สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กระบวนการเกิดปัญญา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.42 KB
วันที่แก้ไข21 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กระบวนการเกิดปัญญา _บุญยิ่งแก้ว· คือถ้าตั้งใจปฏิบัติศีลสังวรณ์ระวังจนเป็นสมาธิจึงจะเกิดปัญญาใช่ มั๊ยคะ พ่อครูว่า…ความเข้าใจผิดที่ว่า นั่งสมาธิเข้าไปโดยไม่คิดอะไรแล้วปัญญาที่แท้จริงจะโผล่ขึ้นมา อย่างอ.บูรพา พาทำนี้ เป็นสิ่งที่ผิด สิ่งที่เกิดขึ้นในการนั่งหลับตาปฏิบัตินั้นเป็นเพียงสัญญา ที่โผล่ขึ้นมานั้นในคนนั่งหลับตาหยุดคิดนั้นเป็นเพียงสัญญา เป็นความจำ ผุดมาให้รู้ นอกจากความจำของตนไม่มีอะไรผุดให้รู้ได้ อยู่ในกะลาครอบของตัวเอง อยู่อย่างเก่าอยู่ในกะลาครอบ ไม่รู้อะไรเพิ่มเติมเลย การอยู่แบบนี้แล้วจะให้มีปัญญาเกิดขึ้นเป็นไปไม่ได้ปัญญาต้องมีโลก ปัญญาต้องมีข้างนอกด้วย ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 257 ถึง 258 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ แล้วจะมี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานและปฏิบัติมรรคองค์ 8 เมื่อเกิดการปฏิบัติสังเคราะห์สังขารก็จะได้เกิดความรู้ที่เรียกว่าปัญญา แล้วความรู้เป็นปัญญานี้ จะเกิดพัฒนาเพิ่มขึ้น คือมีอินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เจริญได้สูงสุดเป็นปัญญาผล คือปัญญาพละ เป็นตัวสุดท้าย นี่คือการเกิดผล หากขยายองค์รวมคืออินทรีย์ 5 พละ 5 ก็จะเกิดมีองค์ธรรมพร้อม ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา จากอินทรีย์ 5 มีศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มาเป็นพละอีก 5 การศึกษาของศาสนาพุทธมีศีล สมาธิ ปัญญา แล้วศีล สมาธิ ปัญญานั้นเนื่องกันตลอด เป็นปัจจยาการ ขาดกันไม่ได้ ผลคือวิมุติ วิมุติ เป็นเส้าที่สี่ ไม่มีศีล สมาธิ ปัญญาไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไปนั่งหลับตาไม่เกี่ยวกับศีล ไปสัมผัสกับสัตว์ ก็ไม่เกี่ยวเพราะหลับตา ไม่เกี่ยวกับสิ่งของด้วยหากหลับตา แต่สัมผัสทางตาก็จะรู้กิเลสเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น

อ่านต่อ

กาย แต่หากหลับตาก็ไม่รู้ ก็คือไม่มีโอกาสเลยที่จะมีปัญญาเกิดในการปฏิบัติธรรมแบบหลับตา ไม่มีวันไหนที่จะเกิด เพราะความเป็นปัญญาของศาสนาพุทธไม่ได้เกิดแค่สัญญา หลับตามีแต่สัญญา การนั่งหลับตาสมาธิ ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พระสูตรแรก พรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าประกาศศาสนา พบว่า คนทำสมาธิแบบหลับตากันทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ยุคนี้ก็เข้าใจว่าศาสนาพุทธ สมาธิก็คือการนั่งหลับตา ก็เป็นเหมือนเดิมกับในยุคที่พระพุทธเจ้าท่านอุบัติ ท่านก็มาประกาศสมาธิของท่านใหม่ ว่าไม่ใช่สมาธิอันนั้น พอมาปี 2560 ก็เหมือนเดิมเหมือนกับยุคพระพุทธเจ้า เป็นการหลับตาทำสมาธิกันอีก อาตมาพูดนี้อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าเขาก็เลยฟังแล้วไม่ยอมรับ ทั้งที่อาตมาก็ยืนยัน นั่งหลับตาสมาธินั้นจะไม่มีปัจจุบัน ไม่มีทิฏฐะ ทิฏฐะคือปัจจุบัน ไม่มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ต้องมีกาละปัจจุบันอยู่ในการปฏิบัติธรรม การหลับตาปฏิบัติมีแต่อดีตกับอนาคต ก็จะได้ความรู้ความเห็น ทิฏฐิกะลาครอบ มีแต่อดีต 18 กับอนาคต 44 ท่านก็ประมวลลงเลยว่า ที่นั่งหลับตาปฏิบัตินั้นมีเท่านี้ ไม่มีรู้อะไรเพิ่มอยู่ในกะลาครอบเท่าเดิม มีภูมิเท่าไหร่มา ปฏิบัติธรรมก็ได้เท่าเดิมอยู่ในกะลาครอบ เป็นสัญญาคลังความรู้สัญญาเก่า อย่างเก่งก็ค้นพบความรู้เป็นสมบัติเก่าที่คุณสะสมไว้ในความจำของคุณ นึกขึ้นมาได้เห็น ก็มีเท่านั้น ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นมาเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธ ไม่ได้เป็นกบในกะลาครอบ ไม่ออกไปไหน ไม่ใช่ ศาสนาพุทธ รู้โลก รู้อัตตา รู้ชีพ รู้โลกมีที่สุด ไม่มีที่สุด รู้อันตา เช่น อันตคาหิกทิฏฐิ 10 เป็นต้น จะรู้ครบ หากปฏิบัติไม่ถูกต้องจะไม่สามารถรู้โลกวิทู รู้รอบ ไม่รู้จัก อัตตาก็ไม่รู้ ก็เลยไม่พ้นโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตยไม่มีธรรมาธิปไตย ถูกโลก อัตตา ครอบงำตลอด ผู้ที่ปฏิบัติไม่สมาธิก็จะไม่พ้นโลก ไม่พ้นอัตตา จะต้องเป็นทาสโลกทาสอัตตา อยู่ตลอดกาลนาน

610511_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พิสูจน์โพธิสัตว์ผู้สยังอภิญญาที่มาในยุคกาลนี้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน