สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พิสูจน์โพธิสัตว์ผู้สยังอภิญญาที่มาในยุคกาลนี้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พิสูจน์โพธิสัตว์ผู้สยังอภิญญาที่มาในยุคกาลนี้ เพราะฉะนั้นอาตมาเอง ยิ่งทำงานยิ่งรู้สึกว่า ความจริงอาตมาก็รู้ว่าอาตมาเป็นใคร ปางนี้มาทำงานอะไรก็รู้บอกไปเขาก็อาจจะยิ่งหมั่นไส้ อาตมายิ่งทำงานก็เห็นว่ายิ่งใช่ อาตมาต้องทำงานนี้เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องของศาสนาพุทธเป็นแก่นแท้ของพุทธ คือโลกุตรธรรม ยิ่งทำไปยิ่งชัดยิ่งมั่นใจ เห็นจริง น่าสงสารศาสนาพุทธที่พาออกนอกรีต ไปไกล ได้แต่สังเวชใจ แล้วเขาไม่เชื่อถือไม่รับฟังอาตมาไม่เห็นเป็นคุณค่า อาตมาก็ยิ่งสังเวชใจมาก เราทำอย่างไรจะเก่งกว่านี้ที่จะทำให้เขาอย่างว่าสัจจะเป็นแบบนี้ ที่เขามีกันอยู่นั้นมันไม่ใช่ศาสนาพุทธมันออกนอกทางไปแล้ว หรือไปฟุ้งซ่านเป็นโลกีย์ไปแยะ อย่างที่เห็นกัน พูดไปก็เหมือนไปว่าเขา เขาก็จะยิ่งชังน้ำหน้า เหตุปัจจัยมันทำให้รู้ยิ่งขึ้น พูดไปก็ไม่ได้เกิดความท้อใจอะไร มีแต่อุตสาหะ ที่ถูกขูดมาจนเกือบไม่เหลือ อยู่ที่ไหนขูดมาหมด อย่างนั้นจริงๆเลย อาตมาเห็นตัวเองทำงานอยู่อย่างนั้นเลย ขออธิบาย ที่ตั้งใจมาหลายทีแล้ว ก็ขอตั้งใจใหม่ อธิบายศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ให้เป็นอิทัปปัจจยตา กันอย่างดี
ถ้าไม่เริ่มต้นด้วยศีล คุณไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา ไม่มีวิมุติ ศีลเป็นตัวกำหนดปัญญา เป็นตัวกำหนดสมาธิ ศีลกับปัญญานั้นเหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า ในโสณทัณฑสูตร เกิดเป็นวิมุติ เป็นผลของศีล สมาธิ ปัญญา แล้ววิมุตติญาณทัสสนะ คือปัญญารู้ครบ สรุปเรียกว่า วิมุตติญาณทัสสนะ ทำให้รู้ว่าเป็นวิมุติแท้หรือยัง จบหรือยัง ก็คือญาณทัสสนะวิเศษ รู้ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ก็เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ สรุปแล้วจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ อยู่ในกถาวัตถุ 10 นี่แหละ กถาวัตถุ 10 อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถ
อ่านต่อ
า อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ศีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69) พระพุทธเจ้าเน้นถึงการอยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี แต่พระเมฆิยะนั้นคิดจะออกจากหมู่ … พระพุทธเจ้าก็บอกว่า จะไม่เกิดประโยชน์อะไรในการปฏิบัติ มิตรดีเป็นแสงอรุณข้อแรก หากไม่มีข้อแรกนี้ก็ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ เพราะไม่มีแสงอรุณมาก่อน ต้องมี [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค หากไม่มีมิตรดี คุณจะอยู่คนเดียวแล้วก็จะตรัสรู้แล้วก็ต้องไปเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นสยังอภิญญา คุณมีของคุณอยู่แล้ว หากไม่มีของคุณอยู่แล้ว ต้องได้รับการต่อเชื้อจากมิตรดีสหายดี มีแต่พระพุทธเจ้ากับผู้ที่มีสยังอภิญญามาต่อเชื้อให้กับผู้อื่น จึงจะปฏิบัติไปได้ตามอวิชชาสูตร 10 ข้อ หากไม่ได้พบสัตบุรุษ ไม่ฟังสัทธรรม แต่ไปศรัทธานอกพุทธก็ออกนอกรีต ในสัมมาทิฎฐิข้อที่ 10 จึงต้องพบกับ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาบอกว่าอาตมาคือสยังอภิญญาผู้นั้น คนฟังแล้วก็ไม่เชื่ออีก หาว่าเป็นการอวดตัวตนอีก อาตมาก็บอกประสาซื่อนะ ผู้ที่รู้สาระสัจจะก็มาเอา ไม่รู้ความจริงก็ไม่ได้ไม่เอา พูดไปไม่ได้ยกตนข่มท่านไม่ได้ดูแคลน ว่าศาสนานั้นมันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ไม่เหลือโลกุตรธรรม ศาสนาพุทธคือศาสนาโลกุตรธรรม ไม่ใช่โลกียธรรมที่ดีชั่วอยู่แค่โลกีย์ แต่เป็นอีกอันหนึ่ง เป็นเรื่องที่ทำให้ลดกิเลสเป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน เข้าใจอกุศลเจตสิกได้ แล้วรู้เหตุ ที่เป็นอกุศลจิต อย่างรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รู้อาการนี้ จับตัวมันได้ก็หมายเอาเป็นนิมิต ก็รู้ว่ามันต่างกัน ราคะกับโทสะต่างกันมีลิงคะ เป็นคนที่แยกแยะได้เห็นหน้ากันจับอาการได้ อาการของจิตเป็นเรื่องนามธรรม อาการอย่างนี้คือราคะ โทสะ รู้แยกแยะได้ลิงคะ หรือแม้แต่มันมากหรือน้อยกลางๆ ก็ต่างกันนะ เป็นลิงคะ หยาบ กลาง ละเอียด เราเลิกหยาบได้ก็มาขั้นกลางปริยุฏฐานเหลือละเอียดคืออนุสัยก็เข้าใจ มีสภาวะแล้วทำได้ถูกต้องจริงก็จะสมบูรณ์ หากไม่รู้จักอย่างที่ว่าก็ไม่สมบูรณ์ไม่ถูกต้อง หลักธรรมะของพุทธเจ้าเน้นที่ ศีล หรืออธิศีล ทำให้เกิดอธิจิต คือสมาธิ อาตมาพยายามย่อให้ง่าย เช่น ศีลข้อที่ 1 2 3 ศีลข้อที่ 1 ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติกับความเป็นสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ปฏิบัติกับของ สัตว์ก็คือชีวะ ของก็คืออุตุนิยามกับพีชนิยาม แม้พีชนิยามก็ไม่เป็นจิตนิยามไม่ใช่สัตว์ สัตว์เป็นจิตนิยาม นับพีชะกับอุตุเป็นของ ศีลข้อที่ 3 ก็เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กายกระทบสัมผัสแล้วเกิดรส เราก็รู้อันนี้ ศีลก็มี 3 ข้อหลักๆ หากเข้าใจปฏิบัติถูกหมดคุณก็เป็นอรหันต์ 3 ข้อนี้ ส่วนศีล 4 5 เป็นวาจา กับจิต แต่หากคนไม่รู้เรื่องก็เมา หยาบ กลาง ละเอียด ใน ข้อ 1 2 3 นี่แหละ หากเข้าใจเนื้อหาสาระแล้ว ปฏิบัติศีลข้อเดียว ข้อ 1 ก็จะเข้าใจสภาวะจิต โดยเฉพาะ 108 เวทนา ที่พระพุทธเจ้า แจกไว้ชัดเป็นกรรมฐาน การปฏิบัติของพระพุทธเจ้ามีเวทนาเป็นฐานในการปฏิบัติ หากไม่มีฐานนี้ก็ไปเอา ดินน้ำลมไฟหรือกรรมฐาน 40 ก็เป็นกรรมฐานนอกรีต อรรถกถาจารย์ที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิก็บันทึกเอาไว้ ว่ากรรมฐานคือเครื่องให้จิตไปจดจ่อ เป็นแค่สมถะเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่กรรมฐานของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีกรรมฐานอย่างเดียวคือเวทนา ในพรหมชาลสูตร มีพูดถึงไว้ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 [50] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบันย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 5 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบันบัญญัติว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ? [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ การนั่งหลับตาก็จะได้ทิฏฐิใน 62 อย่างนี้ เป็นอดีต 18 อนาคต 44 นี้เท่านั้น ปฏิบัติธรรมหลับตาก็อยู่ในภพ ไม่มีแสงสว่างภายนอก ดีไม่ดีปั้นแสงสว่างภายในเองเลย ปั้นให้ใสๆๆ เป็นอุปาทานทั้งนั้น เป็นภพชาติ ตาที่หลับลงไป แม้จะมีแสงสว่างลอดหากอยู่ในที่ที่มีแสง แต่ถ้าอยู่ในที่มืด หลับตาก็จะไม่มีแสง แต่ถ้ามีแสงอะไรเกิดขึ้นก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น อาโลกสัญญา ไม่มีโลก ไม่มีแสงสว่างอะไร อาโลกะคือแสงสว่าง มันไม่มีมันมืด แต่ถ้าใครก็ตามนั่งหลับตาแล้วยังเห็นแสงสว่าง ดีไม่ดีแสงสว่างให้ใสๆๆ ให้เห็นโสดาบันก็ใสเท่านี้ สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ก็ยิ่งใส คือมืด ไปหลงสว่าง แล้วก็เป็นมโนมยอัตา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต ที่พูดนี้พูดถึงธรรมกายพากันหลงทิศผิดไปใหญ่เลย คือพวกสายสว่างอาภัสราพรหม อีกสายหนึ่งเป็นสายมืดพวกนั่งหลับตา หลงความดับความดำ คือสายสุภกิณหา ก็มีสองสายเท่านั้น ที่ทำกันตอนนี้ ก็ไปได้ สุภกิณหาพรหม ก็เป็นพรหมที่มีภพชาติไม่ได้ล้างภพชาติอะไร ไม่ได้รู้การยึดติดภพชาติ อาตมาก็ว่าพูดจนครบหมด พูดซ้ำซากวนเวียนพูดมาก ก็เอาแต่ผู้ที่ฟังรู้เรื่องก็แล้วกัน ท่านทั้งหลายแหล่ที่ไม่มาสะสางไม่มาทำความเข้าใจให้ได้สัดส่วนรู้ระบบระเบียบรู้รายละเอียด จากภาษาที่เป็นสิ่งที่ชัดเจน เป็นจิ๊กซอว์ทุกชิ้น เอามาต่อกันได้เป็นอิทัปปัจจยตาเป็นปัจจยาการ เป็นปฏิจจสมุปบาทได้ชัดหมดเลยไม่ผิดมุมเหลี่ยม ไม่ผิดขั้นตอน ไม่ผิดสัดส่วน ไม่โต่งไปโต่งมา มันจึงพ้น ชาละ พ้นข่ายแห แต่พวกไม่เป็นระบบ เหมือนมีแหที่ยุ่ง เหมือนลิงดิ้นในแห แหก็พันตัว แน่น มัดตัวเองใหญ่เลย ยิ่งดิ้นยิ่งมัดตัวเองในแห แหนี้เหมือนเส้นไหมคลุมยิ่งดิ้นยิ่งรัดตัว เหมือนลิงตกกลางถังไหม อาตมาก็พูดไปซึ่งท่านก็ไม่เชื่อกัน อาตมาก็ว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์ ก็ตามหาพระโพธิสัตว์ผู้พี่ผู้น้อง อยู่ที่ไหนก็บังเอิญมีอยู่องค์หนึ่ง ซึ่งท่านก็สวรรคตไปแล้ว คือในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ตรัสสิ่งที่ตรงกับอาตมาพูดอธิบาย ว่ามาเอาแบบคนจน มันตรงกันอาตมาก็เลยรู้ว่าในหลวงคือ พระโพธิสัตว์องค์นั้น ไม่ได้โมเมพูดเลอะ แต่มันมีหลักฐานตรงกัน มีเหตุปัจจัยยืนยันรู้ร่วมกันได้อธิบายได้ ผู้ที่มีภูมิปัญญาก็รู้ได้ชัด จะไม่มีใครซาบซึ้งในความเป็นคนจน จะไม่มีใครซาบซึ้งในการขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ที่ในหลวงท่านตรัสแล้วเราเอามาออก ว่าประเทศไทยมีความรู้เช่นนี้เป็นของพระเจ้าแผ่นดินด้วย อาตมาไม่ได้ลอกเลียนโมเม อาตมาว่าอาตมามีความรู้ในเรื่องความจนและขาดทุนของชีวิตคืออย่างนี้ ทำสังคมให้เป็นแบบนี้ทำเศรษฐกิจของประเทศชาติให้เป็นแบบนี้ อาตมามีความเข้าใจและรู้อันนี้จริง และมีในหลวงตรัส ท่านต้องการให้เป็นแบบนี้ แต่คนเข้าใจไม่ได้ เข้าใจโลกุตรธรรมนี้ไม่ได้ จึงไม่ได้ปฏิบัติตามได้ ปฏิบัติตามตำรา ที่ในหลวงตรัสว่าให้ปิดตำราเสีย แล้วให้มาเอาตำราของพระพุทธเจ้า ให้รู้จักสัจจะที่พระพุทธเจ้าพาเป็น แต่เขาก็ไม่พยายามแสวงหา ว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างไร เนื้อหาสาระของแก่นสารศาสนาพุทธเป็นอย่างไร ก็ไม่มาใส่ใจที่จะรู้จักสัจธรรม หรือสัทธรรมที่แท้ของพระพุทธเจ้า ผู้บริหารนักวิชาการที่บริหารประเทศชาติ เข้ามาค้นคว้าเอาเนื้อหาเนื้อแท้พระพุทธเจ้าให้ได้ ให้ได้โลกุตรธรรมที่แท้ หากได้แล้ว อย่างในหลวงว่า ประเทศเราจะเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ยอดยิ่งยวด จะเป็นที่หนึ่งในโลก ใหญ่เพราะว่าจน ดูเหมือนตลก ใหญ่เพราะเป็นประเทศที่จน แต่เราก็รวย เราพอมีพอกิน แล้วไม่ขาดแคลนแล้วก็อุดมสมบูรณ์ของเรา ไม่ได้ไปเบียดเบียนประเทศไหน เศรษฐกิจพอเพียงหรือเศรษฐกิจคนจน ที่อาตมาพาพวกเราทำ พวกเรามาเป็นคนจนสำเร็จ เราพึ่งตนเองรอด ขยันหมั่นเพียร วิริยารัมภะ ไม่สะสม อปจยะ มีปาสาทิกะ มีอาการน่าเลื่อมใส เราก็ปฏิบัติขัดเกลาตัวเองศีล สมาธิ ปัญญา ขัดเกลาใจตัวเองแล้วเราก็มีใจพอ มีสันตุฏฐิ มีสันโดษเรามีเท่านี้ก็พอ เท่านี้ก็ประสบผลสำเร็จแล้ว เรามีกินมีใช้เราก็พอ พอกินมีเหลือกินเหลือใช้ จนนี่แหละแต่เกื้อกูลผู้อื่น จนนี่แหละจะเลี้ยงประเทศเลี้ยงชาติ ไม่ได้ไปเบียดเบียนเอาเปรียบเอารัด มีแต่ช่วยเลี้ยงดูผู้คนช่วยเลี้ยงประชากรในประเทศ อย่างพวกเรานี้พวกเราพอ พวกเรานี้มีผู้ได้คิดคำนวณตรวจสอบ อย่างบ้านราชฯ ประชากรมีเท่านี้คน ในจำนวนคน ประชากร จะมีรายได้มาแล้วเราก็กินใช้ เหลือเราก็สะพัดออกให้แก่ผู้อื่น ตกลงแต่ละคนในชุมชนราชธานีอโศก แต่ละคนจะใช้เงินคนหนึ่งประมาณ 34.9 บาท คิดจากอัตรารายได้ของรัฐ แต่ละคนควรจะมีรายได้อย่างน้อย 300 บาทต่อวัน แต่ชาวอโศกนี้กินอยู่อาศัยใช้แต่ละคนแค่ไม่ถึง 40 บาท กินใช้ในนี้คำนวณแล้วประมาณนี้นอกนั้นสะพัด ออกไปช่วยคนอื่น นั่นคือเราช่วยเศรษฐกิจสังคมอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้สะสมกักตุน เราแต่ละคนทำงานฟรี อาศัยกินใช้ที่เหลือก็สะพัด ผู้ที่จะมารับจากเราก็มีเสมอ เป็นวัตถุก็ตามเป็นรายได้ก็ตาม แม้แต่ผู้ที่มารับจ้างอยู่ในนี้ เดือนหนึ่งเราก็จ่ายเป็นเงินหลายล้าน แต่พวกเรามาทำงานฟรีกันทั้งนั้น แต่คนข้างนอกมารับจ้างได้เงินอยู่ในนี้ แล้วเราเอาเงินมาจ่ายเขาได้จากไหน เราก็ทำงานมีอยู่ อุทยานบุญนิยม มีโรงปุ๋ย แม้แต่อื่นๆ เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านมา แม้ไม่มีก้อนไม่มากแต่ก็พอจ่ายเขา ช่วยเหลือสังคมเขาได้ ส่วนพวกเราก็ทำงานฟรี เราอาศัยกินใช้แค่คิดเป็นเงิน 30 กว่าบาท นอกนั้นเราก็สามารถให้แก่สังคม นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เค้าคิดอาตมาก็เข้าใจ เราอยู่อย่างไม่เบียดเบียน เป็นสังคมที่ให้แก่ผู้อื่นตลอดเวลา ถ้าเป็นแบบทุนนิยมเขาจะรวย เขาจะกอบโกย เขาจะดูดมาจากสังคมข้างนอก เป็นผู้ที่ปล้นเศรษฐกิจจากประชากร เป็นพวกคนรวยเป็นคนปล้นเศรษฐกิจประชากร เป็นคนทำลายเศรษฐกิจประเทศชาติ ส่วนคนจน จนอย่างมีปัญญาอย่างพวกเราเป็นคนจนที่ช่วยเศรษฐกิจประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ นักเศรษฐศาสตร์เขาอ่านไม่ออกเข้าใจไม่ได้ เขามีปัญญาเข้าใจได้บ้างบางคน แต่เขาไม่กล้ามารับรองอโศก เพราะเขาเป็นอย่างอโศกไม่ได้ เศรษฐศาสตร์ที่อาตมาพาทำและในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นอันเดียวกัน ที่พูดนี้ไม่ได้ยกตนเทียบท่านหรอก แต่อาตมาพูดตามหลักวิชาการ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ในหลวงเป็นโพธิสัตว์ก็อันเดียวกัน ประพฤติอันเดียวกัน ในหลวงพยายามทำให้คนมาเป็นคนจนแต่คนทำไม่ออก อาตมาก็ทำได้จำนวนหนึ่ง ผู้ที่มีอิสระเสรีภาพมีปัญญา เข้าใจก็มาทำจึงเป็นรูปธรรม เป็นเพราะท่านทำพฤติกรรมสังคมที่อยู่ร่วมกันเป็นสาธารณโภคี เศรษฐศาสตร์แบบนี้เป็นรูปลักษณ์ ของสังคมเป็นรูปแบบที่เห็นได้ มาสัมผัสได้ มาศึกษาได้เลย เป็นพฤติกรรมที่ชัดเจนทุกอย่าง ในการประพฤติปฏิบัติวัฒนธรรมพฤติกรรมชีวิต สมบูรณ์แบบเป็นตัวอย่างของสังคม ผู้ที่ปฏิบัติได้แล้วจิตมันก็จบจิตมันก็สงบ จิตมีความสันโดษพอใจแล้วแค่นี้ก็พอแล้วชีวิตนี้อยู่ได้แล้ว ผู้ที่ชัดเจนแล้วมีความชัดเจนในตัวเองว่าชีวิตนี้เราอยู่ดีแล้ว ใครรู้สึกอย่างนี้ลองยกมือดูซิ ...เข้าใจกันได้ดีนะ ข้างนอกที่ฟังหน้าจอนี้ ยกมือ?
พูดไปแล้วก็สบายใจแล้ว ได้พูดสิ่งดีงามสิ่งที่ประเสริฐของในหลวงรัชกาลที่ 9 อาตมาจะยกตัวอย่างอื่นก็ไม่รู้จะยกตัวอย่างใคร พวกที่จบด็อกเตอร์นักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่เห็นมีใครพูดอย่างในหลวงหรืออย่างที่อาตมาพูด แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ที่บริหารประเทศเขาก็ไม่กล้าพูดว่าจะต้องมาเอาแบบคนจน แต่เขาพูดว่า จะต้องทำให้ประเทศชาตินี้รวย ทุกคนจะต้องหมดความเป็นคนจนในประเทศ อาตมาฟังแล้ว สังเวชใจ คุณพูดออกไปได้อย่างไรว่าจะให้คนรวยทั้งประเทศคุณเอาอะไรมาพูด สมมุติ เทียบกับทั้งโลกเลย สมมุติว่าประเทศไทยรวย คิดอัตราของเศรษฐศาสตร์แล้ว คนในประเทศไทยมีอัตรารายได้รวยกว่าทุกประเทศ ประเทศไทยมีคนที่มีรายได้เหนือกว่าประเทศอเมริกา อังกฤษ หรือประเทศอื่นๆ คุณได้มากกว่าเขา อัตรารายได้ของแต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยเหนือกว่าทุกประเทศ คุณได้มากกว่าเขา คำว่ากว่าเขานี้คุณได้มาจากไหน มันจะมี ก็ 1.เราสร้างขึ้นเอง 2.เราต้องเอาจากประเทศอื่นของคนอื่นเขามา เพราะฉะนั้นคุณจะไปเหนือกว่าประเทศใดๆ คุณต้องสร้างเองแล้วก็เอาของคนอื่นเขามารวมแล้วก็จะเป็นได้ คุณสร้างเองอย่างเดียวคุณเหนือเขาไม่ได้ ไม่มีทางเหนือได้ 1. ขยัน 2. มีฝีมือความสามารถ มันมากพอ คนในประเทศไทยขยันสร้างสรรมีความรู้สร้างได้เหนือกว่าประเทศอื่นๆ เพราะฉะนั้นอย่าไปเป็นสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้มันสูญเปล่า ที่จบของมันก็อยู่ที่ว่าเราอยู่อย่างพอมีพอกิน ทำให้เลี้ยงดูตัวเองรอด ไม่เป็นหนี้ใคร มีอิสระเสรีภาพ มีความสงบมีความสุขความไม่เดือดร้อน แล้วยังมีเหลือพอกินพอใช้ คุณจะพอกินพอใช้และคุณจะเหลือ เพราะคุณทำคุ้มตัว กินใช้เท่านี้แล้วก็มีการทำงานขยันสร้างสรรมีส่วนได้มีผลผลิต ตีราคาแล้ว มีผลผลิตขึ้นมามันก็พอกินพอใช้จนมีเหลือ คนอย่างนี้แหละคือคนรวย กินไม่มาก แต่ถ้ากินเท่าไหร่ก็ไม่พอ เสื้อผ้าหน้าแพร มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ อาหารมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ เงินทองเท่าไหร่ก็ไม่พออะไรก็ไม่พอ ก็จะว่าเหมือนเปรต ปากเล็กนิดเดียวพุงใหญ่เหลือเกิน เลยต้องอธิบายเป็นรูปธรรม แทนที่ปากใหญ่ ไม่ได้ ต้องอธิบายให้กลับกัน เคยได้ยินเปรตที่เขาอธิบายมีรูปร่างอย่างไร ปากแคบมาก แต่พุงใหญ่ สมณะเดินดินว่า ...ปากเท่ารูเข็มแต่ท้องเท่าภูเขา พ่อครูว่า...ไม่ใช่ท้องเล็กปากใหญ่แต่ว่า ปากเล็กพุงใหญ่ ดูดเข้าไปดูดเข้าไป หมดจักรวาลเลย ปากกว้างเท่าโลก ท้องเท่ากับจักรวาล หากไม่รู้จักความเป็นจริงสัจธรรมที่ลึกซึ้งพวกนี้ อาตมาพาพวกเราทำงานศาสนาทุกวันนี้มีที่จบมีที่สบาย มีที่พอแล้วมีใจพอแล้ว ชาวอโศกทุกวันนี้มีคนที่มีวรรณะ 9 ครบ วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) มีอะไรให้ขัดเกลากันได้เสมอ ขนาดเป็นพระโพธิสัตว์ก็ยังมีอะไรให้ขัดเกลา แล้วก็มีศีลสมาธิ ปัญญา มีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีธูตะ แล้วก็อยู่กันอย่างมีอาการน่าเลื่อมใสมีปาสาทิกะ อยู่อย่างอปยจะ ไม่ต้องสะสม ยิ่งกิเลสหมดแล้วไม่ต้องสะสม กิเลสวัตถุก็ไม่ต้องสะสม ชีวิตของพวกเรา อยู่กันอย่างสบายมีกินมีใช้เป็นส่วนกลาง จิตใจเราก็สงบไม่ต้องลำบากใจ อปจยะ แถมมาเป็นคน วิริยารัมภะ ปรารภความเพียรอยู่เสมอเป็นคนขยันรู้จักพักรู้จักเพียร ก็เป็นคนมีวรรณะ 9 อยู่อย่างนี้ เป็นคน The Classes อาตมาว่า พาปฏิบัติธรรมถูกต้องตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรนี้ วรรณะ 9 คนมีความเป็นคนชั้นสูง คือวรรณะ 9 ส่วน อวรรณะ 6 1. เลี้ยงยาก (ทุพภระ) 2. บำรุงยาก (ทุปโปสะ) 3. มักมาก (มหัปปิจฉะ) 4. ไม่รู้จักพอ (อสันตุฏฐิ) 5. เกียจคร้าน (โกสัชชะ) 6. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา) (พตปฎ. เล่ม 1 ข้อ 20) ตรงข้ามกับ วรรณะ 9 สังคณิกะนี้คือเปรตใหญ่ อยากได้หมดลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไม่มีพอ มักมากไม่มีที่สิ้นสุด ธรรมกายเป็นตัวแสดง มักมาก ไม่มีที่สุด เป็นเมืองนรก ที่แสดงพฤติกรรมสัตว์นรกชัดมากเลย ในยุคนี้ที่เขาแสดง ด้วยความไม่รู้ด้วยความอวิชชาหลงผิด ทำออกมาชัด เป็นคนมักมากไม่รู้จักพอ และโกสัชชะ สังคณิกะ เป็นคนปรุงให้คณะมันใหญ่ เขาก็แปลเป็นภาษาว่าคลุกคลีเกี่ยวข้อง ก็เลยฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ สังคณิกะคือการสร้างให้ใหญ่โต คือมหัปปิจฉะ คือมักมาก อันเดียวกับสังสัคคะ อาตมาอธิบายธรรมะต่างๆพวกนี้ เอาหลักฐานคำสอนพระพุทธเจ้าทั้งบาลี แปลเป็นภาษาไทยอ้างอิงขยายความได้ โดยที่อาตมารู้จักสภาวะ เอาสภาวะเป็นหลัก ปฏิบัติอธิบายธรรมมาตั้งแต่ต้นจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ใช้สภาวะเป็นหลัก จนกระทั่งค่อยๆรู้จักบาลีก็เอามาเรียบเรียง จนไปถึงรากของภาษาบาลี เอามาใช้อีก จนรู้สึกว่ามากไป ก็เอาที่พอจะพูดกันรู้เรื่องก็พอแล้ว หลายคนก็รำคาญหู จะเอามาพูดทำไม ไล่ไปถึงสระ พยัญชนะอีก จนเกินก็จริง
พูดด้วยหลักใหญ่ของศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ แล้วก็อยู่ที่กถาวัตถุ 5 นอกจากอันนี้ก็ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ก็พูดอยู่ในกถาวัตถุ 10 นี่แหละ วนเวียนกับเรื่องเหล่านี้ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ผู้มามักน้อยอัปปิจฉะ มามักน้อยกันดีกว่า อย่ามามักมากเลย จนพวกเราเข้าใจเป็นนามสกุลกัน เป็นกระบวนการคนจน พวกเรานี้ยิ่งเป็นทีมใหญ่เลย คณะใหญ่ของ เป็นพรรคกระยาจกเลย พรรคใหญ่ของยุทธจักร มังกรหยกเลย เป็นคณะใหญ่ที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศ สานกันเป็นเครือแห พวกเราจึงมีพวกเยอะ ทั่วประเทศทั่วโลก สมณะเดินดินว่า...พรรคกระยาจกมีหน้าที่กู้ชาติบ้านเมือง พ่อครูว่า...เพราะเป็นผู้ที่จบชีวิตชีวิตมีความจบ ชีวิตมีเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์สมบูรณ์แบบ อย่างพวกเรานี่จบสบาย ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติสังคมไป อาตมาเห็นเป็นอย่างนั้นนะ ตัวเราก็ไม่มีปัญหาไม่มีอะไรลำบากใจ อาตมาพาทำสำเร็จ สัมมาอาชีวะก็สมบูรณ์ สัมมากัมมันตะก็สมบูรณ์ สัมมาวาจาก็สมบูรณ์ สัมมาสังกัปปะก็สมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นสัมมาสติสัมมาวายามะก็สบาย ไม่ต้องพยายามอะไรมากเพราะมีสติที่ทำได้แล้วเสร็จแล้ว อาชีพก็เสร็จแล้ว การกระทำกัมมันตะวาจาก็สำเร็จแล้ว มันบรรลุธรรมพูดชัดๆบรรลุธรรมในอาชีพ อาชีพมาเป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่ คนจนมหัศจรรย์ พ้นมิจฉาชีพข้อที่ 5 ทำงานฟรี ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา เป็นมิจฉาชีพข้อสูงสุดแล้วเราก็พ้นได้ ไม่ทำงานเอาลาภแลกลาภ พ้นมิจฉากัมมันตะ 3 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของใคร ไม่ผิดในกาม อย่างน้อยมีศีล 5 สบาย วาจา แล้วเราก็ไม่พูดโกหก แม้แต่พูดและเล็มเลียบเคียงเอาของคนนั้นคนนี้ก็ไม่ต้อง พูดเพ้อเจ้อก็ไม่ต้อง มีสัมมาวาจา เพราะเราชัดเจนในสังกัปปะ เราสำเร็จในสังกัปปะ 7 ด้วยกระบวนการของสังกัปปะ 7 เราทำวจีสังขารได้สำเร็จ กระบวนการของ static dynamic กระบวนการของพลังงานจิตที่มี ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นตัว Dynamic ทำให้เกิด Static อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นนิวเคลียร์ที่สมดุลมีพลังงานที่มีกัมมันตภาพรังสีออกไปช่วย เป็นกัมมันตภาพรังสีที่เย็น ที่ไม่เป็นพิษ เป็นพลังงานปรมาณู เพื่อสันติที่แท้จริง ซึ่งต่อจากไอน์สไตน์ค้นพบไว้ ไอน์สไตน์ทำไว้แล้วเขาก็เอาไปทำเป็นพลังงานร้อน พลังงานระเบิดปรมาณูทำลาย แต่อันนี้ที่ไอน์สไตน์แกเสียใจ ว่าแกต้องการพลังงานให้เป็นประโยชน์ ไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ ให้เอาสูตรของแกไปใช้ในทางที่ดี แต่เขาเอาไปใช้ในทางเสียหาย ที่จริงแล้วคิดขึ้นมาก็ควรจะควบคุมให้สมดุลอย่าเอาไปใช้ในทางที่เสีย สมณะเดินดินว่า...ตอนนั้นมันเป็นความจำเป็น ใครคิดได้ก่อนก็จะควบคุมได้ ไม่งั้นโลกถึงหายนะ พ่อครูว่า...ทุกอย่างต้องลงตัวเป็นรูปนาม ทำไมต้องเป็นเช่นนี้อาตมาเข้าใจ เป็นตถตา มันต้อง born to be เป็น axiom ทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยที่ต้องเป็นเช่นนี้ หากไม่เป็นเช่นนี้ก็ไม่เป็นสัจจะ ถูกแล้ว อาตมาไม่สงสัยอะไรต่างๆนานา ทำไมธรรมกายต้องเป็นแบบนี้ มหาบัวต้องเป็นแบบนี้ ไม่ได้สงสัย มันเป็นอย่างนี้มันถึงจะถูกต้อง ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ไม่ถูกต้อง อาตมาถึงไม่มีความลำบากใจอะไร ไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรในใจ แม้จะถูกเขาว่าเขาเล่นงานอยู่ก็ไม่เคยเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะมันถูกแล้วต้องเป็นอย่างนี้ ถ้ามันไม่เป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่ เขาก็ต้องทำอย่างนี้ มันเป็นสัจจะที่ต้องเป็นเช่นนี้ นี่คือลักษณะของพระเจ้า พระเจ้าต้องให้เป็นแบบนี้ทุกอย่างพระเจ้าสั่ง ถ้าไม่เป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่ นี่คือความสำเร็จของความเป็นพระเจ้า และอาตมาก็ทำได้สำเร็จด้วย จนกระทั่งพาพวกเรามาจนได้สำเร็จแล้วก็เหลือแต่ว่าใครล่ะจะมาเพิ่ม ใครยังไม่ได้มาจงมา ใครมาแล้วก็ขอให้อยู่เป็นสุขเป็นสุขเถิด สมณะเดินดินว่า...ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องในหลวง ที่ท่านตรัสถึงเรื่องคนจน ท่านตรัสแล้วหลายคนก็ยังไม่เห็นด้วย ยังบอกว่าท่านพูดผิด เขาก็บอกว่าในหลวงไม่ได้ต้องการแบบนั้น เรื่องแบบคนจนนี้ท่านมีบันทึกไว้ว่า ในหลวงตรัสกับรัฐมนตรีเกาหลีก่อน แล้วเอามาเรียบเรียงใหม่มาพูดในวันที่ 4 ธันวาคมอีก มันเป็นหลักฐานที่ให้เห็นว่าท่านมีความเจตนา อาตมาเพิ่งรู้เหมือนกัน มีหนังสือขาวอโศก เคยเอาหนังสือจดหมายจากในหลวงเขียนถึงสมเด็จพระเทพฯเหมือนพ่อสอนลูก แต่ตอนหลังสมเด็จพระเทพฯให้สัมภาษณ์ว่าในหลวงไม่ได้เขียนจดหมายอะไรมากเท่าไหร่ ใช้วิธีการตรัสเป็นหลัก ในหลวงไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนั้น แต่อันนี้ในหลวงพูดแล้วก็มาเรียบเรียง มาพูดอีกครั้ง อันนี้ก็อาจโมเมก็ได้ว่า แล้วแต่ใครจะชอบอันไหนก็ยกร่างขึ้นมาก็ได้ แต่ว่าจริงๆ มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบอกได้ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องแค่พูด แต่เป็นเรื่องที่ทำ คนที่พูดดีเขียนดีมีเยอะอยู่ในโลก แต่การกระทำอาจจะเป็นคนละเรื่อง แต่ชีวิตจริงๆของในหลวง ว่าท่านทำจนได้ยิ่งกว่าสามัญชนอีก ใช้ดินสอเดือนละ 1 แท่ง ใช้แล้วเก็บดินสอที่สั้นเอามาต่อใช้อีก มีความประหยัดอย่างที่เรียกว่าคนธรรมดาก็ทำไม่ได้ คนธรรมดาก็ไม่ใช้แบบนี้ เราทำแบบชุ่ยอีกเยอะ รองเท้านี้ก็ซ่อมแล้วซ่อมอีก จนคนทำรองเท้าเอาขึ้นหิ้งไว้บูชาเลย เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าในหลวงไม่ได้ทำเพื่อตัวเองพระองค์เอง แต่เป็นการกระทำเพื่อคนอื่น มีความมักน้อยสันโดษอย่างแท้จริง คนธรรมดาก็ยังทำไม่ค่อยได้แล้วยังเป็นในหลวงแล้วจะไปทำอย่างนี้ ที่พ่อครูบอกว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาก็คิดว่า คนที่ใกล้ชิดในหลวงก็เริ่มเมา เห็นอาการที่หลงอะไรต่างๆนานา ไม่ต้องเป็นถึงในหลวงหรอก แต่ท่านเป็นในหลวงมาอย่างยาวนานและมีความมักน้อยสันโดษ อย่างที่คนทั่วไป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive