630219 ปัญญาเป็นของที่ต้องรับเข้ามา สรรเสริญเป็นของต่ำช้า_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
“ปัญญาเป็นของที่ต้องรับเข้ามา สรรเสริญเป็นของต่ำช้า”... . พ่อครูได้อ่านเนื้อความจากพระไตรปิฎกล.29 ข้อ 606 [๖๐๖] คำว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ความว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นส่วนน้อย ต่ำช้า นิดหน่อย ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย. . พ่อครูว่า สรรเสริญไม่มีทางสงบกิเลสซักทีเลย แต่คนมาเรียนรู้จักความไม่วิวาทและคนจะหยุดสงบจบ แล้วมันก็จบกลางเฉยมันไม่ข้ามเขตมาหาสรรเสริญยินดี ถ้ามันข้ามมามันจะมาหายินดี พราะฉะนั้นเอาความสรรเสริญมาพูดไม่มีทางสงบกิเลสได้เลย เพราะฉะนั้นอาตมาถึงไม่สรรเสริญ ชมพอเป็นตัวเปรียบเทียบ ส.แสนดินว่า ถ้าพ่อท่านชมใครแล้วคนนั้น...พ่อครูว่าจะยากเลย ลำบาก...อ่านต่อในพระไตรปิฎก ข้าพระองค์ย่อมกล่าวผลแห่งวิวาทว่าเป็นสองอย่าง บุคคลเห็นโทษแม้น้อยแล้ว เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่าเป็นธรรมชาติอันเกษม ไม่พึงวิวาท ความสรรเสริญ...นั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ความสรรเสรญนั้นเป็นของน้อย ต่ำช้า . พ่อครูว่า...เอาวลีนี้ไปกล่าวเลยว่า.. “ถ้าใครกล่าวสรรเสริญนี้ต่ำช้า” . ความสรรเสรญนั้นเป็นของน้อย ต่ำช้า นิดหน่อย ลามก สกปรก ต่ำต้อย ความสรรเสริญเป็นของน้อยไม่พอเพื่อสงบกิเลส คำว่า ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ความว่า ไม่พอเพื่อยังราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ มารยา ความโอ้อวด ความกระด้างความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความมัวเมา กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวงความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุศลาภิขารทั้งปวงให้สงบ เข้าไปสงบ ดับ สละคืน ระงับไปทั้งปวง อกุศลาภิสังขารทั้งปวง ให้สงบ เข้าไปสงบ ดับ สละคืน ระงับไป เพราะฉะนั้น จึง
อ่านต่อ
ชื่อว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส. . พ่อครูว่า...สรรเสริญนี่ไม่กล่าวง่ายๆหรอก ไม่จำเป็นไม่กล่าว ประเดี๋ยวมันจะทำให้อุปกิเลส 16 มาทั้งยวง จำไว้ ความสรรเสริญไม่ใช่เครื่องมือที่จะมาสงบกิเลส เป็นของน้อยเป็นของต่ำช้าเป็นของต่ำต้อยเป็นของลามก คำสรรเสริญเป็นเรื่องน่าเกลียดจังเลย . เพราะฉะนั้นคำตำหนิ จึงเป็นคำยอดเพชร ยอดทอง . ส.แสนดินว่า..พ่อท่านเคยเขียนไว้ว่า คำตำหนิเป็นสิ่งประเสริฐชั่วกัปชั่วกัลป์
พ่อครู 19 ก.พ. 2563 บ้านราชฯ
“เมื่อรู้ความโง่ของตัวเองก็ฉลาดปั๊บ” . ส.พอแล้ว...ทำไมคนเราไม่รู้จักฌานลืมตา ทั้งที่มันเคยมีฌานลืมตาอยู่ แล้วทำไมถึงวิ่งไปเอาฌานหลับตา ฟังธรรมเกิดฌานอยู่แท้ๆทำไมไม่รู้ว่ามีฌาน มันทำไมจะไปสรรหาเอาฌานหลับตา ส.แสนดินว่า... เพราะว่าเขาไม่ได้ฟังพ่อครู พ่อครูว่า...ไม่ได้พบสัตบุรุษ หรือว่าฟังอยู่แต่มันไม่เอา ส.พอแล้วว่า..ฟังแต่มันไม่เอา บางทีมันฉลาดกว่ามันอวดเก่งกว่ามันตรรกะเอา พ่อครูว่า...ฉลาดกว่ามันก็ไปได้แล้วสิ แต่มันโง่กว่า แต่ไม่ยอมรับว่าโง่ คนที่ไปนึกว่าตัวเองฉลาดอยู่เรื่อย ไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่นี่มันไม่ฉลาดขึ้นหรอก คนที่รู้ว่าตัวเองโง่...คนนั้นฉลาดขึ้นมาเลย ส.พอแล้ว ...อ๋อที่มิจฉาทิฏฐิ ตัวปรโตโฆษะนี่ก็สำคัญ เพราะมันติดทิฏฐิของตัวเองก็เลยไม่ฟังคนอื่น เลยไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นมา พ่อครูว่า...หากฟังคนอื่นแล้วรู้ว่าตัวเองโง่อยู่ เมื่อรู้ความโง่ของตัวเองก็ฉลาดปั๊บ ขึ้นมาทันที หากไปนึกว่าตัวฉลาดอยู่เรื่อย บอกว่าตัวฉลาดกว่าๆ ไอ้คนนี้ถึงโง่ดักดาน ไปนึกว่าตัวเองฉลาดกว่าเขาอยู่เรื่อยๆ ก็หมดทาง
พ่อครู 19 ก.พ. 2563 บ้านราชฯ