อภิภายตนะ 8 จนถึงวิโมกข์ 8.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข21 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

อภิภายตนะ 8 จนถึงวิโมกข์ 8 พ่อครูว่า... อาตมาทำได้แล้ว มาถึงอภิภู ก็รู้ว่าอาตมามีทั้งรูปนอกรูปในพร้อมกัน นอกจากรูปนอกรูปในพร้อมกัน ก็มี ปริตตัง สุพรรณะ ทุพรรณะ มีหมด นอกจากมีแล้วขั้นรูปก็รู้ ขั้นอรูปก็รู้ นอกจากขั้นรูป อรูป ก็มีรายละเอียดอีก พระพุทธเจ้าก็มายกสีเอามาให้เห็นถึง adaptation ซึ่งมันมีความละเอียดสีเขียว ก็มีสีเขียว ไล่ระดับเขียวต่างๆ _๕. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียวฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็นอันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ห้า ฯ พ่อครูว่า... เป็นมิตินัยยะต่างๆ ของความเขียวมุมเหลี่ยมต่างๆ ที่แตกต่างกันไป ต้องพูดกับกระเทยเขาคงจะรู้กันดีในเรื่องเหล่านี้ การครอบงำคือมีอิทธิพล มีพลังงานเหนือ อภิภุยยะ มีอิทธิพลเหนือพวกนั้นแล้ว เมื่อนี้ ถึงจะบอกได้ว่า ฉันเป็นผู้รู้ ผู้เกิดความเห็นชัดเจนสว่างแจ้งถูกต้องถ่องแท้ แล้วยังมีวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นจริงว่าเราทำได้แล้วด้วย เรารู้เราเห็น อันนี้เป็น อภิภายตนะ ข้อที่ 5 ก็แจกสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว แจกรายละเอียดที่ต่างกันของขาว _๘. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว ดาวประกายพฤกษ์อันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง ขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำค

อ่านต่อ

ัญในอรูปภายในเห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว ฉันนั้นเหมือนกันครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่แปด ฯ พ่อครูว่า... ฟังอภิภายตนะ 8 นี้แล้วอาตมาจะอธิบายวิโมกข์ 8 ต่อ วิโมกข์ 8 คือ ทำความหลุดพ้น 8 อย่าง จะเรียกว่า สมาบัติก็ตาม _๑. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) พ่อครูว่า...หมายความว่าคนปฏิบัติธรรมจะทำฌานทำสมาธิให้เกิดวิโมกข์วิมุตติให้หลุดพ้น ต้องมีรูปภายนอก บุคคลมีรูปทั้งหลาย อันนั้นเป็นวิโมกข์ข้อที่ 1 ซึ่ง 2 อันนี้ มีทั้งกำหนดรู้ภายในและภายนอก อันแรกมีรูป คุณเป็นผู้เห็นรูป มีบุคคลกับรูป รูปีรูปานิปัสสติ ปัสสติ แปลว่า เห็นอยู่ ผู้ที่ 1. มีรูป 2. เป็นผู้ที่จะต้องเห็นรูป ปัสสติ เพราะฉะนั้นรูปี รูปานิ คือ ผู้ที่จะต้องเห็นรูป มันจึงบอกชัดๆว่า คนนี้ต้องตาดี มีตา คนตาบอดไม่มีแล้ว คนตาบอดจะไม่เห็นปัสสติ ตากระทบรูปไม่ได้ ก็มันบอด ปฏิบัติอันนี้ไม่ได้ คนตาบอดปฏิบัติวิโมกข์ 8 ไม่ได้ ตั้งแต่ข้อที่ 1 ผ่านข้อหนึ่งก่อน เพราะฉะนั้นมีตาดีๆอยู่ไม่ใช่ตาบอดอย่าไปหลับตา หลับตามันก็ไม่มีวิโมกข์ตั้งแต่ข้อที่ 1 แล้ว แล้วบอกว่าจะเข้าสมาบัติ สมาบัติของพระพุทธเจ้าไม่มีเข้าไม่มีออก ปฏิบัติลืมตาทำฌานทำสมาธิลืมตาอยู่นี่เรียนรู้กิเลสอยู่นี่ทนโท่ทุกอย่าง เต็มตาเต็มหูเต็มจมูกเต็มไปหมด ไม่ใช่ปิดไว้ ไปอั้นไว้ ไปพราง ไปบังไว้ ฟังดีๆเถอะท่านมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย เอาหลักธรรมหลักการพระพุทธเจ้ามาอธิบาย ต้องมีรูปและมีผู้จะรู้รูปได้ แล้วต้องมีการเห็นปัสสติ ข้อที่ 1 มีรูปมีผู้ที่เห็นรูปและมีการเห็นรูป _๒. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (๑๐/๖๖) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) พ่อครูว่า... คนนี้แหละคนไหนก็แล้วแต่ เอโก น่าจะแปลว่า ผู้ใดผู้หนึ่งนี่แหละ เอาสัญญามากำหนดรู้รูปภายในและเห็นรูปภายนอกด้วย ผู้ปฏิบัติธรรมมีรูปภายในที่คุณกำหนดรู้ได้ คุณต้องมีรูปภายนอกอยู่ด้วยพร้อมกันทั้งคู่จึงเรียกว่า “กาย” “กาย” เป็นภาวะที่ พระพุทธเจ้าถึงเน้นเรียกว่าเป็น จิตมโนวิญญาณ “กาย” ไม่ใช่แต่เพียงวัตถุภายนอก ซึ่งวัตถุภายนอกก็ต้องใช่ด้วย แต่ไม่แยกกัน เพราะฉะนั้นคนพิจารณา กายในกาย มันง่าย มันมีภายนอกภายใน มันหยาบ เมื่อได้แล้วก็ค่อยมาพิจารณาเหลือแต่จิต ก็มาพิจารณาทำจิตในจิต ทำ ปัสสัมภยังจิตสังขารังต่อ มีลำดับๆอย่างนี้ _๓. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พ่อครูว่า... พยัญชนะว่าบุคคล น้อมใจไปแปลจาก อธิโมกข์ หรืออธิมุติ สุภันเตวะ ท่านไปแปลว่างาม หรือน่าได้ น่ามี น่าเป็นในสภาพนี้ ภาวะนี้ ก็มาปฏิบัติฝึกฝนจิตให้มันโน้มไป อธิโมกข์ ให้เห็นว่า อะไรมันน่าได้ ถ้าเอางาม มันเป็นกามเลย อะไรมันน่าได้ คือ สภาพที่มันไม่มีกิเลสนิวรณ์มันน่าได้ สุภะ สุภันเตวะ(สุภะ อันตะ อวะ) สิ่งที่น่าได้ที่สุดนั้นๆ เป็นที่สุดอันนั้นๆ ก็คือเมื่อคุณปฏิบัติ จิตคุณก็เจริญโน้มไป ไปสู่มุติหรือโมกขะ ไปหาวิโมกข์อย่างยิ่งเรื่อยๆ ไปหาวิมุตอย่างยิ่งเรื่อยๆ จะแปลสุภะว่างามก็ได้ เช่นคุณมีความเป็นอาริยะงามดี คุณมีจิตที่เอากิเลสออก จิตมีความผ่องใสงามดีก็ได้ แต่ก่อนจะงาม มันต้องน่าได้น่ามีน่าเป็นก่อน แล้ว คุณไปทำ มันถึงจะงาม ลำดับของมันเป็นอย่างนั้น แต่ไปแปลว่างามเลย ก็ได้ แต่มันผิดลำดับ เพราะคำว่า สุภะ แปลว่า น่าได้ น่ามี น่าเป็นหรือแปลว่า งามก็ได้ แต่อาตมาแปล น่าได้ น่ามี น่าเป็นดีกว่า วิโมกข์ต้องเริ่มจาก ผู้มีตาดีแล้วมองเห็นรูป ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเข้าสมาบัติ มันจะไม่ได้วิโมกข์ สมาบัติ หรอก _๔. ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา(พ้นรูปฌาน) เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) พ่อครูว่า... กามก็เป็นรูปก่อน ภวะก็เป็นภายใน ต้องกำหนดรูปก่อน ทำปฏิฆะดับไปแล้ว รูปสัญญาคือสัญญาที่เป็นรูปอันแรกคือกาม อันนี้ รูปสัญญาคือ กาม ตากระทบรูป มีกาม หูกระทบเสียงมีกาม เสียงก็คือรูป จมูกกกระทบกลิ่น กลิ่นคือรูป มันมีกาม ก็คือ กามสัญญา ท่านใช้พยัญชนะว่ารูป ที่จริงคือรูปนอก คือกามคุณ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส คนจะไปดับปฏิฆะก่อนดับกามราคะ การใส่ใจคือมนสิการ ไม่ใส่ใจคือ อมนสิการ ซึ่ง ใน นานัตตสัญญา ก็คือ สัญญาที่เป็นอัตตาต่างๆ นานัตตสัญญา สัญญาที่เป็นอัตตาภายในคู่กับกาม อากาศหาที่สุดไม่ได้ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 4 คือเมื่อได้ปฏิบัติขั้นต้น ละกามสัญญาหรือรูปสัญญา กำหนดรู้ตัวนี้แล้วทำให้มันล่วงพ้นเสีย จากกามสัญญาหรือรูปสัญญา ด้วยประการทั้งปวง หมด หรือ ตรวจเลยว่า ยัง ลำบากลำบนอยู่ ปฏิฆสัมผัสโสคือองค์รวมการสัมผัส ปฏิกิริยาก็จะเกิดมี 2 เกิดกามหรืออัตตา เกิดปฏิฆะหรือราคะ เสมอ มันได้แล้วล่วงแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปใส่ใจมนสิการกับมัน บุคคลย่อมเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ไม่มีกามแล้ว ปฏิฆะก็ไม่มี รูปสัญญาก็ไม่มี อรูปสัญญาก็ไม่มี ว่าง อากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดไม่ได้อย่างนี้อยู่ ก็หมายความว่าทำจิตของเราให้มันหมดทั้งภายนอกภายใน ทั้งหยาบทั้งละเอียดหมดแล้ว จิตก็เป็นสภาพว่างๆ สภาพว่างๆ คือสภาพของรูป static สภาพของรูปคู่กับ วิญญานัญจายตนะ เราทำจิตเราให้ว่างจากกิเลส จิตก็ว่างๆ มันเป็นอันเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่ามี 2 สภาวะ 1.อากาศ 2. วิญญาณ วิญญาณก็สะอาดว่างจากกิเลส อากาศคือมันว่างจากกิเลส จิตเราก็เลย อยู่กับที่ว่างๆ สู่แดนธรรม... แปลว่า ธาตุ ได้ไหม พ่อครูว่า... ได้ ธาตุ ก็ต้องกำหนดเป็น อากาศธาตุ หรือวิญญาณธาตุ มันหมายถึงรูปกับนามนั่นแหละ รูปหมายถึงอากาศ นามหมายถึงวิญญาณมันว่าง แล้วอีกอันหนึ่งคือ อากิญจัญยายตนะ มันไม่มีกิเลส ที่เป็นเศษธุลีละอองอะไรอีกเลย มันก็จบแค่นี้ก็พอแล้ว แต่ถ้าพวกที่มันวิจิกิจฉา ช่างสงสัย มันไม่เป็นสัมมาทิฏฐิเต็ม 100% ในวิญญาณฐีติ 7 มันต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ จะเป็นสัตว์ เราจะไม่เป็นสัตว์แล้ว เป็นมนุษย์เราก็ต้องทำให้หมดที่ อากิญจัญญายตนะ ไม่ต้องไปที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือไปเป็นอสัญญีสัตว์ ดับสัญญาตนเองอีก เพราะฉะนั้น อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ อีก 4 อันหลังเป็นเรื่องเพ้อฝันอากาศปั้นเอง ไม่ใช่ลำดับภูมิที่ตัวเองปฏิบัติด้วยเลย มันเป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เป็นเรื่องโมหะ 650720 อภิภายตนะ 8 จนถึงวิโมกข์ 8 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน