20-1 คำศัพท์ที่สำคัญ ใจเพชร น 817-832.docx
เนื้อหาในไฟล์
คำศัพท์ที่สำคัญ การแพทย์วิถีธรรม คือ การแพทย์ที่นำเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์การดูแลสุขภาพทั้ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ . เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยม มาจัดการองค์ความรู้ ประยุกต์ผสมผสานบูรณาการด้วยหลักธรรมของแต่ละศาสนาตามความเชื่อถือของแต่ละคน และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เน้นการแก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ โดยใช้สิ่งที่ประหยัดที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ด้วยวิธีที่เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน การแพทย์วิถีพุทธ คือ การแพทย์ที่นำเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์การดูแลสุขภาพทั้ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ . เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยม มาจัดการองค์ความรู้ ประยุกต์ผสมผสานบูรณาการด้วยหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เน้นการแก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ โดยใช้สิ่งที่ประหยัดที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ด้วยวิธีที่เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน โดยสามารถสร้างความเป็นพุทธะในตนไปพร้อม ๆ กับการเกื้อกูลมวลมนุษยชาติ ด้วยการสานพลังกับหมู่มิตรดี ในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ คือ บุคคลนานาชาติพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศ ที่ได้เรียนรู้การแพทย์วิถีพุทธตามสื่อต่าง ๆ แล้วนำไปปฏิบัติดูแล
อ่านต่อ
สุขภาวะตนเอง และได้แนะนำช่วยเหลือผู้อื่นให้ดูแลสุขภาวะตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ โดยไม่รับค่าตอบแทนใด ๆ และสามารถสร้างความเป็นพุทธะในตนไปพร้อม ๆ กับการเกื้อกูลมวลมนุษยชาติ ด้วยการสานพลังกับหมู่มิตรดี ในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี ชาติพันธุ์ คือ มนุษย์ที่มีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาพูดเดียวกัน และเชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษกลุ่มเดียวกัน มวลมนุษยชาติ คือ มนุษย์ทุกชีวิต ทุกชาติพันธุ์ ทุกประเทศชาติ ที่สนใจการปฏิบัติสู่ความเป็นพุทธะ กำลังคนด้านสุขภาพ คือ บุคคลหรือกลุ่มคนที่มีบทบาทในการสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งรวมถึงบุคลากรด้านสาธารณสุข ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข บุคลากรสายสนับสนุน บุคลากรทางการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก อาสาสมัครด้านสุขภาพต่าง ๆ แกนนำและเครือข่ายสุขภาพ ตลอดจนบุคคลต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ บุคลากรด้านสาธารณสุข คือ ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่มีกฎหมาย ระเบียบหรือข้อกำหนดรับรอง การสร้างเสริมสุขภาพ คือ การกระทำที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนในบุคคลมีสุขภาวะทางกาย จิต สังคมและปัญญา โดยสนับสนุนพฤติกรรมบุคคลและการจัดการสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อม เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคม การป้องกันโรค คือ การกระทำหรืองดการกระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยหรือเป็นโรคและการป้องกันไม่ให้กลับเป็นซ้ำในกรณีที่หายจากการเจ็บป่วย หรือเป็นโรคแล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ การป้องกันก่อนการเกิดโรคหรือก่อนการเจ็บป่วย การป้องกันโรคในระยะที่เกิดโรคหรือเจ็บป่วยขึ้นแล้ว และการป้องกันและฟื้นฟูสภาพเมื่อหายจากการเจ็บป่วยแล้ว การควบคุมโรค คือ การควบคุมโรคระบาด โรคไม่ติดต่อ โรคติดต่อ โรคติดต่ออันตรายต่าง ๆ รวมทั้งโรคที่เกิดจากการปนเปื้อนของสารต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมและอาหาร และโรคอื่น ๆ ที่สามารถลดความสูญเสียสุขภาพ ชีวิตและทรัพยากรได้หากมีการตรวจพบแต่เนิ่น ๆ กา รเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ คือ การนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาพที่หน่วยงานของรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่และสื่อสารกับประชาชนด้วยรูปแบบและช่องทางต่าง ๆ การสร้างความรู้ด้านสุขภาพ คือ การสร้างความรู้จากการปฏิบัติ การจัดการความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสั่งสมความรู้และประสบการณ์ การศึกษาวิจัย การสังเคราะห์ความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและระบบสุขภาพ องค์การอนามัยโลก คือ องค์การชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศ ที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญขององค์การฯ ทั้งนี้โดยมิคำนึงว่าประเทศเหล่านั้นจะเป็นสมาชิกของสหประชาชาติหรือไม่ หน้าที่ขององค์การอนามัยโลกตามธรรมนูญมี ดังนี้ คือ 1 . ช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในการพัฒนาและปรับปรุงบริการทางแพทย์และสาธารณสุข 2 . ส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานการสอนและการฝึกอบรมในวิชาชีพแพทย์และสาธารณสุข และวิชาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3 . ให้ข้อมูลข่าวสาร การปรึกษาแนะนำ และความช่วยเหลือในด้านการแพทย์และสาธารณสุข 4 . ให้การส่งเสริมการพัฒนาในด้านโภชนาการ การเคหะ สุขาภิบาล นันทนาการ สภาพการทำงาน และในเรื่องอื่น ๆ ของการอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยร่วมมือกับองค์การชำนัญพิเศษอื่น ๆ ของสหประชาชาติ 5 . ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาชีพที่มีส่วนในการสร้างความก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข 6 . ส่งเสริมอนามัยและสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ตลอดจนการดำรงชีวิตที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของบุคคลโดยทั่วไป 7 . ส่งเสริมกิจกรรมด้านสุขภาพจิต ทั้งนี้โดยเฉพาะในกลุ่มของบุคคลที่มีความบกพร่องในด้านมนุษยสัมพันธ์ 8 . ส่งเสริมและดำเนินการวิจัย เพื่อการพัฒนาในด้านการแพทย์และสาธารณสุข 9 . ศึกษาและรายงานวิธีการและเทคนิคด้านบริหารและสังคมที่มีผลกระทบต่อการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยร่วมมือกับองค์การชำนัญพิเศษต่าง ๆ ของสหประชาชาติในการประชุมนานาชาติ เพื่อร่างกฎบัตรสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2488 ณ เมืองซานฟรานซิสโก ทุกฝ่ายมีความเห็นต้องกันว่า สหประชาชาติควรมีองค์การอนามัยระหว่างประเทศด้วย และในปีต่อมาได้มีการประชุมอนามัยโลก ณ กรุงนิวยอร์ก เพื่อร่างธรรมนูญขององค์การอนามัยโลกขึ้น ในขณะที่รอการให้สัตยาบันของประเทศต่าง ๆ ได้มีการตั้งคณะกรรมการชั่วคราวขึ้น ทำหน้าที่ก่อตั้งองค์การอนามัยโลกให้สอดคล้องกับธรรมนูญที่ได้ร่างไว้ เมื่อประเทศต่าง ๆ ให้สัตยาบันเพียงพอแล้ว องค์การอนามัยโลกก็ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2491 สุขภาพ คือ ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุลได้แก่ 1. สุขภาวะทางกาย หมายถึงการมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีเศรษฐกิจพอเพียง มีสิ่งแวดล้อม ดี ไม่มีอุบัติภัย เป็นต้น 2.สุขภาวะทางจิต หมายถึง จิตใจที่เป็นสุข ผ่อนคลาย ไม่เครียดคล่องแคล่ว มีความเมตตา กรุณา มีสติ มีสมาธิ เป็นต้น 3. สุขภาวะทางสังคมหมายถึง การอยู่ร่วมกันด้วยดี ในครอบครัว ในชุมชน ในที่ทำงาน ในสังคม ในโลกซึ่งรวมถึงการมีบริการทางสังคมที่ดี และมีสันติภาพ เป็นต้น 4. สุขภาวะทางปัญญา หมายถึง ความสุขอันประเสริฐที่เกิดจากมีจิตใจสูงเข้าถึงความจริงทั้งหมด ลดละความเห็นแก่ตัว มุ่งเข้าถึงสิ่งสูงสุดซึ่งหมายถึงพระนิพพาน หรือ พระผู้เป็นเจ้าหรือความดีสูงสุดสุดแล้วแต่ความเชื่อที่แตกต่างกันของแต่ละคน สถาบันบุญนิยม คือ องค์กรชาวอโศก ซึ่งสมาชิกมีการปฏิบัติธรรมตามแนวพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด ดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระเจ้า อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยผู้นำในการปฏิบัติคือ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ โพธิรักขิโต สุขภาพบุญนิยม คือ การดูแลสุขภาพตามแนวของชาวอโศก (บุญนิยม) ด้วยหลัก 8 อ. 1) อิทธิบาท 4 2) อารมณ์ 3) อาหาร 4) อากาศ 5) ออกกำลังกายหรืออิริยาบถ 6) เอนกาย 7) เอาพิษภัยออก 8) อาชีพ (ที่ไม่บั่นทอนชีวิต)โดยการสร้างสุขภาพของชาวอโศก 1 ) เน้นการพึ่งตนเอง 2 ) ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 3 ) ปลูกฝังวัฒนธรรมในการกินอยู่หลับนอน 4 ) นิยมความประหยัด เรียบง่าย ปลอดภัย ใช้ทรัพยากรในพื้นที่ 5 ) เน้นกิจกรรมการป้องกันก่อนการรักษา การแพทย์แผนปัจจุบัน คือ การดูแลสุขภาพโดยอาศัยความรู้หรือตำราการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้ศึกษาจากสถานศึกษาที่รับรองโดยกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ ทั้งนี้ให้ครอบคลุมการใช้สารเคมีหรือเครื่องมือวิทยาศาสตร์การแพทย์ประกอบการวินิจฉัยและการบำบัดโรคตามที่กฎหมายกำหนด การแพทย์ทางเลือก คือ การดูแลสุขภาพโดยอาศัยความรู้ทางการแพทย์ที่นอกเหนือจากการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย คือ การดูแลสุขภาพโดยอาศัยความรู้หรือตำราการแพทย์แผนไทยที่ได้สั่งสม ถ่ายทอด และพัฒนาสืบต่อกันมา หรือตามการศึกษาจากสถานศึกษาที่รับรองโดยกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ ทั้งนี้ให้ครอบคลุมการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์การแพทย์บางอย่างประกอบการวินิจฉัยและการบำบัดโรคตามที่กฎหมายกำหนด การแพทย์พื้นบ้าน คือ การดูแลสุขภาพโดยอาศัยความรู้ที่ได้สั่งสม ถ่ายทอด และพัฒนาสืบต่อกันมาซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม จารีต ประเพณี และทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น และเป็นที่ยอมรับของชุมชนท้องถิ่นนั้น เศรษฐกิจพอเพียง คือ ปรั ชญา หรือแนวคิดที่พ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช ทรงมีพระราชดำรัส ให้ดำรงชีวิตตามหลักทางสายกลาง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ด้วยเงื่อนไขความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) และเงื่อนไขคุณธรรม (ซื่อสัตย์สุจริต ขยันอดทน สติปัญญา แบ่งปัน) เพื่อให้เกิดสภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สมดุล มั่นคง และยั่งยืน หลัก ปฎิจจสมุปบาท คือ สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น,การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น,การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา จรณะ 15 คือ เครื่องดำเนิน,ปฏิปทา คือข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชา มี 15 คือ สีลสัมปทา ควา มถึงพร้อมด้วยศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 และ ฌาน 4 โสฬสญาณ 16 คือ ความรู้แจ้งเห็นจริงตามลำดับของการวิปัสสนา คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม,ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลงผิดรู้ผิดในสังขารเสียได้ และการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นของมันเอง โพธิปักขิยธรรม 37 คือ ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ , ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค มี 37 ประการคือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 สติปัฏฐาน 4 คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ , ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน , การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง , การมีสติกำกับดูสิ่งต่าง ๆ และความเป็นไปทั้งหลาย โดย รู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส มี 4 อย่างคือ 1 ) กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย , การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย 2 ) เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา , การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา 3 ) จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต , การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต 4 ) ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม , การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม ; เรียกสั้น ๆ ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม อิทธิบาท 4 คือ คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ , คุณเครื่องสำเร็จประสงค์ , ทางแห่งความสำเร็จ มี 4 คือ 1 ) ฉันทะ ความพอใจรักใคร่สิ่งนั้น 2 ) วิริยะ ความพยายามทำสิ่งนั้น 3 ) จิตตะ ความเอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น 4 ) วิมังสา ความพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผลในสิ่งนั้น อินทรีย์ 5 คือ ความเป็นใหญ่ , สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน , ธรรมที่เป็นเจ้าการในการทำหน้าที่อย่างหนึ่ง ๆ เช่น ตาเป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าการในการเห็น หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน ศรัทธาเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งความไร้ศรัทธา เป็นต้น 1) อินทรีย์ 6 ได้แก่ อายตนะภายใน 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 2) อินทรีย์ 5 ตรงกับ พละ 5 คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ธรรม 5 อย่างชุดเดียวกันนี้ เรียกชื่อต่างกันไป 2 อย่าง ตามหน้าที่ที่ทำ คือ เรียกชื่อว่า “พละ” โดยความหมายว่า เป็นกำลังทำให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างจะเข้าครอบงำไม่ได้ เรียกชื่อว่า “อินทรีย์” โดยความหมายว่าเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่าง คือความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลำดับ โพชฌงค์ 7 คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้หรือองค์ของผู้ตรัสรู้มี 7 อย่าง คือ 1 ) สติ 2 ) ธัมมวิจยะ 3 ) วิริยะ 4 ) ปิติ 5 ) ปัสสัทธิ 6 ) สมาธิ 7 ) อุเบกขา อริยมรรคมีองค์ 8 คือ ทางอันประเสริฐ , ทางดำเนินของพระอริยะ , ญาณอันให้สำเร็จความเป็นพระอริยะ มี 4 คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค บางทีเรียกมรรคมีองค์ 8 ว่า อริยมรรคก็มี พระขีณาสพ คือ ผู้มี อาสวะ สิ้นแล้ว , ผู้สิ้นอาสวะแล้วหมายถึงพระ อรหันต์ ผู้หมดอาสวะแล้ว เพราะกำจัดอาสวะคือ กิเลส ที่หมักหมมอยู่ใน จิต ที่ชุบย้อมจิตให้ชุ่มอยู่เสมอได้แล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่กลับ มาเกิดทำอันตรายจิตได้อีกต่อไป เรียกเต็มว่า พระขีณาสพ หรือ พระอรหันตขีณาสพ คำว่า พระอรหันต์ คือ ผู้มี อาสวะ สิ้นแล้ว ใช้สำหรับพระสาวก , สำหรับพระพุทธเจ้า ใช้คำว่า อรหันตสัมมาสัมพุทธ เจ้า พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบเอง ปัญญาในพุทธธรรม คือ ความรู้ทั่ว ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล ความรู้เข้าใจชัดเจน ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา ความรอบรู้ในสังขารมองเห็นตามเป็นจริง สมถะ คือ อุบายทางใจ เป็นวิธีฝึกอบรมจิตให้สงบ วิปัสสนา คือ อุบายทางปัญญาเพื่อให้จิตสงบ อุบายทางปัญญาให้เกิดความรู้ เข้าใจตามความเป็นจริง ไตรลักษณ์ คือ ลักษณะสามอาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้น ๆ ลักษณะ ๓ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความมิใช่ตัวตน กรรม คือ การกระทำ วิบากกรรม คือ ผลของกรรม ทิฏฐธรรมเทียว คือ ภพ ชาติ ปัจจุบัน กิเลส คือ สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ และเป็นเครื่องปรุงแต่งความคิดให้ทำกรรม ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนและความทุกข์ กาม คือ ความใคร่ ความอยาก ความปรารถนา น่าใคร่ กามมี 2 คือ 1) กิเลสกาม กิเลสที่ทำให้ใคร่ 2) วัตถุกาม วัตถุอันน่าใคร่ ได้แก่ กามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย) ที่น่าใคร่น่าพอใจ โลภะ คือ โลภ โทสะ คือ โกรธ โมหะ คือ หลง นิพพาน คือ สภาพที่ดับ กิเลส และกองทุกข์แล้ว ภาวะที่จิตมีความสงบสูงสุด เพราะไร้ทุกข์ ไร้สุข เป็นอิสรภาพสมบูรณ์กล่าวโดยสรุป นิพพานคือการไม่มี กิเลส ตัณหา ที่จะร้อยรัดพัดกระพือให้กระวนกระวายใจ อันเป็นจุดหมายสูงสุดของ พระพุทธศาสนา โอวาทปาฏิโมกข์ คือ หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ 3 คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ 1,250รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันมาฆบูชา คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้ผ่องใส พรหมวิหาร 4 คือ ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม , ธรรมประจำใจอันประเสริฐ , ธรรมประจำใจของท่านผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่ มี 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โอฆะสงสาร คือ การเวียนเกิดเวียนตายในห้วงของกิเลส เหตุแห่งการวิมุตติ 5 คือ เหตุที่ทำให้บรรลุหลุดพ้นกิเลส (วิมุตติ) ได้ องค์คุณอุเบกขา 5 คือ ลักษณะของการปล่อยวางแบบพุทธ 5 อย่าง สาราณียธรรม 6 คือ หลักการอยู่ร่วมกัน พุทธพจน์ 7 คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า 7 ข้อ สมาธิปริขาร 7 คือ องค์ประกอบของสมาธิพุทธ 7 ประการ อปริหานิยธรรม 7 คือ ธรรมที่พาเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเลย สัปปุริสธรรม 7 คือ ธรรมของสัตบุรุษ (คนที่มีความเห็นถูกต้อง) สัปปายะ คือ สิ่งที่เหมาะควรแก่การเพิกถอนกิเลส อสัปปายะ คือ สิ่งที่ไม่เหมาะควรแก่การเพิกถอนกิเลส อวิชชา คือ ความไม่รู้จักอริยสัจ มูตรเน่า คือ ปัสสาวะ สติ คือ ความระลึกได้ , นึกได้ , ความไม่เผลอ , การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง , จำการที่ทำและคำที่พูดแล้ว แม้นานได้ สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม , ความรู้ตระหนัก , ความรู้ชัดเข้าใจชัด ซึ่งสิ่งที่นึกได้ ; มักมาคู่กับ สติ อภิชฌา คือ โลภอยากได้ของเขา , ความคิด เพ่งเล็งจ้องจะเอาของคนอื่น โทมนัส คือ ความเสียใจ , ความเป็นทุกข์ใจ โสมนัส คือ ความดีใจ , ความสุขใจ , ความปลาบปลื้ม คำอธิบายสัญญลักษณ์และคำย่อ ในวิทยานิพนธ์นี้ ผู้ วิจัย ได้อ้างอิงข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับ สยามรัฐ พุทธศักราช 2541 โดยใช้อักษรย่อแทนชื่อเต็มคัมภีร์ตามระบบอ้าง เล่ม / ข้อ ตัวอย่าง ที.ปา. 11 / 293 หมายถึง ทีฆนิกายปาฏิกวคฺคปาลิ พระไตรปิฎกเล่มที่ 11 ข้อ 293 เป็นต้น พระวินัยปิฎก วิ . มหา . วินยปิฏก มหาวิภงฺคปาลิ วิ . ภิกฺขุนี . วินยปิฏก ภิกฺขุนีวิภงฺคปาลิ วิ . ม . วินยปิฏก มหาวคฺคปาลิ วิ . จู . วินยปิฏก จูฬวคฺคปาลิ วิ.ป. วินยปิฏก ปาริวารปาลิ พระสุตตันตปิฎก ที . สี . ทีฆนิกาย สีลกฺขนฺธวคฺคปาลิ ที . ม . ทีฆนิกาย มหาวคฺคปาลิ ที . ปา . ทีฆนิกาย ปาฏิกวคฺคปาลิ ม . มู . มชฺฌิมนิกาย มูลปณฺณาสกปาลิ ม . ม . มชฺฌิมนิกาย มชฺฌิมปณฺณาสกปาลิ ม . อุ . มชฺฌิมนิกาย อุปริปณฺณาสกปาลิ สํ . ส . สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺคปาลิ สํ . นิ . สํยุตฺตนิกาย นิทานวคฺคปาลิ สํ . ข . สํยุตฺตนิกาย ขนฺธวารวคฺคปาลิ สํ . สฬา . สํยุตฺตนิกาย สฬายตนวคฺคปาลิ สํ . ม . สํยุตฺตนิกาย มหาวารวคฺคปาลิ องฺ . เอกก . องฺคุตฺตรนิกาย เอกกนิปาตปาลิ องฺ . ทุก . องฺคุตฺตรนิกาย ทุกนิปาตปาลิ องฺ . ติก องฺคุตฺตรนิกาย ติกนิปาตปาลิ องฺ . จตุกฺก . องฺคุตฺตรนิกาย จตุกฺกนิปาตปาลิ องฺ . ปญฺจก . องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาตปาลิ องฺ . ฉกฺก . องฺคุตฺตรนิกาย ฉกฺกนิปาตปาลิ องฺ . สตฺตก . องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนิปาตปาลิ องฺ . อฏฺฐก . องฺคุตฺตรนิกาย อฏฺฐกนิปาตปาลิ องฺ . นวก . องฺคุตฺตรนิกาย นวกนิปาตปาลิ องฺ . ทสก . องฺคุตฺตรนิกาย ทสกนิปาตปาลิ องฺ . เอกาทสก . องฺคุตฺตรนิกาย เอกาทสกนิปาตปาลิ ขุ . ขุ . ขุทฺทกนิกาย ขุทฺทกปาฐปาลิ ขุ . ธ . ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทปาลิ ขุ . อุ . ขุทฺทกนิกาย อุทานปาลิ ขุ . อิติ . ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตกปาลิ ขุ . สุ . ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาตปาลิ ขุ . วิ . ขุทฺทกนิกาย วิมานวตฺถุปาลิ ขุ . เปต . ขุทฺทกนิกาย เปตวตฺถุปาลิ ขุ . เถร . ขุทฺทกนิกาย เถรคาถาปาลิ ขุ . เถรี . ขุทฺทกนิกาย เถรีคาถาปาลิ ขุ . ชา . ขุทฺทกนิกาย ชาตกปาลิ ขุ . ม . ขุทฺทกนิกาย มหานิทฺเทสปาลิ ขุ . จู . ขุทฺทกนิกาย จูฬนิทฺเทสปาลิ ขุ . ป . ขุทฺทกนิกาย ปฏิสมฺภิทามคฺคปาลิ ขุ . อป . ขุทฺทกนิกาย อปทานปาลิ ขุ . พุทฺธ . ขุทฺทกนิกาย พุทฺธวํสปาลิ ขุ . จริยา . ขุทฺทกนิกาย จริยาปิฏกปาลิ พระอภิธรรมปิฎก อภิ . สงฺ . อภิธมฺมปิฏก ธมฺมสงฺคณีปาลิ อภิ . วิ . อภิธมฺมปิฏก วิภงฺคปาลิ อภิ . ธา . อภิธมฺมปิฏก ธาตุกถาปาลิ อภิ . ปุ . อภิธมฺมปิฏก ปุคฺคลปญฺญตฺติปาลิ อภิ . ก . อภิธมฺมปิฏก กถาวตฺถุปาลิ อภิ . ย . อภิธมฺมปิฏก ยมกปาลิ อภิ . ป . อภิธมฺมปิฏก ปฏฺฐานปาลิ ปกรณวิเสส เนตฺติ . เนตฺติปกรณ เปฏโก . เปฏโกปเทส มิลินฺท . มิลินฺทปญฺหปกรณ วิสุทฺธิ . วิสุทฺธิมคฺคปกรณ อรรถกถาพระวินัยปิฎก วิ . อ . วินยปิฏก สมนฺตปาสาทิกาปาราชิกกณฺฑ – สํฆาทิเสสาทิ - มหาวคฺคาทิอฏฺฐกถา กงฺขา . อ . กงฺขาวิตรณีอฏฺฐกถา วิ . สงฺคห . วินยสงฺคหอฏฺฐกถา วิ . นิจฺฉย . วินยวินิจฺฉย อุตฺตรวิ . อุตฺตรวินิจฺฉย ขุทฺทสิกฺขา ขุทฺทสิกฺขา มูลสิกฺขา มูลสิกฺขา อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ที . สี . อ . ทีฆนิกาย สุมงฺคลวิลาสินี สีลกฺขนฺธวคฺคอฏฺฐกถา ที . ม . อ . ทีฆนิกาย สุมงฺคลวิลาสินี มหาวคฺคอฏฺฐกถา ที . ปา . อ . ทีฆนิกาย สุมงฺคลวิลาสินี ปาฏิกวคฺคอฏฺฐกถา ม . มู . อ . มชฺฌิมนิกาย ปปญฺจสูทนี มูลปณฺณาสกอฏฺฐกถา ม . ม . อ . มชฺฌิมนิกาย ปปญฺจสูทนี มชฺฌิมปณฺณาสกอฏฺฐกถา ม . อุ . อ . มชฺฌิมนิกาย ปปญฺจสูทนี อุปริปณฺณาสกอฏฺฐกถา สํ . ส . อ . สํยุตฺตนิกาย สารตฺถปฺปกาสินีสคาถวคฺคอฏฺฐกถา สํ . นิ ., ข . อ . สํยุตฺตนิกาย สารตฺถปฺปกาสินีนิทาน - ขนฺธวารวคฺคอฏฺฐกถา สํ . สฬา ., ม . อ . สํยุตฺตนิกาย สารตฺถปฺปกาสินีสฬายตน - มหาวารวคฺคอฏฺฐกถา องฺ . เอกก . อ . องฺคุตฺตรนิกาย มโนรถปูรณี เอกกนิปาตอฏฺฐกถา องฺ . ทุก ., ติก ., จตุกฺก ., อ . องฺคุตฺตรนิกาย มโนรถปูรณี ทุกาทินิปาตอฏฺฐกถา องฺ . ปญฺจก ., ฉกฺก ., สตฺตก ., อฏฺฐก ., นวก ., ทสก ., เอกาทสก . อ . องฺคุตฺตรนิกาย มโนรถปูรณี ปญฺจกาทินิปาตอฏฺฐกถา ขุ . ขุ . อ . ขุทฺทกนิกาย ปรมตฺถโชติกา ขุทฺทกปาฐอฏฺฐกถา ขุ . ธ . อ . ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทอฏฺฐกถา ขุ . อุ . อ . ขุทฺทกนิกาย ปรมตฺถทีปนี อุทานอฏฺฐกถา ขุ . อิติ . อ . ขุทฺทกนิกาย ปรมตฺถทีปนี อิติวุตฺตกอฏฺฐกถา ขุ . สุ . อ . ขุทฺทกนิกาย ปรมตฺถโชติกา สุตฺตนิปาตอฏฺฐกถา ขุ . วิ . อ . ขุทฺทกนิกาย ปรมตฺถทีปนี วิมานวตฺถุอฏฺฐกถา ขุ . เปต . อ . ขุทฺทกนิกาย ปรมตฺถโชติกา เปตวตฺถุอฏฺฐกถา ขุ . เถร . อ . ขุทฺทกนิกาย ปรมตฺถทีปนี เถรคาถาอฏฺฐกถา ขุ . เถรี . อ . ขุทฺทกนิกาย ปรมตฺถทีปนี เถรีคาถาอฏฺฐกถา ขุ . ชา . อ . ขุทฺทกนิกาย ชาตกอฏฺฐกถา ขุ . ม . อ . ขุทฺทกนิกาย สทฺธมฺมปฺปชฺโชติกา มหานิทฺเทสอฏฺฐกถา ขุ . จู . อ . ขุทฺทกนิกาย สทฺธมฺมปฺปชฺโชติกา จูฬนิทฺเทสอฏฺฐกถา ขุ . ป . อ . ขุทฺทกนิกาย สทฺธมฺมปฺปกาสินี ปฏิสมฺภิทามคฺคอฏฺฐกถา ขุ . อป . อ . ขุทฺทกนิกาย วิสุทฺธชนวิลาสินี อปทานอฏฺฐกถา ขุ . พุทฺธ . อ . ขุทฺทกนิกาย มธุรตฺถวิลาสินี พุทฺธวํสอฏฺฐกถา ขุ . จริยา . อ . ขุทฺทกนิกาย ปรมตฺถทีปนี จริยาปิฏกอฏฺฐกถา อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก อภิ . สงฺ . อ . อภิธมฺมปิฏก ธมฺมสงฺคณี อฏฺฐสาลินีอฏฺฐกถา อภิ . วิ . อ . อภิธมฺมปิฏก วิภงฺค สมฺโมหวิโนทนีอฏฺฐกถา อภิ . ปญฺจ . อ . อภิธมฺมปิฏก ปญฺจปกรณอฏฺฐกถา อรรรถกถาปกรณวิเสส เนตฺติ . อ . ขุทฺทกนิกาย เนตฺติอฏฺฐกถา สงฺคห . อภิธมฺมตฺถสงฺคห อภิ . วตาร . อภิธมฺมาวตาร ฎีกาพระวินัยปิฎก วชิร . ฏีกา วชิรพุทฺธิฏีกา สารตฺถ . ฏีกา สารตฺถทีปนีฏีกา วิมติ . ฏีกา วิมติวิโนทนีฏีกา กงฺขา . ฏีกา กงฺขาวิตรณีปุราณฏีกา กงฺขา . ฏีกา ( อภินว ) วินยตฺถมญฺชูสากงฺขาวิตรณีอภินวฏีกา วินย . ฏีกา วินยาลงฺการฏีกา วิ . ฏีกา วินยวินิจฺฉยฏีกา อุตฺตร . ฏีกา อุตฺตรวินิจฺฉยฏีกา ขุทฺท . ฏีกา ขุทฺทสิกฺขาปุราณฏีกา ขุทฺท . ฏีกา ( อภินว ) ขุทฺทสิกฺขาอภินวฏีกา มูล . ฏีกา มูลสิกฺขาฏีกา ฎีกาพระสุตตันตปิฎก ที . สี . ฏีกา ทีฆนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสนี สีลกฺขนฺธวคฺคฏีกา ที . ม . ฏีกา ทีฆนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสนี มหาวคฺคฏีกา ที . ปา . ฏีกา ทีฆนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสนี ปาฏิกวคฺคฏีกา ที . สี . ฏีกา ( อภินว ) ทีฆนิกาย สาธุวิลาสินี สีลกฺขนฺธวคฺคอภินวฏีกา ม . มู . ฏีกา มชฺฌิมนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสนี มูลปณฺณาสกฏีกา ม . ม . ฏีกา มชฺฌิมนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสนี มชฺฌิม - อุปริปณฺณาสกฏีกา สํ . ฏีกา สํยุตฺตนิกาย ลีนตฺถปฺปกาสนี สํยุตฺตฏีกา องฺ . ฏีกา องฺคุตฺตรนิกาย สารตฺถมญฺชูสา องฺคุตฺตรฏีกา ขุ . ธ . ฏีกา ธมฺมปทมหาฏีกา ฎีกาพระอภิธรรมปิฎก อภิ . มูลฏีกา อภิธมฺมปิฏก ธมฺมสงฺคณี - วิภงฺค - ปญฺจปกรณมูลฏีกา อภิ . อนุฏีกา อภิธมฺมปิฏก ธมฺมสงฺคณี - วิภงฺค - ปญฺจปกรณอนุฏีกา ม . ฏีกา มณิทีปฏีกา มธุ . ฏีกา มธุสารตฺถทีปนีฏีกา ฎีกาปกรณวิเสส เนตฺ . ฏีกา เนตฺติฏีกา เนตฺ . วิ . เนตฺติวิภาวินี มิลินฺท . ฏีกา ม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive