สื่อธรรมะพ่อครู(พระราชดำรัส ร.9) ตอน สามพระราชดำรัสอันสุดประเสริฐ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระราชดำรัส ร.9) ตอน สามพระราชดำรัสอันสุดประเสริฐ คำว่าคนจน ในหลวงท่านตรัสว่าให้บริหารประเทศให้บริหารอย่างแบบคนจน นี่คือศาสตร์พระราชา อาตมาหยิบมา พยายามพูดถึงตรงนี้ เน้นแล้วเน้นอีก เพื่อให้ได้ยินไปทั่วให้ถึงหูของบรรดานักบริหารประเทศด้วย เจตนาอย่างนั้น ให้เกิดการสะดุดใจแล้วจะได้ดูว่า อาตมาพูดนี้ อย่างในหลวงตรัสหรือเปล่า เอาคลิป ที่ในหลวงตรัสไว้วันที่ 4 ธันวาคม 2534 เอามาออกประจำโทรทัศน์บุญนิยม มาไม่รู้กี่ปีแล้ว ถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นนักบริหารคนใดที่ขานรับพระราชดำรัสนี้ ขานรับศาสตร์พระราชา แต่พูดกันว่าศาสตร์พระราชา แต่นี่แหละคือศาสตร์พระราชา คือตำราคือความรู้ ที่ออกมาจากพระปรีชาญาณของในหลวงพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9 ของไทย อาตมาว่า มันเป็นความยิ่งใหญ่ มีเรื่องราว แบบคนจนนี้ มีชาวต่างประเทศคนหนึ่งมาพบคือมีชาวต่างประเทศคนหนึ่งมาพบ. (นาย พาร์ก จุล อุน รัฐมนตรีการกีฬาและเยาวชน แห่งสาธารณรัฐเกาหลี มาเฝ้าที่ พระตำหนักจิตรลดาฯ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2534) เขาบอกว่าประธานาธิบดีของเขา ผู้เป็นเพื่อนเขามอบหมายให้มาขอโอวาท. (ที่ศาลีฯไฟดับ) “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำก็แนะนำได้ ต้องทำแบบ “คนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้. แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก. เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง. ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว. แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่า แบบ “คนจน” แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป. คนที่ทำงานตามวิชาการ จะต้องดูตำรา. เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก
อ่านต่อ
“อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร. ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา. ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร. ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง. แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบ “คนจน” ใช้ความอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ”. (พระราชดำรัส ที่ทรงเรียบเรียงและปรับปรุงขึ้นจากที่ได้บันทึกพระสุรเสียงไว้ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม 2534) “ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา”. “Our loss is our