630220 “หิน ทำไมหินมีค่ากว่าเพชร”_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
“หิน ทำไมหินมีค่ากว่าเพชร”
20 ก.พ. 2563 เวลา 7.05 คุณดินนา พาทีมงาน “อัตตาCUT” มาถ่ายทำสัมภาษณ์เรื่อง “หิน ทำไมหินมีค่ากว่าเพชร” ซึ่งพ่อครูก็อธิบายอย่างลึกซึ้ง . ศิษย์เก่า เดชา หนึ่งทีมงาน “อัตตาCUT”...ถามพ่อครูถึงเจตนารมณ์ในการสร้างแผ่นดินพุทธด้วยการใช้หิน หลายร้อยหลายพันตัน ทั้งรูปธรรมและนามธรรม . พ่อครูว่า...ในอะไรก็ตาม มีของอยู่สองสิ่ง หรือสองสภาพเท่านั้น มีอะไรคือความดีอะไรอยู่กับความไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลงหรือการเปลี่ยนแปลงเวียนไปอย่างเดินช้าที่สุด ทนไม่ได้ คือ มันเปลี่ยนแปรไปนานๆ ความนาน จนเราเห็นความนานนี้ไม่ได้ความดันตรงนั้นก็คือนิรันดร(ไม่มีในระหว่าง) คือหาความมีในช่องระหว่างความไม่มีนี่ไม่ได้นี่แหละคือผู้ที่สำเร็จอรหันต์ ..นี่คือตัวเนื้อแท้จบ ก่อนพูดเรื่องให้ไปขนหินทำไม? . “หินก้อนหนึ่ง” เห็นว่ามันวางอยู่ต่อหน้าเรานั้น มันคือสิ่งที่แสดงสภาวะทั้งสอง (มีกับไม่มี) ที่กล่าวถึงนั้นอยู่ทีเดียว มันมีการเคลื่อนที่หมุนไปอย่างช้าที่สุดที่เรารู้สึกได้ ช้าเพราะอะไร? เพราะเรายืนอยู่ที่เดียวหรืออยู่ใกล้ๆกับหินนั้นมากไป แท้จริงหินนั้นเคลื่อนไปพร้อมๆกับโลกหมุนอยู่ นั่นคือสภาวะที่ 1 . แม้เราจะไม่เคลื่อนที่จากหินยืนอยู่ข้างหิน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ขึ้น เพราะโลกมันเคลื่อนที่หมุนหยุดตลอดเวลา แล้วมันก็หมุนวนอยู่ในมหาจักรวาลนี่อีกกี่รอบ? และในตัวมันเอง ในหินมันก็มีการเคลื่อนไหวหมุนไป ในตัวมันเองก็มีการเคลื่อนที่ในตัวมันเองมีการ ชรตา หรือการดึงตัวมันเองไว้ มันมีพลังงานแม่เหล็กและสลายพลังงานแม่เหล็กในตัวมันเองโดยที่เราไม่รู้หรอก แต่พลังงานมันไม่เที่ยงสักอย่าง มันก็พยายามรวบรวมตัวเอง และพยายามจะแยกตัวเองอยู่ด้วย มีการเคลื่อนไหวคืออณูต่างๆในเขตนั้นก็เคลื่อนอยู่
อ่านต่อ
อย่างเร็ว . เราพูดถึงนี้แม้แต่ในเห็นก็มีสิ่งที่ให้เราเรียนรู้อีกตั้งมากมาย เพราะฉะนั้นเราไปเรียนเพชรนี่ เรียนเพชรแล้ว แล้วเราก็จะได้รู้ความเป็นเพชร แล้วก็มาหลงรูปร่างของเพชรนั้นก็อย่างหนึ่ง เพชรนั้นมีราคาแพง คนเรียนไม่ได้เรียนหรอก เอาไปผูกคอให้มันโง่ แล้วฆ่าแกงกันแย่งเพชร แต่เราเอาหินนี่ มันไม่มีใครมาแย่งแต่เราได้อาศัยมัน ไม่ใช่แค่คนเดียว เพราะทิ้งไว้ตรงไหนคนก็ไม่มาแย่ง แล้วก็ได้อาศัยด้วย คนก็จะได้ใช้มากเลย . แต่เพชรนี้เอาไปใช้ได้คนเดียว ดีไม่ดีมันไม่เอาไปใช้ด้วย มันเอาไปใส่เซฟไว้ แล้วมันหาไว้ทำไมวะ คนไม่ได้ใช้ ในด้านเศรษฐศาสตร์ไม่มีค่าอะไรเลย เหมือนกับธนบัตร มันไม่ได้เคลื่อนที่ไม่ได้ใช้บทบาทของมัน มันก็เป็นเศษกระดาษ กระดาษชำระขี้ยังดีกว่า ยังดีกว่าธนบัตร เพราะยังใช้เช็ดก้นได้ อย่างนี้เป็นต้น และมันก็ได้ให้เราอดทนได้รู้สึกว่ามันยากลำบากในชีวิต . สิ่งเหล่านี้อาตมาพยายามเปรียบเทียบค่าของเพชรกับหิน หินความจริงแล้วมันมีค่ากับชีวิตมากกว่าเพชร เพชรเอาไปทำไม? เอาไปแล้วไม่ให้ใครแตะต้องเอามาขัดมาถูแล้วใส่เสื้อไป จะบ้าหรือ? หินนี่เราใช้ประโยชน์ได้ ทำอะไรต่ออะไรได้ จนกระทั่งเป็นคอนกรีตเป็นหิน 2 หิน 3 เป็นอะไรต่ออะไรสารพัด แล้วเพชรทำอะไรได้ แล้วไปติดไว้ในทองคำเอาไปติดเสื้อในโชว์อยู่เฉยๆ อวด ความเป็นกิเลสมากสวยมากงามมักมากมีค่ามีใหญ่ยิ่งกว่า กูรวยกว่ากูหรูกว่ากูใหญ่กว่า สร้างแต่กิเลสอัตตาทั้งนั้นเลย . แต่เรามาทำอย่างนี้ มันเป็นการให้รู้จักความเหน็ดเหนื่อยหนักหนารู้จักความทุกข์ รู้จักประโยชน์ในความทุกข์ แต่ไอ้นั่นมันไปหลงความสุข ไปโง่กับสิ่งที่ว่ามันเป็นความสุข ตอนนี้มันรู้ทุกข์ รู้ในความจริงว่าในความทุกข์ แก้ไขให้ทำกับสิ่งนี้ อย่าไปหลงเสียเวลาแรงงานอยู่กับสิ่งโน้น แล้วก็ไม่มีค่าไม่มีอะไรไปเรื่อยๆ มันสะท้อนสภาพพวกนี้ . หินนี่มันมีประโยชน์ แต่ที่นี่ไม่มีหิน เราก็เอาหินมาเท่าที่จะเอามา ขณะนี้มันกองอยู่ที่นี่ในอนาคตหินเหล่านี้จะเคลื่อนที่ไปสู่ที่อื่น ถิ่นต่างๆแถวนี้ก็จะได้หินพวกนี้ไปใช้ในอนาคต จะได้ไปเกิดประโยชน์ จะได้มีดินมีหินอะไรต่างๆที่จะเป็นธรรมชาติเป็นวัตถุอย่างพอดี แต่ที่นี่มันจะรวยหิน แต่เราไม่ได้หวงแหนหรอก ต่อไปก็จะมีคนค่อยๆเอาไปด้วยเหตุปัจจัย ตอนนี้ก็มีคนหวงแหนอยู่ ต่อไปก็จะไม่หวงแหนกัน เหมือนกับที่ดิน ชาวบ้านจะเอาไปปลูกข้าวก็ให้ไปหน่อย มันก็หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ในความโง่กับความฉลาดของมนุษย์ . ในขณะนี้เขาเห็นว่าเราทำอย่างโง่ๆก็เป็นความฉลาดอย่างหนึ่งที่พวกคุณมอง 2 อย่าง มองความโง่กับความฉลาด คุณเอาความโง่มาให้เราแล้วคุณก็เอาความฉลาดไปก็ไม่ว่า ด้วยภาษาคนก็ว่าอย่างนั้นด้วยความขี้ตู่ก็ตู่ไป . ตอนนี้อาตมาก็บอกว่าเราหยุดขนกันแล้ว แต่เขายังติดลมบนอยู่มันรู้สึกเสียดายรู้สึกติดใจรู้สึกว่าเป็นสิ่งมีค่า ยังสามารถขนได้อยู่ รู้ว่าเหนื่อยแต่ก็จะเอา แสดงว่ามีค่าในจิตแล้ว จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติทั้งนั้น แต่อาตมาเอาเรื่องสมมุติเหล่านี้มาให้ศึกษาเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนด้วยตรรกะด้วยภาษา แต่เรียนด้วยของจริง มีอะไรจริงๆแล้วรู้ลึกๆในเนื้อความรู้สึกจริงๆ ความรู้ถึงความรู้สึกจริงในจิตจะมี ก็เกิดประโยชน์ที่ความรู้จริงในจิตมันมีก็จบแล้ว ทำไมจะต้องมาวุ่นวายในเรื่องหินอธิบายจบแล้ว
“หากไม่สัมมาทิฏฐิจริงไม่มีทางเกิดชุมชนสาธารณโภคีได้” . พ่อครูอธิบายเนื้อหาธรรมะไว้ตอนเช้านี้บางส่วน….แต่ก่อนพ่อครูเคยสอนนั่งหลับตาสมาธิ แต่สอนอย่างสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิพานั่งหลับตาก็เข้าป่ากันหมดไม่มีทางได้บรรลุธรรม พ่อครูได้พาทำมาจนเกิดชุมชนวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 ถ้าเผื่อว่ามิจฉาทิฏฐิไม่มีทางเป็นไปได้เลยเขาก็ไม่มีปฏิภาณรู้ว่ามันทำอย่างนี้ได้ หาคุณธรรมของจิตไม่ถึงมันเป็นไม่ได้ คนจะมาเป็นชาวชุมชนจะมาเป็นอย่างนี้ได้ยังไงไม่มีรายได้ส่วนตัวเลย ทำงานรายได้เอาเข้ากองกลาง 100% ยิ่งกว่าพ่อของคอมมิวนิสต์ นี่ก็คือปู่ของคอมมิวนิสต์ ที่คอมมิวนิสต์เขาโหยหาอยากมีอย่างนี้ได้แต่ของพระพุทธเจ้านี้สุดยอดแล้วเราก็เอามาพิสูจน์ในยุคสมัยนี้ . ในยุคสมัยพระพุทธเจ้าท่านสามารถกำเนิดรัฐอิสระสาธารณโภคีไปในทวีปของอินเดียได้ไปได้ทุกแคว้น เจ้าแคว้นต่างๆก็ยกให้ท่าน ซึ่งท่านก็มีบารมีพร้อมแล้ว แต่ขนาดนั้น เมื่อตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ได้พบกับอุปกชีวกะ พุทธเจ้าบอกว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าเราตรัสรู้เองไม่มีใครเป็นอาจารย์เรา อุปกชีวกะก็ไม่เชื่อ แถมแลบลิ้นใส่อีกเดินหนีไปเลย...พระพุทธเจ้าถึงไปพบปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 จะได้เริ่มเผยแพร่ธรรมะ ส่วนพ่อครู เขาก็ไม่เชื่อเช่นกัน พ่อครูบอกว่าเป็นสยังอภิญญาในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 นะ เขาก็แลบลิ้นใส่ ใส่ชุดอย่างนี้ด้วยนะ . มันก็น่าไม่เชื่อ...แต่พ่อครูว่า...คนที่ติดอยู่ในเปลือกภายนอกไม่ได้ไปเข้าหากันเขาก็ตีทิ้ง แค่สะเก็ดแค่เปลือก เขาก็ยังไม่รู้เรื่องยังงมงายอยู่เป็น สีลัพพตุปาทานอยู่ ปัญญาจึงไม่เกิดในปัญญา 8 ข้อ แรก ไม่มีแม้แต่เร่ิมต้น . ในหมู่พวกเราก็เป็น ยุคแรกๆ ผมมีรูปลักษณ์ที่คนเคารพมาก มีความละอายแรงกล้าอย่างมากเข้ามา อยู่ใน Concept ของเขาต้องเป็นพระเรียบร้อยพระนิ่ง แต่พออยู่ไปนานๆก็จะแก่วัด ผมก็มีรูปลักษณ์เปลี่ยนไปด้วย แต่ที่ได้เพราะว่ายังมีการเข้าหาไต่ถามยังฟังธรรมอยู่ . ส.แสนดินว่า ลุงไม้ร่มออกคลิป “ไม้ร่มปราบโคโรน่าไวรัส” มีคนมาดูคลิปมากมายจะเป็นแสนวิวแล้ว มึคนแซวว่าลุงไม้ร่มเป็น พหูพจน์ (ไม่ใช่พหูสูตร) พ่อครูว่า..เออจริง ศัพท์นี้ก็แรงนะ พวกคุณนี้รู้มากดี เป็นพหูพจน์ดี พหูพจน์แปลว่าปากมาก Big word คำว่า พจน์ แปลว่าพูด พหูแปลว่ามาก ไง ก็หมายความว่าพวกขี้โม้ Big word ส่วน Great word ล่ะก็เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ วลีที่ยิ่งใหญ่ . พ่อครู 20 ก.พ. 2563 บ้านราชฯ