สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 2 มาถึงหนังสือคนจนที่มีแบบ อาตมาใช้คำตรัสเรื่อง แบบคนจนของในหลวงเป็นที่มาของเรื่อง คือ พระราชดำรัสไว้หัวข้อหนึ่งว่าล้มเหลวเพราะเร่งให้เศรษฐกิจเจริญ คำว่าเจริญแบบทุนนิยมนี้มันล้มเหลวนะ เศรษฐกิจหากจะเร่งให้เจริญแบบทุนนิยมที่เขาเข้าใจกัน ความเจริญเศรษฐกิจคือต้องมีเงินมากจะต้องร่ำรวยกว่าใคร ฉันจะต้องมีอำนาจมากกว่าใคร ฉันจะต้องหรูหรากว่าใครๆ ฉันจะต้องทั้งสวยงาม อะไรก็แล้วแต่เอาหมด ในโลกียะ นั่นคือลักษณะเศรษฐกิจของความหมายที่โลกียะเขาหมาย การที่เราทำและพยายามปฏิบัติอย่างจริงใจทุกวันนี้ เศรษฐกิจของเรานี้ไม่ออกไปใหญ่โตแบบนั้น จะใหญ่จะหรูหรา เจริญก้าวหน้ายิ่งใหญ่เหนือเขา ชัดๆคือจะไปรวยแบบเขาเราไม่ทำ เรามาทำแบบคนจน จนคือ แม้ว่าเราทำสิ่งที่เป็นสิ่งผลิตได้มาก จนไม่ได้หมายถึงว่าผลิตได้น้อยๆ ทำได้น้อยๆ แต่ไม่ใช่ ต้องมีสมรรถนะมีความขยันมากๆ สร้างสิ่งที่ดีๆให้มากๆแล้วสะพัดออก แต่เอาไว้ที่ตนให้น้อย ใช้แต่เพียงพอ พอเพียง นอกนั้นก็สะพัดออกไป ให้มีความหมุนเวียนให้ทัน ไม่ต้องกักตุน ไม่ต้องกอบโกยมามากยิ่งขึ้น ไม่รู้จักจบ ไม่ใช่ อย่างนั้นมันไม่ดี มีแต่เรื่องชั่ว สะสมไว้นี่ไม่ดี สร้างขึ้นให้เป็นลาภธัมมิกา สร้างอย่างสิ่งที่เป็นสิทธิเต็มที่ แล้วเอามาแจกจ่ายเจือจาน คนที่ควรได้ควรมีควรเป็น เพราะเราเองมีทุนในตนคือ 1.ความรู้ความสามารถ 2. ความขยันหมั่นเพียร 3. ความมีน้ำจิตน้ำใจ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีแต่สะพัดให้แก่คนที่ควรได้ควรมีควรเป็น จิตเป็นเช่นนี้มีคนลักษณะแบบนี้จริงๆ ไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้ Pretender อะไร ไม่โมเมสร้าง dramatic ไม่ใช่ แต่จริงใจจริงจังเลย ประพฤติออกมาจากก้นบึ้งของจิตอย่างที่พวกเราเป็น เสร็จแล้วเราก็รู้ว
อ่านต่อ
่าเหตุปัจจัยที่จะใช้อาศัยในชีวิตนั้นไม่มากมาย ที่เรากินเราใช้อาศัย ไม่ใช่มากมาย มีปัจจัยและบริการเป็นองค์ประกอบ เสร็จแล้วเราก็ทำสิ่งเหล่านี้ที่สำคัญ บริหารและองค์ประกอบของชีวิตมีไม่มากมายหรอก อาตมาเทียบเป็นโศลกไว้
โศลกธรรมพ่อครู
สิ่งที่เราต้องการนั้นมันไม่ใหญ่โต อัครฐาน อะไรดอก! ชีวิตง่ายๆ ถูกๆ ขยันๆ รู้จักพอดี มีความซื่อสัตย์ มีเมตตา เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเสมอๆ
ชีวิตเหมือนดอกหญ้า แต่มันใหญ่ยิ่ง เป็นมหาพลังเย็นโอบอุ้มโลก และคือการเข้าถึง โลกใหม่ (ปรโลก) ได้แล้ว ~สมณะโพธิรักษ์~
(1) • แบบคนจน • ...ที่มาของเรื่องคำว่า“แบบคนจน”นี้ อาตมานำมาจากพระราชดำรัสในหลวง ร. 9 ที่ชาวไทย แม้แต่ชาวต่างประเทศต่างยอมรับว่า สุดยอดแห่ง“ศาสตร์พระราชา” อันเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ พระราชดำรัสของในหลวง ร. 9 ซึ่งทรงชี้บ่งความชัดเจนยิ่งขึ้นของปรัชญา“เศรษฐกิจพอเพียง”แท้ๆที่ตรัสเจาะลงไป ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”นั้น ก็คือ การบริหารประเทศ“แบบคนจน”เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2534 คลิปนี้“ทีวีช่องบุญนิยม”เปิดให้ดูกันอยู่ทุกวัน นั่นเอง และยังมีการตรัสต่อไปอีกว่า “การขาดทุนของเรา คือ การได้กำไรของเรา” ก็ยิ่งขยายชัดกว่าชัดขึ้นไปอีกซึ่งมีความวิเศษลึกซึ้งแท้จริงยิ่งยอด ในเรื่องของการบริหารประเทศ“แบบคนจน” และการมาเป็น“คนจน”
(2) ล้มเหลวเพราะทุ่มเทเร่งให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นรวดเร็ว! พระราชทานพระราชดำรัสหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ครั้งแรก “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนเป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับ ต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นได้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ และของประชาชน โดยสอดคล้องด้วย จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆได้ ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวในที่สุด…” (“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ”ในงานพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ 18 กรกฎาคม 2517) ปัจจุบันประชาชนไม่พอกิน ไม่พอใช้ เพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนไปเป็น“ซื้อกิน ซื้อใช้” เลยมีผลให้หนี้สินท่วมท้นทั่วหน้ากัน! (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) พ่อครูว่า...รัฐบาลประชาธิปไตยขาเดียวของอเมริกา พยายามสร้างการซื้อ ไม่ได้พยายามสร้างการทำ โดยเฉพาะไม่ได้สร้างสิ่งที่เป็นปัจจัยชีวิต ในสิ่งที่ขาดแคลนไปหลงแต่เรื่องของเงิน หนึ่งเขาสร้างธนบัตรดอลลาร์ พิมพ์ออกมาให้มาก ให้ใส่มือคน เพราะเขาสร้างได้ฟรีไม่ต้องมีหลักประกันอะไรเลย แล้วเอาไปสร้างอำนาจโลกให้โลกยอมรับว่าดอลลาร์มีราคาสูง เขาพยายามสร้างค่านิยมให้คนยอมรับ ว่าดอลล่าร์นี้มีราคา สร้างค่าของดอลล่าร์ รักษาค่าของดอลลาร์ไว้ ใครมีเงินดอลลาร์ไว้ในมือยกมือขึ้น เพราะฉะนั้นเขาสร้างกระดาษเศษ ปั๊มขึ้นมาโดยไม่มีหลักประกันอะไรเลย ถ้าคนในโลกเอากระดาษดอลลาร์คืนอเมริกาตอนนี้ เขาจะมีอะไรที่เป็นค่าที่เป็นทองคำเป็นหรือเป็นสิ่งที่หายากจริงๆในโลก อเมริกาตอนนี้มีแต่กลวงโบ๋ คือเหมือนเปรต มีท่านที่อ้างอิงโศลกอาตมาคือ... สิ่งที่เราต้องการนั้นมันไม่ใหญ่โต อัครฐาน อะไรดอก! ชีวิตง่ายๆ ถูกๆ ขยันๆ รู้จักพอดี มีความซื่อสัตย์ มีเมตตา เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเสมอๆ
ชีวิตเหมือนดอกหญ้า แต่มันใหญ่ยิ่ง เป็นมหาพลังเย็นโอบอุ้มโลก และคือการเข้าถึง โลกใหม่ (ปรโลก) ได้แล้ว ~สมณะโพธิรักษ์~
สรุปว่าค่านิยมที่เอาแต่ซื้อไม่นิยมการสร้างนั้นมันผิด เด็กๆเราก็ฝึกให้สร้าง ไม่ต้องสร้างค่านิยมของการซื้อ เด็กเรามาอยู่ที่นี่ไม่ให้ใช้เงิน ให้สร้างให้ทำเอา การเอาแต่ซื้อกินซื้อใช้ เลยมีผลให้หนี้สินท่วมท้น ที่ในหลวงท่านสรุปไว้
(3) สำเร็จได้เพราะ.. “ทำตามลำดับด้วยความรอบคอบ” และในวันถัดมา “..ในการพัฒนาประเทศนั้น จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ …การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นไปตามลำดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์…”(วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2517 ในการพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาทซ้ำว่าด้วยแนวทางการพัฒนา อย่างพอเพียง)
(4) ไทยยอดยิ่งยวดได้เพราะ..? หลังจากนั้นทรงมีพระราชดำรัส “เน้นย้ำ” เรื่องความพอมี พอกิน พอใช้ อีกครั้ง “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่ พอมี พอกิน และขอให้ทุกคน มีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่ จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่ พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่ พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” ( พระราชทานให้คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2517)
(5) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย “พอมี พอกิน” ...ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้...
...แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้... (ที่มา : พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หนังสือคำพ่อสอน ในโครงการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทด้วยความรักและความดี 60 ปี 60 ล้านความดีถวายในหลวง น้อมเกล้าถวายในหลวง)
(6) ต้องทำ“แบบคนจน”! มีชาวต่างประเทศคนหนึ่งมาพบ. (นาย พาร์ก จุล อุน รัฐมนตรีการกีฬาและเยาวชน แห่งสาธารณรัฐเกาหลี มาเฝ้าที่ พระตำหนักจิตรลดาฯ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2534) เขาบอกว่าประธานาธิบดีของเขา ผู้เป็นเพื่อนเขามอบหมายให้มาขอโอวาท. “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำก็แนะนำได้ ต้องทำ “แบบ คนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้. แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก. เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง. ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว. แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป. คนที่ทำงานตามวิชาการ จะต้องดูตำรา. เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร. ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา. ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร. ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง. แต่ถ้าเราใช้ตำรา“แบบ คนจน” ใช้ความอะลุ้มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ”. (พระราชดำรัส ที่ทรงเรียบเรียงและปรับปรุงขึ้นจากที่ได้บันทึกพระสุรเสียงไว้ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม 2534) พ่อครูว่า...ขอเตือนว่า ประเทศไทยอย่าไปหลงไหลเทคโนโลยีมากเกินไป มันจะทำให้ใจเร็วด่วนได้
(7) “ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา” “Our loss is our gain”. “Our Loss Is Our Gain” ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า “ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที” ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็ อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น “การได้”.. พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 (“เสีย”ในที่นี้ย่อมไม่ใช่เสียหาย แต่มุ่งหมายถึงการกระทำที่เราได้เสียสละ ซึ่งนัยของการที่เราได้เสียสละออกไป นั่นแหละมันเป็น “การได้” คือได้ทำความดีที่สุดแล้วในมนุษย์ใดที่ทำการให้ ยิ่งการเสียสละหรือการให้ใด ๆ ออกไปแก่ผู้อื่น โดยไม่หวังหรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นคือสุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ)
(8) สังคมมีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..“ให้!” “…ข้าพเจ้าเองก็มีความปีติเต็มตื้นใจ ที่ได้เห็นน้ำใจของทุกคนเช่นนี้ เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในจิตใจของคนไทย ก็คือ การให้ การ“ให้”นี้ ไม่ว่าจะ“ให้”สิ่งใดแก่ผู้ใด โดยสถานใดก็ตาม ล้วนเป็น“การกระทำที่พึงประสงค์”อย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญ ระหว่างบุคคลกับบุคคล และทำให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ด้วยสามัคคีธรรม นอกจากนั้น การให้ ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย กล่าวคือ ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีกำลังใจ สังคมส่วนรวม ตลอดถึงประเทศชาติ ก็มีความผาสุก มีความร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทย มีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ…” (พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2546 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2545) พ่อครูว่า...การให้มีเงื่อนไขหลัก ถ้าคุณให้ลูกระเบิดให้ปืนให้อาวุธ ให้น้ำเมา ให้สิ่งเสพติด มอมเมา สิ่งที่ยั่วยุสิ่งที่เป็นพิษ สิ่งที่จะต้องไปหลงใหลติดยึด เอร็ดอร่อยอะไรมากมาย สิ่งเหล่านั้นมันก็จะต้องมีภูมิปัญญารู้ว่า ให้ไปแล้วแล้วเขาเอาไปทำอะไร มันก็เป็นพิษภัยต่อไป การให้สิ่งเหล่านี้ ที่เป็นพิษภัยต่อ เช่น ประเทศนี้สร้างอาวุธได้เก่งมากเยี่ยมมาก เสร็จแล้วก็เอาอาวุธนี้ไปแจก ให้แก่ประเทศนี้ แล้วประเทศนี้เอาอาวุธไปทำอะไรก็เอาไปฆ่ามนุษย์ ก็เท่ากับใช้ให้คุณไปฆ่ามนุษย์ อาจจะอ้างว่าเอาไปป้องกันประเทศ แล้วคุณก็ทำทีไปให้ อาวุธคือเครื่องฆ่าคน แม้แต่นายเปรมชัยเอาอาวุธไปฆ่าเสือดำมันก็ไม่ใช่ ใช้อาวุธผิดหน้าที่ของอาวุธ อาวุธนี้เขาสร้างไว้ฆ่าคนแต่ดันเอาไปฆ่าเสือดำ เอาอาวุธไปใช้ผิดหน้าที่ อาวุธไม่ใช่สร้างไว้ฆ่าเสือดำนะ ไปถามคนสร้างสิ เขาสร้างมาให้ฆ่าคน เปรมชัยเอาอาวุธไปใช้ผิดหน้าที่ของอาวุธ แต่เปรมชัย เขายังปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ฆ่า เราก็ยังไม่ได้ตัดสิน ต้องให้ผู้ตัดสินเขาตัดสิน
610516_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยสามเส้าและคนจนที่มีแบบ ตอน2