gain”. "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็ อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้".. พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 (“เสีย”ในที่นี้ย่อมไม่ใช่เสียหาย แต่มุ่งหมายถึงการกระทำที่เราได้เสียสละ ซึ่งนัยของการที่เราได้เสียสละออกไป นั่นแหละมันเป็น "การได้" คือได้ทำความดีที่สุดแล้วใน มนุษย์ใดที่ทำการให้ ยิ่งการเสียสละหรือการให้ใดๆ ออกไปแก่ผู้อื่น โดยไม่หวังหรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นคือสุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ) สังคม มีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..”ให้!” นี่เป็นศาสตร์พระราชา อาตมาซาบซึ้งคำตรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็นำมาขยายความต่อ ให้พวกเราเข้าใจแล้วนำไปประพฤติจนกระทั่งเป็นจริง ตามที่เราเข้าใจนี่แหละ คือมาเป็นคนจน คนจนที่มีชีวิตดำเนินอยู่อย่างเป็นคนขาดทุน ไม่ได้เป็นคนเอากำไร ทีนี้ คำว่าขาดทุนนั้นคิดอย่างไร แล้วเป็นอย่างไรเรียกว่ากำไร เรามาขยายความตรงนี้ดู ขาดทุนคือขาดทุนจริงๆ ไม่ใช่พูดอย่างโวหารหรือพูดเล่น ขาดทุนจริง แต่ขาดทุนแล้วอยู่ได้มีชีวิตดำเนินไปได้ ผู้ที่ขาดทุนแล้วดำเนินชีวิตไปได้อยู่ ใช้ชีวิตด้วยความจริงสัจจะ ด้วยการขาดทุนเป็นกำไรของเรา คือเราได้เสียสละ การเสียสละนี่แหละเป็นกำไรของมนุษยชาติ การได้ให้ผู้อื่นเป็นกำไรของมนุษยชาติ ชีวิตของคนที่สามารถมีชีวิตอย่างเป็นผู้ให้ไม่ได้เป็นผู้เอา แล้วจะเอาอะไรมาเสียเอาอะไรมาให้ผู้อื่น ก็เอาจากความรู้และความสามารถ ที่ขยันหมั่นเพียรของเรา สร้างสรรมันก็เกิดผลผลิต ต่างๆนานาขึ้นมา นี่แหละผลผลิตหรือสินค้าที่เราจะเอาไปขายอย่างขาดทุน ทีนี้ ขาดทุนก็คือมันไม่ได้กำไร วิธีคิดกำไรของทุนนิยมก็คือ หนึ่ง เขาคิดราคาทุนไว้ ราคาทุนคือราคาของทุกอย่างที่เขาใช้เอามาประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าโสหุ้ยต่างๆ ที่ใช้จ่ายออกไปในการผลิตสินค้าชิ้นนี้ เขาคิดหมด ที่สำคัญคือรวมค่าแรงงาน ค่าความรู้ความสามารถของผู้ผลิต ในความรู้ความสามารถค่าแรงงานของผู้ผลิตนี่แหละ เป็นจำนวนที่ เป็นสิทธิของเรา และค่าแรงงานในระบบทุนนิยมนี่ร้ายกาจ เขาตีราคาค่าแรงงานเขา บางคนคิดเป็นอัตรา วันหนึ่งๆ วันละ 350 หรือเปล่า และมีคนเรียกร้องอยากจะได้เป็น 400 ในอัตราค่าแรงงานของเราอัตราที่รัฐบาลตั้งให้ไว้เป็นเกณฑ์ของนายทุนหรือผู้จ้างตามกฎหมาย อย่าไปให้จ้างราคาต่ำกว่านี้ ถือว่าผิดกฎหมาย ไม่อย่างนั้นก็จะเอาเปรียบกันต้องตั้งอัตราไว้ ถือว่าเป็นระดับเศรษฐกิจที่ประชาชนรับได้ ส่วนนายทุน กฎหมายประเทศเพิ่มให้ประชาชนทุกคนวันหนึ่งต้องอย่างต่ำ 350 เขาก็ขึ้นให้ แล้วนายทุนจะไม่โง่ บวกเพิ่มขึ้นในราคาทุนได้อย่างไร ค่าตัวของชั้นสูงกว่านี้เขาก็เบิก ก็คิด เป็นค่าตัวทับทวีคูณไปเรื่อยๆ จะตั้งอย่างไร จะเพิ่มอย่างไร คนตายคือประชาชนทั่วไปที่ต้องซื้อหาผลผลิตสินค้าซึ่งมีนายทุนเป็นตัวกลาง มีผู้สร้างผลผลิตเป็นผู้ได้อัตราต่ำสุด ตัวกลางเป็นนายทุนที่นำสินค้าไปจำหน่าย ให้แก่ประชาชนทั่วไป หรือซื้อไปจนถึงมือผู้กินผู้ใช้ก็คือตัวนี้แหละตัวกลางตัวนี้แหละ นายทุนที่เป็นผู้ค้าขายนี้แหละตัวดี ราคาสินค้าก็เพิ่มขึ้นอีก ประชาชนจึงเป็นผู้รับภาระ ไม่ได้ตกที่ใคร ตกแก่ประชาชน การบริหารประเทศต้องทำให้ประชาชนนี้มีการซื้อหา มีการจ่ายสินค้า ก็จะต้องราคาถูกลง ตั้งใจทำอย่างนั้นแต่มันเป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทีนี้ผู้ที่เข้าใจความเป็นจริงแล้วโดยมีความคิดความรู้เป็นความรู้ที่เป็นปัญญาแท้จริงว่า คนเราจะไปเอาเปรียบหรือไปโลภมากขึ้นให้แก่ตัวเองนี้มันเป็นความดีงามของชีวิต มันเป็นความเจริญของชีวิตจริงๆ หรือ? ผู้ที่มีปัญญาจะมองเห็นว่ามันไม่ใช่เลย มันไม่ใช่ความเจริญของชีวิตมันไม่ใช่ความดีงามของชีวิต มันไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดของชีวิต มันเป็นความโง่ มันไม่ใช่ความเจริญ มันเป็นความเสื่อมของตัวเราแต่ละคน ที่จะไปเอาเปรียบมากๆ โลภมากๆ เอามาให้แก่ตนเองมากๆ มันไม่ใช่ความดีงาม ความดีงามคือผู้ที่จะให้แก่คนอื่นได้ เสียเปรียบ พูดตรงๆเสียเปรียบให้คนอื่นได้ต่างหากเป็นความดีงามความประเสริฐของมนุษยชาติของแต่ละคน ผู้มีปัญญาจะเข้าใจ ผู้ไม่มีปัญญามีแต่ความคิดโลภเป็นเจ้าเรือนเป็นความเห็นแก่ได้เป็นความมักมาก เป็นกิเลสประจำตน แม้จะมีปฏิภาณปัญญาเข้าใจได้แต่ไม่เอาไม่ทำ จะต้องได้เปรียบ จะต้องเอาเปรียบ ได้เปรียบมากเท่าไหร่เขาก็ทำ ใครจะพูดให้ตายอธิบายให้ตายเท่าไหร่ก็ไม่เอา พวกนี้คือพวกไม่มีปัญญา แม้เขาจะบอกว่ามีปฏิภาณเข้าใจได้ แต่เขาไม่เข้าใจจริงๆหรอก ถ้าเขาเข้าใจจริงๆก็จะทำ อย่างพวกเราชาวอโศกเข้าใจจริงๆ อาตมาก็พาทำ อาตมาพูดอธิบายก็เข้าใจและพาทำ ไม่ได้เสแสร้งเล่นลิเก ทำเท่ห์ๆ แต่ทำอย่างจริงจัง ถ้าเราสามารถขาดทุนลดราคาลงไปได้เท่าไหร่เราก็ทำ เท่าที่จะสามารถลดได้แล้วเราก็อยู่รอด เราเจตนาอย่างนั้น ผู้ที่สามารถมาทำงานร่วมอยู่กับพวกเรา ลดราคาค่าตัวลงเรื่อย จนกระทั่งถึงที่สุด ก็คือ ไม่เอาค่าตัวเลย กลายเป็นคนทำงาน 0 ไม่มีรายได้กลับคืนมาแก่ตัวเองเลย ทำแล้วก็เอาไปกินใช้และจำหน่ายจ่ายแจกแก่ผู้อื่น มีผลผลิตร่วมกันก็เอามากินใช้ร่วมกันก่อนสำหรับตัวเราเองเลี้ยงตัวเองพึ่งตัวเองรอด เสร็จแล้วมันมีส่วนเกินส่วนเหลือ ก็นำส่วนนี้ไปจำแนกแจกจ่ายผู้อื่น ตั้งแต่ขายราคาต่ำกว่าราคาตลาด ขายราคาเท่าทุน ขายต่ำกว่าราคาทุน จนกระทั่งแจกฟรี นี่เป็นขั้นตอนของการจำหน่ายจ่ายแจกแก่ผู้อื่น แล้วเราก็ทำตามนี้ได้ ร้านค้าของพวกเราจะมีสินค้าหลายอย่าง บางอย่าง ต่ำกว่าราคาตลาด บางอย่างราคาเท่าทุน บางอย่างราคาต่ำกว่าทุน บางอย่างแจกฟรี นี่คือ การมีเศรษฐกิจดี ในสังคมประเทศชาติ ชาวอโศกเราเป็นผู้ที่ทำตามพระราชดำรัสของในหลวง ทำตามศาสตร์พระราชาอย่างแท้จริงทำมานานแล้ว เราพากันทำมา ตั้งแต่ในหลวงยังไม่ได้มีพระราชดำรัสนี้ออกมา เราก็ทำกันอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น ชาวอโศกรวมตัวตั้งแต่พ.ศ. 2516 มีหมู่บ้านตั้งแต่พ.ศ. 2517 อาตมาบวช 2513 เริ่มตั้งหมู่กลุ่มตอนแรกยังไม่เป็นโล้เป็นพาย พอ 2516 เราเริ่มทำแดนอโศก เป็นที่แรก แล้วเกิดชุมชนชาวอโศกขึ้นมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็ดำเนินชีวิต พัฒนาชีวิตเป็นคนที่มีชีวิตประพฤติอย่างแบบคนจน ตามศาสตร์พระราชา คือ เป็นผู้ขาดทุนให้แก่สังคมมาเรื่อยๆเท่าที่ได้ถือว่า เราช่วยประเทศชาติด้วยการทำตามศาสตร์พระราชา เรื่องเศรษฐกิจเราเป็นผู้ปฏิบัติตามศาสตร์พระราชามาตลอดเลย ขออภัยพูดแล้วเหมือนใหญ่ เหมือนพวกเราเอาพระราชดำรัสของในหลวงมาตีกินแต่ไม่ใช่ เราทำจริงทำอย่างเข้าใจชัดเจนเลยว่ามันเป็นสัจธรรมเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เป็นศาสตร์พระราชา อาตมาพูดตอนต้นแล้วว่า ยังไม่เห็นนักบริหารพูดเลยว่าต้องมาเอาแบบคนจนตามที่ในหลวงได้ตรัส แล้วขยายอธิบายอย่างที่พวกเราอธิบายแล้วก็พาทำกันอย่างนี้ นักบริหารข้าราชการก็ตามเขาไม่เห็นจะลงไปถึงตรงนี้ เป็นแต่เพียงในหลวงท่านได้ตรัสไว้หลักเศรษฐศาสตร์ 3 ภาษา 1. แบบคนจน 2. ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา 3. เศรษฐกิจพอเพียง เขาก็เอาแบบเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมันไม่ชัดเจนเท่ากับแบบคนจน ยิ่งขาดทุนคือกำไรก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เขาก็ขอใช้เศรษฐกิจพอเพียง มันไม่ถึงขั้นกับมาจน ก็มีข้าราชการผู้ใหญ่ใกล้ชิดในหลวงก็บอกว่าแบบพอเพียงนี้รวยก็ได้ ในหลวงตรัสแบบคนจน แล้วเขาบอกเศรษฐกิจพอเพียงนี้รวยก็ได้ แล้วแบบคนจนกับรวยก็ได้นี้ขัดแย้งกันในภาษาแล้วจะเอารวยหรือเอาจน อาตมาก็ว่า เวรกรรมของประเทศไทย ข้าราชบริพารใกล้ชิดด้วย ไม่อยากเอ่ยชื่อ เป็นเรื่องสุดลึกซึ้งเป็นปัญญา นอกนั้นไม่ใช่ความฉลาดอย่างปัญญา ความฉลาดปัญญาจะเป็นความฉลาดลึกซึ้งวิเศษเป็นความจริงในตัวมันเอง คนที่เข้าใจไม่ได้ ก็จะไม่กล้าพูดอย่างแข็งแรงหนักแน่น พูดกันอย่างชัดเจน จริงใจและนำมาขยายผล นำพาปฏิบัติประพฤติเพราะมันเป็นความจริงที่ประเสริฐเป็นความจริงที่ดีงาม สิ่งที่ควรจะต้องทำให้เป็น 601103_พุทธศาสนาตามภูมิ ศาลีอโศก หมู่บ้านคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