัมพัทธภาพระหว่าง 2 อัน นั่นคือไอน์สไตน์ ความรู้ของไอน์สไตน์ ที่เริ่มเข้ามาจิตวิญญาณ รู้จักความมีสัมพัทธภาพของ 2 สิ่ง ในมหาจักรวาลนี้แล้ว เป็นโพธิสัตว์ คนที่ไม่เข้าใจก็ไม่รู้หรอกว่า โพธิสัตว์คืออะไรแน่แท้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็พอรู้เรื่องโพธิสัตว์ไม่น้อย ก็บอกความจริงสู่กันฟัง ผู้ตั้งใจฟังด้วยดีก็ได้ปัญญา ผู้ฟังไม่ด้วยดีนักไม่รับ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้น ที่อาตมาเขียนไปพารากราฟแรก “ในโลกหรือ ในเอกภพ มหาจักรวาล ที่มี กาลหรือกาละ หรือมีการเคลื่อนไปอยู่ ทุกอณู ทุกปรมาณูนั้น จะมี 2 ทั้งนั้น ไม่หนึ่งเดียวที่เป็นภาวะปรากฏอยู่ใน กาละหรือต้องมีการเคลื่อนอยู่ทั้งสิ้น นอกจาก 0” และ ความเป็น 1 ก็ดี 2 ก็ดี ที่สุด 0 ก็ดี ทั้ง 3 สภาวะ ล้วนคือภาวะที่เปลี่ยนสภาพหรือแปรสภาวะไปเท่านั้น มันเป็นการเปลี่ยนแปลงไป แปรไป จะเจริญขึ้นหรือจะเสื่อมลง จึงไม่มีอะไรใดๆเที่ยง นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรเที่ยง อยู่เป็น 1 คงที่ถาวรนิรันดรได้เลย นอกจาก 0 เที่ยง ซึ่งก็จะสูญจากการเป็นตัวของตัวเองไป นั่นเองแท้ๆ การเป็นคน มีธาตุรู้(นามธาตุ) กับภาวะที่ถูกรู้(รูปธาตุ) ผู้ใด สามารถทำปัญญาให้แจ้งถึงภาวะ1 2 0 และทำภาวะใด จะทำ 1 ก็ตาม 2 ก็ตาม 0 ก็ตาม ก็ได้ตามประสงค์ ก็คือ ผู้จบกิจ ในความเป็นคนแล้ว อรหันต์เลย และจะอยู่ในภาวะใดก็ได้ พอทำได้แล้ว เป็นอมตะบุคคล จะอยู่ในภาวะ 1 หรือภาวะ 2 หรือภาวะ 0 จะอยู่ในภาวะใดก็ได้ ดังที่ตนต้องการ เป็นอมตะบุคคล ทั้งอยู่ หรือไม่อยู่ ก็เป็น 2 อย่าง ทั้ง 2 อย่างนี้ จะมีอยู่ทั้ง 2 อย่าง อย่างเป็นสุข สงบ อบอุ่น สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ หรืออยู่อย่างอิสระ ชัดเจนอิสระสมบูรณ์แบบ อิสระ คือไม่ให้ความรู้สึกหรือเวทนาของตนเกี่ยวเกาะ กับการสัมผัสอยู่ เราสัมผัสอยู่แต่เราไม่ให้เวทนาหรือความรู้สึกของเราเกี่ยวเกาะกับภาวะความรู้สึกหรือเวทนานั้นๆ ผู้นั้นแหละคือผู้ที่เป็นอมตะสำเร็จแล้วสมบูรณ์ อมตะอยู่ในข้อที่ 9 ของมูลสูตร 10 ฉันทะหรือความยินดีเป็นมูล เป็นมูลกาเป็นรากเหง้าเบื้องต้นเลย อาการของฉันทะหรือความยินดีจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆแต่เป็นเรื่องลึกซึ้งและมีน้ำหนักยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ที่เกิดฉันทะลึกซึ้งไปถึงมูลกา ไปถึงรากของจิตเลย ผู้นี้แหละจะเรียนรู้ มนสสิการให้เป็นแดนเกิด เป็นสัมภวะหรือปภาวะขึ้นมา มนสิการ หมายถึงว่า การทำใจในใจของตน เราเป็นผู้ทำใจของตน ไม่ให้ใครมาทำได้หรอก ใครมาทำให้ก็ไม่ได้ พระเจ้าก็ไม่สามารถที่จะมาร่วม มาล้วง ทำใจของเรา ไม่ได้ ใจของเราเป็นของเรา เราก็ทำใจของเรานี่แหละให้มันเกิด สู่แดนเกิด ถ้าคนโง่มิจฉาทิฐิก็ไปสู่แดนเกิดที่เป็นนรก ถ้าคนที่สัมมาทิฏฐิก็ไปสู่แดนสวรรค์หรือแดนนิพพาน แล้วสู่แดนธรรมจะไปไหน 3 แดน _ สู่แดนธรรม... แดนสันติอโศกครับ พ่อครูว่า... ฉลาดตอบ ตอบอย่างเท่ๆเลยนะ อย่างกับโพธิรักษ์ตอบกลับอธิบดีเสนาะเลย ใช้คำเท่ๆ เอา คำว่า มนสิการ คำที่ 2 ของมูลสูตร จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้จะโยนิโสมนสิการ จะเป็นผู้ทำใจในใจอย่างถูกต้อง ถ่องแท้ บริบูรณ์ โยนิโสนี่ อย่างถูกต้องถ่องแท้บริบูรณ์ลงไปถึงที่เกิด ที่เกิดที่เป็นต้นตอแห่งการเกิดแล้วล้างรากเหง้าแห่งการเกิดเรียกว่า อาสวะ รากเหง้าแห่งความโง่ที่พาเกิดคืออาสวะ ล้างหรือกำจัด หรือเผาให้สลายเลยได้ นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่สุดยอดในการเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องพระเจ้า เรื่องอัตตา เรื่องอะไรก็แล้วแต่ ใช้พยัญชนะอีกเยอะที่เป็นคำใช้แทนกันได้เรียกว่าคำ synonyme เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถมนสิการได้อย่างถูกต้อง ก็ต้องเป็นผู้ที่สัมมาทิฏฐิ เป็นสัตตบุรุษขึ้นไป หรือเป็นอาริยะ ค่อยๆรู้เป็นตามลำดับตั้งแต่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนกระทั่งเกิดโพธิสัตว์ เกิดอรหันต์เป็น 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นก็เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้าสุดยอดแล้ว ผู้ใดเรียนรู้ตามก็เป็นตาม อย่างอาตมาเรียนรู้ตาม จึงมาเป็นผู้ที่เอาความรู้ของพุทธ มาสาธยายอยู่นี่ แล้วโชคยังดีมากที่ในเมืองไทยยังมีพระไตรปิฎกบันทึกไว้ และก็โชคดีอีกที่สังคมสงฆ์หมู่ใหญ่ก็ยังนับถือพระไตรปิฏก โดยเฉพาะเถรวาทเรา ในประเทศไทยถือพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ แต่ก็มีคนพยายามจะเอาฉบับอื่นมาบ้าง แต่ไม่ได้รับความนิยมมากเท่าฉบับสยามรัฐ ที่เป็นของพระมหากัสสปะ อาตมาก็อาศัยอันนี้ แค่นี้ก็พอที่จะใช้ ตลอดชีวิตของอาตมาตาย ไม่มีปัญหา ซึ่งมันมีได้อีก ละเอียดได้กว่านี้อีก แต่ว่าเอาขนาดนี้ก็ยอดแล้ว พระไตรปิฎกฉบับนี้ ฉบับสยามรัฐ อธิบายมูลสูตรไปอีกคร่าวๆ ถ้าละเอียดก็ไม่พอหรอก 48 นาที เมื่อมนสิการถูก ก็ต้องรู้ว่าไอ้ที่ถูกนี่คืออย่างไร ผู้ที่มนสิการจิตวิญญาณของตนเอง ทำใจในใจหรือทำจิตวิญญาณของตนเองได้ ผู้ที่ทำได้ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย นี่คือมูลสูตรข้อที่ 3 ต้องมีผัสสะเป็นเหตุเกิด สมุทัยคือเหตุ เหตุการเกิดของจิตนิยาม จิตวิญญาณนี่แหละ ต้องมี ผัสสะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็ต้องขอถล่มอีก พูดอีกย้ำอีก ย้ำหัวตะปูจนเมื่อยแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ทำไมถึงยังไม่กระเตื้อง สะดุ้ง ฟังไม่ขึ้นหรืออย่างไร อาตมาไม่ได้ไปติดยึดพรรค ไม่ได้ไปติดยึดพวกนะ แต่ อยากจะให้ท่านฟังดีๆเข้าใจให้ได้ แล้วเลิกเสียสิไอ้สิ่งที่มันผิด ไปหลับตาปฏิบัตินั้นมันไม่มีทางที่จะบรรลุหรอก มันเป็นเดียรถีย์ 100% ยกตัวอย่างเช่น อุตรมานพ มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าก็ถามว่าอาจารย์เธอสอนว่าอย่างไร ก็สอนว่า ปิดตาเสียอย่าให้เห็น ปิดหูเสียอย่าให้ได้ยิน ก็เหมือนพวกหลับตาปฏิบัตินั่นแหละ พูดเท่านี้แหละ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า อ๋อ… อาจารย์เธอสอนให้เป็นคนตาบอดหูหนวกหรือ เท่านั้นแหละ อุตระสะดุ้งโหยงเลย คอตกซบเซา ทำไมเราถึงโง่ขนาดนี้หนอ แล้วคนฟังอาตมาจะฉลาดขึ้นบ้างหรือไม่นี่ ไปนั่งหลับตากันอยู่นั่นแหละ อาตมาพูดซ้ำพูดซากเรื่องนี้เพราะว่า คณะนี้เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านไปเริ่มต้นตรัสรู้ ท่านก็ไปหาคณะ นี่แหละคณะใหญ่ๆ นี่เป็นคณะหนึ่งในหินยาน ยังมีคณะมหายานอีกนะ อาตมายังไม่กล้าไปถึงโน่น ก็เอาเถรวาทที่อยู่ในเมืองไทยนี่แหละ เหมือนพระพุทธเจ้าท่านจะไปโปรดใครดีก็ไปโปรดคณะสามพี่น้อง ชฎิล 3 ที่บูชาไฟบูชาน้ำอะไรกันอยู่ ไปโปรดก็ได้มาตั้งทีละเป็นหมู่ก็เกิดขณะ แต่อย่างว่าของพระพุทธเจ้าท่านมีบารมีมีบริวารก็ได้เลย แต่โพธิรักษ์นี้เมื่อย เมื่อยเราก็ไม่เมื่อย เหนื่อยเราก็ไม่เมื่อย ทำไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อยเราไม่เหนื่อย… ที่จริงเหนื่อยๆ ก็ต้องทำ มีอย่างนี้ก็ต้องพยายาม อาตมาก็ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ก็เป็นกิจที่อาตมาต้องรับผิดชอบก็ต้องทำไป ต่อ… ผัสสะเป็นแดนเกิด ถ้าไม่มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัยคุณจะไม่มีอะไรเกิดมาให้รู้เกิดอะไรก็เกิดเวทนา ผัสสะ แล้วจะต้องมีเวทนา ถ้าไม่มีผัสสะแล้วเวทนาที่เป็นที่ตั้งแห่งการศึกษาใน พรหมชาลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อ่านพระไตรปิฎกกันไม่ค่อยแตก ท่านก็ตรัสว่าถ้าไม่มีที่ตั้ง ไม่มี ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน ไม่มีวิญญาณฐิติ จะเป็นวิญญาณล่องลอยเป็นสัมภเวสีอยู่ในภพของแต่ละคนเอง แต่วิญญาณที่ออกมาข้างนอก ตากระทบรูป หูกระทบเสียงร่วมกับผู้อื่นจึงจะเกิดที่ตั้ง ไม่เป็นจิตวิญญาณจร สัมภเวสี มันก็จรไปเดี่ยวๆๆไม่เกี่ยวกับใคร ของใครของมัน แต่เขาก็ไปหลงผิดว่าเป็นสวรรค์เป็นนรก ไปเจอใครต่อใครอีก นั่นก็เป็นการเพ้อเจ้อ เป็นการเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่เกิดเวทนา ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ ไม่มีฐาน ไม่มีกรรมฐาน ไม่มีฐานแห่งการกระทำ ไม่มีกรรม ไม่มีการกระทำได้ ฐานแห่งการปฏิบัติ ฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ หรือฐีติ ที่จะเกิดวิญญาณให้ศึกษา เกิดเวทนา จิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตวิญญาณหรืออาการธาตุรู้ที่แยกย่อยมาทั้ง 3 เป็นเวทนาเป็นต้น ก็ไม่มีให้ศึกษา แล้ว เวทนานี่แหละ จะต้องศึกษาเป็นแกนหลัก เป็นสถานที่หลัก เป็นจุดสำคัญ เวทนาหรือ ความรู้สึกหรืออารมณ์ จะสุข จะทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อยู่ตรงนี้ ศาสนาพุทธนั้นตรัสรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ว่ามันเป็นมายา แต่ศาสนาเทวนิยม ศาสนาอื่นๆนั้น ติดความสุข เป็นสุขนิยมทั้งนั้น ไม่รู้จักสุขทุกข์ รู้แต่ดีแต่ชั่วซ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน