สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทางสายกลางคืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทางสายกลางคืออย่างไร _ลอย แคนาดา ขออนุญาต เรียนถามพ่อท่าน ว่า ทำไมคนมักเข้าใจ อริยมรรค ว่า เป็นทางสายกลางครับ ทำให้บางคนไม่เคร่งครัดในศีล เพราะถือศีลแค่กลาง ๆ ไม่เคร่งครัด คำว่าสายกลาง เกิดมาลงที่ มรรคแปด ได้อย่างไรครับ ไม่ไปติดอยู่ในทุกข์ และไม่ไปติดอยู่ในสุข มีปัญญา รู้เท่าตามความเป็นจริง อันนี้ผมเข้าใจ แต่ประเด็นที่สงสัยคือ ทำไมคนไทยจำนวนมากเข้าใจอริยมรรค ทางพ้นทุกข์ ว่าทางสายกลาง แทนที่เข้าใจองค์ประกอบทั้งแปดส่วน หรือไตรสิกขา มันมาเชื่อมต่อกันอย่างไรครับ หรือเป็นเพราะ ชื่อ แปลว่า ทาง เหมือนกันครับ พ่อครูว่า...ถือศีลไม่เคร่งครัดก็ถูกเจ้านาย คือกิเลสตัณหาบงการ ก็เป็นทาสตัณหาไปตลอดกาล ข้อสำคัญคือไม่รู้สภาวธรรม จึงมั่วๆกันไป คำว่า มัชฌิมา แปลว่า สภาพกลางๆ ความเป็นกลาง คือไม่มีซ้ายไม่มีขวาแล้ว ส่วนปฏิปทาคือข้อปฏิบัติให้เกิด กลาง กลางที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือ ไม่มีอันตา (ไม่โต่งไปข้างใด) ไม่มาทางกาม ไม่มาทางอัตตา แต่รู้จักกาม รู้จักอัตตา ตนเองล้างกามหมด อัตตาหมดก็เป็นสุญญตา กามนั้นคุณไม่ได้เห็นเป็นโทษ กามาทีนวะ 5 ก็เลยอยู่กับกาม ถูกกามกินตัว หลงไปในอัตตาก็ถูกอัตตากินตัว อัตตาจะบงการ ให้ทำอะไรก็ได้ เกินกว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสกามคุณ 5 นอกนั้นจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ทั้งหมด โยนให้อัตตาหมด ต้องการนอกเหนือจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นอัตตาหมด จะทำให้ได้ดั่งใจต้องการหรือไม่ต้องการ ต้องการทำลายปล่อยก็คือจิต ต้องการได้มาเป็นตนเป็นของตนก็คือจิต ก็เลยเป็นความลําบากที่ไม่รู้จัก กาม ไม่รู้อัตตา นับเป็นความโง่ที่ไปหลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสว่าเป็นสุข ก็เลยกลายเป็นได้สุขขัลลิกะ คือสุขเท็จ ของไม่แท้ ไม่ได้เร
อ่านต่อ
ื่องอะไรก็ไม่รู้เรื่องอะไร ก็ไปหลงว่า หากมีชีวิตอยู่ด้วยความสุขนั้นดี ก็เป็นโลกียะธรรมดา ไม่ได้หลุดพ้น ทางสายกลาง… ทาง คือ วิธีปฏิบัติ หากคุณรู้จักทางปฏิบัติ พระพุทธเจ้าสรุปแล้วว่าคือมรรคมีองค์ 8 อย่างคุณลอยแคนาดาสรุปมา มรรค 8 เป็นกระบวนการเป็นเหตุปัจจัย ที่เป็นองค์ธรรมตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ก็คือตัวปฏิบัติ เป็นการกระทำ สี่อันนี้ เพราะฉะนั้นมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติไม่ใช่ไปนั่งหลับตา จะต้องมีกรรมกริยาทั้งการสังกัปปะ กัมมันตะ อาชีวะ ของมนุษย์ก็มีเรียนรู้ 4 อย่างนี้แหละ แล้วเรียนรู้เหตุปัจจัยทั้ง 4 นี้ว่ามันมีมิจฉา มิจฉาสังกัปปะ 3 มิจฉาวาจา 4 มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาอาชีวะ 5 ท่านก็ตรัสไปในมหาจัตตารีสกสูตร ก็ต้องล้างตัวเหตุที่ทำให้เกิดมิจฉา เหตุที่ทำให้เกิด กุหนา ลปนา มิจฉาหยาบ ชั่วมาก กุหนาคืออาชีพชั่วมาก ลปนาก็อาชีพชั่วขั้นต่อมาตามลำดับ ทำไปก็จะได้ผลตามลำดับ จนหมดมิจฉาชีพ หมดแล้วก็ต้องรู้โลกรู้ตน ไม่มอบตนในทางผิด นิปเปสิกตา จนเป็นอาชีพสูงสุดคือ พ้น ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา ทำงานฟรีไม่มีลาภแลกลาภ ทำงานไม่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนอะไรเลย หากทำงานแล้วยังรับสิ่งแลกเปลี่ยนก็ยังเป็นมิจฉาชีพข้อที่ 5 นี่คือศาสนาพุทธ อาตมานี้ภูมิใจที่ได้พาพวกเราปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า พ้นจากมิจฉาชีพขึ้นมาจนเกิดเป็นสังคมสาธารณโภคี ทุกคนทำงานฟรีไม่แลกตังค์ มันจึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เศรษฐศาสตร์ที่ทุกคนทำงานสาธารณโภคีเข้ากองกลาง ไม่มีตัวตน ให้ เพื่อตัวตนๆไม่เอาอะไรเลย ร่วมกันกินใช้อยู่ในนี้ เป็นทั้งระบบการบริหารและระบบเศรษฐกิจที่สูงสุดเลย จะเป็นประชาธิปไตยก็สูงสุด เป็นคอมมิวนิสต์ก็สูงสุดเป็นเผด็จการก็สูงสุด อาตมาภูมิใจว่าได้ทำสำเร็จแม้แต่เป็นคนจำนวนน้อย มาปฏิบัติตามจนมารวมกันเป็นสังคมชุมชนชาวอโศกทุกแห่ง เป็นสาธารณโภคีทุกแห่ง ก็อยู่กันอย่างเป็นสังคมซึ่งไม่เป็นภาระต่อประเทศชาติ ทุกชุมชนชาวอโศกทั่วประเทศเป็นประโยชน์ช่วยสังคมประเทศชาติอยู่ เพราะเป็นชุมชนที่ไม่ก่อเรื่องราวไม่แย่งชิงกับสังคมไม่ไปเบียดเบียนสังคม พึ่งพาตนเองรอด แล้วทำให้เหลือแล้วก็แจกจ่ายเพื่อผู้อื่น ขายก็ขายขาดทุน ไม่เอากำไร หรือทำงานฟรีได้เลย ทุกวันนี้อาตมาประสบความสำเร็จของงานศาสนาพระพุทธเจ้าที่ท่านสอนไปมากเลย อาตมาพูดไปแล้ว อาตมาพาทำได้ถึงสังคมฆราวาส ให้เป็นสาธารณะโภคี ภิกษุสมัยโบราณไม่ได้รับเงิน คนเขาก็รู้กันว่าไม่เอาเงินไปให้ภิกษุ แต่ยุคนี้พวกฆราวาสนี่ตัวรู้ดี ใช้เงินเป็นอำนาจไปให้พระ จนพระนี้ตกเป็นเบี้ย เป็นหัวคะแนน เป็นลูกน้อง เขาเป็นนายทุน พระ เจ้าก็เลยรับใช้นายทุนกันไป เป็นการอธิบายสัจธรรมที่ผิดเพี้ยนไปให้รู้ว่ามันไปกันใหญ่แล้ว ไม่มีฤทธิ์เดชด้านคุณธรรมเลยศาสนาพุทธ เป็นทาสโลกีย์แหลกเหลวหมด
610511_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พิสูจน์โพธิสัตว์ผู้สยังอภิญญาที่มาในยุคกาลนี้