สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จได้ต้องทำแบบชาวอโศก_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข1 มิถุนายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จได้ต้องทำแบบชาวอโศก อโศกเรา สร้างเศรษฐกิจการเมืองสำเร็จ ชาวอโศกบริหารเศรษฐกิจได้สมบูรณ์ จนกระทั่งทุกคนอยู่สบายไม่แย่งชิง ทุกคนยอมขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นี่คือเนื้อแท้ของการอภิบาลที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ ให้เอาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นักเศรษฐกิจยิ่งใหญ่คือชาวอโศก ทำมาจึงเป็นแบบนี้ คือรู้หน้าที่ของความเป็นมนุษย์ รู้หน้าที่ของความเป็นประชาชน หน้าที่ของความเป็นมนุษย์และหน้าที่ของความเป็นประชาชนคือ 1. ความเป็นมนุษย์ต้องไม่ใช่เดรัจฉาน เป็นมนุษย์เข้าใจอยู่แล้วว่ามนุษย์คืออะไร มนุษย์คือผู้ที่เลี้ยงตนได้เหมือนเดรัจฉาน แต่เข้าใจมากกว่าเดรัจฉาน คือเป็นผู้ที่ทำมาหากิน สัตว์เดรัจฉานก็ทำมาหากิน แต่มันก็ไม่เหมือนมนุษย์ มันทำมาหากินของมันเท่านั้น กินแล้วก็พอแล้วก็ไป มันก็ไม่คิดถึงอะไร แต่มนุษย์นั้นมีปัญญากว้างขวางกว่า ทำมาหากินโดยการสร้างสรร แทนที่จะไปกินแต่ธรรมชาติเหมือนกับเดรัจฉาน เดรัจฉานอาศัยธรรมชาติกิน มันกินธรรมชาติที่เกิดเอง แต่มนุษย์สามารถสร้างเอาจากธรรมชาติมากินเองได้ ให้ธรรมชาติสมบูรณ์ และมีปัญญาเผื่อแผ่แจกจ่าย เมื่อเราสร้างได้มากเราสามารถมีใช้มีกิน เหลือเฟือ เราก็มีส่วนเกินส่วนเหลือ สะพัดแจกจ่ายให้แก่ผู้อื่น เข้าเกณฑ์ของเศรษฐกิจเข้าเกณฑ์ของรัฐศาสตร์ทั้งนั้น เข้าเกณฑ์ของสังคมศาสตร์ ไม่ได้ตกหล่นเลย การประพฤติของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้เป็นเกณฑ์ของความเจริญทั้งนั้น ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เราไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยไปจบสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ แต่มาศึกษาพุทธศาสตร์ เศรษฐกิจการเมืองสำเร็จผล ประพฤติการเป็นคนในสังคมสำเร็จผล ไม่ต้องไปเรียนพวกนั้นมา เรียนของพระพุทธเจ้าอย่างเดียวรู้หม

อ่านต่อ

ดเลย ความประเสริฐความถูกต้องของมนุษยชาติที่ต้องการได้หมด อาตมาเองอยากให้คนมาศึกษาคำตรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสไว้เยอะ อาตมาเอามาออกที่ดีแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เอามาแค่นี้ นอกนั้นมีเยอะแยะ ศาสตร์พระราชาที่เขารวบรวมไว้อีกเยอะ แต่แบบคนจนและขาดทุนคือกำไรคือยอดสุด นอกนั้นก็มีที่ท่านได้ตรัสไว้ ขออภัยที่ต้องพูด ผู้บริหารภูมิไม่ถึงในหลวง ภูมิไม่ถึงประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าจึงทำได้แค่นี้ ยกตัวอย่างให้ชัดเจน คือ อาตมาเอาเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้ามาประกาศ เอามาอธิบาย เอามาพาประพฤติปฏิบัติกันจนเกิดผลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เสร็จ จบ ชาวอโศกทุกชุมชนในประเทศไทย คือคนไทย แก้ปัญหาเศรษฐกิจตกทุกชุมชน เพราะแต่ละคนเป็นคนจนสำเร็จ ในหลวงต้องการให้เป็นแบบคนจน ก็เป็นคนจนสำเร็จ และสามารถที่จะขาดทุนได้จริง ไม่ได้หวงแหน ไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเอากำไร เหมือนอย่างชาวโลกที่เขาไม่มีภูมิธรรมแบบชาวอโศก ใครจะมีบ้างก็แล้วแต่ ใครไม่มีแล้วก็ยิ่งดี เราเหลือกินเหลือใช้เราขาดทุนให้แก่ผู้อื่นได้ ดีไม่ดีเราก็แจกฟรีเพราะมันมีเหลือ จะทิ้งขว้างมันก็เน่าเสีย ไปดูสวนแตงไทย มันเหลือแล้วก็ปล่อยให้เป็นปุ๋ยหมุนเวียนไป อย่างนี้เป็นต้น ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้พูดอย่างอวดดี ทำเท่ โก้ๆ ไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องจริง อาตมาเป็นยอดนักการเมืองคนหนึ่ง เพราะอาตมาออกมาทำงานเมื่อ 47 ปีที่แล้ว อาตมามาทำงานการเมืองแต่ทำการเมืองภาคประชาชน ไม่ดิ้นรนไม่เอาการเมืองในรัฐสภา อาตมาหันหลังให้กับการเมืองขี้หมาพวกนั้น คุณชวน หลีกภัยพูดเองว่า การเมืองต้องระบบรัฐสภาเท่านั้น การเมืองระบอบประชาชนไม่มี นี่นายกฯสองสมัยของประเทศไทยได้กล่าวไว้ คำต่อคำอาจไม่ตรงตามนี้ เขาว่า ผมเชื่อในระบบรัฐสภา ให้การเมืองรัฐสภาใหญ่กว่าประชาชนได้อย่างไร? ซึ่งพูดอย่างนี้ก็ผิดเพี้ยนไป จากความเป็นประชาธิปไตย คนไทยนี่ โดยเฉพาะอาตมาคนไทย อาตมาออกมาเกือบ 48 ปีแล้ว ออกมาตั้งแต่ 7 พ.ย. 2513 อาตมาก็มาทำงานการเมือง ที่ออกมามาทำงานการเมืองนะ อย่าหาว่าทำแต่ธรรมะ เพราะว่าการเมืองกับธรรมะเป็นอันเดียวกัน ออกมาจะเต็ม 48 ปีแล้ว ก็ทำได้ผล ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอยู่เย็นเป็นสุข เป็นการอยู่ได้อย่างถูกต้องตามเศรษฐศาสตร์ แบบคนจนตามที่ในหลวงตรัส ถูกต้องเต็มที่เลย เป็นสังคมที่สงบสุขสบายช่วยเหลือประเทศชาติ เป็นคราวที่เราจะไปช่วย แม้ทุกวันนี้เราก็ช่วย ชาวอโศกเราช่วยเศรษฐกิจ แต่ละวันแต่ละคนทำรายได้ หากได้อัตราขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน แต่จริงๆแล้วเขาตรวจสอบแล้ว ที่นี่โดยเฉพาะบ้านราชฯ กินใช้คนละไม่เกิน 50 บาท ต่อวัน เพราะฉะนั้น อีก 250 หักจาก 300 ให้ประเทศ เพราะเรากินใช้ในนี้ คนละไม่เกิน 50 บาท ความจริงเขาบอกว่า 34 กว่าบาท นี่คือเราช่วยประเทศชาติอยู่นะ เราจะได้รายได้จากอุทยานบุญนิยม ได้จากสหกรณ์บุญนิยมบ้าง จากปุ๋ยบ้าง เข้ามา ก็เป็นรายได้รวมแล้ว ที่เขาเอามาบวกลบคูณหาร แต่เงินไม่ได้เข้ากระเป๋า เราเอาตัวเลขมาคิดตามหลักวิชาการ เราก็ได้ประมาณนี้คนละ 30 กว่าบาท มีพลเมืองประชากรของภายนอกเข้ามาทำงานในนี้ทุกวัน คนงานทำมาหากินอยู่ในนี้ บางคนเป็นสิบกว่าปีแล้วเขาก็เลี้ยงชีวิตตัวเขาได้ ก็ได้เงินจากบ้านราชฯ มีคนทำงานเป็นร้อยคนขึ้นไป เราก็ได้ช่วยประเทศชาติช่วยประชาชน เราก็ไม่ได้เดือดร้อนขาดแคลนอะไร เราไม่ได้เป็นชุมชนสังคมร่ำรวยแต่เป็นสังคมคนจน เขามาตรวจสอบ คนจนในจังหวัดในอำเภอในตำบล ก็บอกว่าหมู่บ้านราชธานีอโศก เขาบอกว่าเป็นลำดับ 5 จนเป็นอันดับ 5 จริงๆแล้วต้องมาถามประชากรในนี้ว่ามีรายได้เท่าไหร่ มีรายได้ 0 บาททุกคน ก็น่าจะเป็นคนจนระดับ 1 ของโลก ไม่ใช่แค่จนในระดับประเทศในจังหวัดเท่านั้น คนในนี้ทุกคนเลยได้ 0 บาทต่อคนต่อวัน อาตมาว่าพวกนี้สุ่มสี่สุ่มห้ามาตรวจสอบได้อย่างไร แล้วบอกว่าหมู่บ้านราชธานีอโศกจนเป็นอันดับ 5 ของจังหวัด หากเอาทรัพย์สินในบ้านในตัวมากองแล้วเทียบกัน ใครจนกว่ากัน ใครจะมีมากกว่ากัน ระหว่างชาวบ้านราชฯกับชาวอื่นๆเขา หากว่าชาวอโศกไม่ได้ปฏิบัติการเมือง เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์แบบนี้ แปลว่าชาวอโศกที่เป็นสมาชิกจะมีรถยนต์ประจำตัวในบ้านมากกว่านี้ไหม ก็ต้องมีมากกว่านี้แน่ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ หมู่บ้านนี้เฉลี่ยแล้วมีคนมีรถยนต์ของแต่ละครอบครัวน้อยกว่าหมู่บ้านอื่น หรืออะไรอื่นก็ได้ สะสมเงินส่วนตัว แต่ละเดือนๆ ให้มาสำรวจได้เลยว่าชาวอโศกสะสมเงินแต่ละเดือนมากหรือน้อยกว่าข้างนอก หากจะเช็คตรวจสอบ เรื่องของเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ยังมีหลักฐานที่จะตรวจสอบได้อีกเยอะ ซึ่งเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านี่ยิ่งใหญ่ อาตมาเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ไม่ได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยเลย เสียเงินค่าลงทะเบียนเรียน แม้แต่ไปสอบก็ต้องเสียค่าโอเลี้ยงทุกคนนะ สรุปแล้ว เรื่องเศรษฐศาสตร์ อาตมาให้ความหมายเศรษฐศาสตร์ ตามนิยามวิชาการเขาก็ว่าไป แต่อาตมาเข้าใจโดยภูมิธรรมโดยรวมว่า เศรษฐศาสตร์คือชีวิตของเราที่อยู่ร่วมกับสังคม แล้วก็ทำกินทำใช้อยู่ในสังคมนี้ โดยตนเองนั้นไม่ได้ทำร้ายสังคม แต่กลับเป็นประโยชน์ให้แก่สังคมด้วย เป็นผู้สำเร็จเป็นผู้บรรลุทางเศรษฐกิจส่วนตัว นักวิชาการจะว่าอย่างไรก็ช่าง สรุปแล้ว อธิบายเป็นภาษาคน คนจะต้องดูแลเศรษฐกิจส่วนตัวทั้งนั้นไม่ว่าจะโง่หรือฉลาด ก็ต้องดิ้นรนเพื่อหากินหาใช้ทำกินทำใช้ ก็คือ 1. ทำกินทำใช้ตนเองขึ้นมา 2. ไปแย่งชิงจากสังคมมา แต่เศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านั้นทำกินทำใช้ ไม่ได้แย่งจากคนอื่นจากสังคม เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงนั้นคือ 1.ทำกินทำใช้ให้เพียงพอให้เหลือแล้วก็ 2. สะพัดให้แก่สังคม แต่คนทำกินทำใช้ไม่พอก็ไปเบียดเบียนของผู้อื่นมาเป็นของตัวเอง คนอย่างนี้ยังไม่น่ากลัว คนพวกนี้ยังไม่น่ากลัว คนที่น่ากลัว เศรษฐกิจของเขาคือเขาทำกินทำใช้พอกินพอใช้แต่ดูดเอาของคนอื่นมาอย่างไม่มีลิมิต นี่คือนักเศรษฐกิจฉิบหายอยู่ในสังคมประเทศ ไม่ว่าจะในสังคมไหนก็แล้วแต่รวยไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าจะได้เปรียบหาทางที่จะได้กำไร หาทางที่จะได้มามากๆ ถ้าหากไม่ผิดกฎหมายถือว่าทุจริต ถ้าหากผิดกฎหมายบ้าง กฎหมายจับไม่ได้ กูเลี่ยงกูหลบ กูหาช่อง เป็นอย่างนี้ นักเศรษฐกิจในเมืองไทย แม้แต่เมืองนอกหรือประเทศไหนก็แล้วแต่ เพราะมันเห็นแก่ได้ มันไม่เข้าใจเศรษฐกิจที่แท้จริง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจคือต้องมาสอนให้รู้จักความจริงของความเป็นมนุษย์ ให้มนุษย์รู้จักพอกินพอใช้แล้วไม่โลภ แก้ปัญหาโดย 1.อย่าเป็นหนี้ 2.ทำกินทำใช้ให้เพียงพอ 3. ทำให้มากให้เกินกว่าที่ตนเองกินใช้ 4. สะพัดสิ่งนั้นให้แก่ผู้อื่น ให้ถูกที่สุดหรือแจก ถ้ามีปัญญาไปแจกแก่ผู้ที่ควรได้ควรมีควรเป็นคนเดือดร้อนคนไม่พอ คนนี้ควรได้ คนนี้ควรไม่ได้ ยิ่งเผยแพร่สะพัดแบบนี้ได้ คือนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจคือต้องให้คนรู้จักชีวิตรู้จักความเป็นคน เมื่อชีวิตแต่ละคนแก้ปัญหาเศรษฐกิจตนเองได้ ทุกอย่างก็จบ แต่นี่ไม่เคยอธิบายไม่เคยสอนคน ควรจะอยู่อย่างไร ทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในหลวงท่านตรัสสรุปว่า ให้มาอยู่แบบคนจน เราก็ไม่รวยแต่ก็รวยพอสมควร เราไม่เอารวยแบบก้าวหน้าแบบนั้น ที่เป็นประเทศอุตสาหกรรม ทำราคาสินค้าให้แพง สินค้ากสิกรรมนั้นไม่แพง มีเขต แพงไม่ได้ โดยปฏิภาณปัญญาอาหารการกินแพงไม่ได้ แม้แต่ข้าว แพงไม่ได้เพราะคนจะต้องกินต้องใช้ต้องจ่ายได้ แต่ว่าอุตสาหกรรมจะทำให้แพงได้เท่าไหร่จะทำให้วิริศมาหราเท่าไหร่ก็เชิญ แต่อาหารนี่ไม่ได้ เมืองไทยเป็นเมืองกสิกรรม ต้องทำกสิกรรมเป็นหลัก ทำอุตสาหกรรมเป็นหลักไม่ได้ ต้องทำงานกสิกรรมเป็นหลัก เราก็ทำสิ่งที่มันถูกต้องทุกอย่างตามความเป็นจริง ให้เจริญรุ่งเรืองให้มาก สนับสนุนให้เต็มที่ ด้านอื่นไม่เป็นไร เราก็พึ่งพาอาศัยกัน เราไม่ถนัด คนที่ถนัดก็มีก็ศึกษาไป แต่ควรจะเน้นควรจะส่งเสริมกสิกรรม เพราะฉะนั้นอาตมาถึงพาพวกเราทำกสิกรรม การทำอุตสาหกรรมอาตมาก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร ทำบ้างอย่างน้อยอุตสาหกรรมทำปุ๋ย ผลิตเจลว่านหางจระเข้ ผลิตน้ำยาซักผ้า เล็กๆน้อยๆ ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มอะไร ทางศีรษะอโศกมีคิดค้นอุตสาหกรรมมีโรงงานปัจจัยชีวี ทำอุตสาหกรรมขึ้นมา เท่ กว่า ชุมชนอื่นๆอยู่ มีโรงงานมีที่ผลิตอะไรพอสมควรก็ทำไปตามประสาชาวอโศก ก็ไม่ได้อะไรมาก เราก็มีปัญญาทำปุ๋ยทำอะไรไป สรุปแล้วอาตมาออกมาทำงานการเมือง 47 ปีแล้วก็ประสบผลสำเร็จ จริง อาตมาประสบผลสำเร็จทำให้คนไทยในยุคนี้ที่ชื่อว่าชาวอโศกกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ อาตมาได้ทำหน้าที่พลเมืองดีของประเทศแล้ว สมศักดิ์ศรี อาตมาได้ทำอย่างสมศักดิ์ศรี อาตมาทำงานนี้ตั้ง 47 กว่าปีไม่ได้รับรายได้ ไม่ได้มีเงินส่วนตัวเลย ทำงานฟรีมา 47 ปี ภาคภูมิใจ ที่เป็นประชาชนที่ไม่ได้เป็นตัวปลิงทาก ดูดเอามาจากสังคมเลย มีแต่พยายามพัฒนาทั้งคนโต เด็กนักเรียนเยาวชนก็หาทางให้เขาได้รับความรู้ ได้รับการศึกษา ให้มาเป็นคนชนิดนี้ ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนี่แหละ เป็นคนวรรณะ 9 เป็นคนมีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 นี่แหละ เป็นคน วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) แล้วพวกเราก็ทำได้สำเร็จ อาตมาถึงบอกว่าเกิดมาชาตินี้อาตมาไม่เสียเปล่า อาตมาทำงานได้ผล ในการเกิดมาเป็นคนทำหน้าที่คนได้ ดีพอสมควร

610525_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จได้ต้องทำแบบชาวอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน