สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มูลสูตร 10 เน้นมนสิการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มูลสูตร 10 เน้นมนสิการ ผู้ที่ทำใจในใจมนสิการ(คำนาม) หรือมนสิกโรติ(กิริยา) มูลสูตร 10 อะไรเป็นรากเหง้า ให้เป็นที่หยั่งลง และเป็นที่สุด 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) คำว่ามนสิการยังไม่มีโยนิโส หรืออโยนิโส เป็นคำกลางๆ ทำใจในใจ หากไม่สัมมาทิฏฐิแล้วไปทำในใจอย่างไม่โยนิโส ไม่ถึงที่เกิด ที่สัมภาวะ ปภวะ ที่หทยรูป ไม่ได้กำหนดที่ที่ไหน แต่ที่ๆไหนที่ชัดเจนว่านี่แหละสักกายะ โดยเฉพาะตัวนี้คือตัวกิเลส แยกจากจิต เป็นอกุศลจิต สักกายะกิเลสคืออกุศลจิตก็จัดการตรงนี้ ศาสนาพุทธไม่ใช่กำจัดไปหมดจิต แต่ต้องแม่นในสักกายะของตนกายคือรูปนามที่ปรุงแต่งอยู่กายนี้หมายถึงกิเลส เป็นตัวหยาบเลย ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา อัตตาหยาบก็คือสักกายะ มโนมยอัตตาคือตัวกลาง อรูปอัตตาคือตัวปลาย ผู้ที่ไม่ชัดเจนถ่องแท้มนสิการตัวที่สองของมูลสูตรหากคุณนั่งหลับตาสะกดจิตก็ทำใจในใจ ให้มันนิ่ง ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ทำใจในใจวิธีหนึ่ง ก็มนสิการไม่ถูก เพราะคุณไม่มีเหตุที่ถูกในข้อที่ 3 หากเข้าใจไม่สัมมาทิฏฐิ มนสิการก็ผิดได้ เป็นอโยนิโสฯ แต่ถ้าได้คบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ศรัทธาบริบูรณ์ก็มีโยนิโสมนสิการบริบูรณ์ ต้องพบสัตบุรุษให้ได้ พบก็อย่าสักแต่ว่าพบ แต่ต้องฟังธรรมให้บริบูรณ์ก็จะมีความเชื่อที่บริบูรณ์มีความเข้าใจเห็นจริงที่บริบูรณ์ เพราะคุณฟังอย่างบริบูรณ์ (ในอวิชชาสูตร) มนสิการต้องทำให้เป็นต้องเข้าถึงการทำใจได้ ถ้าทำไม่ได้ก็เท่ากับอโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจไม่ถูกต้อง เพราะทำใจในใจไม่ถูกต้องคุณเข้าใจผิดไม่มีมรรค คือไม่มีสมุทัยเป็นเหตุคือผัสสะ เมื่อปฏิบัติไม่มีผัสสะ 6 คุณก็หมดทางที่จะมีเวทนาในการปฏิบัติ เวทนาเป็นกรรมฐาน คุณก็ไม่มีกรรมฐานให้ปฏิบัติ ไม่มี
อ่านต่อ
ผัสสะ ก็ไปเอาสัญญามาวิเคราะห์ ภพชาติอนาคตมาคิดนึก เอาอดีตมาคิดก็ได้แต่อดีตอนาคต หรือปัจจุบันก็คิดเอาปั้นเอาในทิฏฐิ 62
3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) เหตุคำนี้ไม่ใช่เหตุในอาริยสัจ4 ไม่ใช่กิเลสแต่คือเหตุในตัวมรรค มีสัมผัส ผัสสะเป็นภาคปฏิบัติ. คือมีผัสสะเป็นเหตุ หากไม่มีเหตุก็จะเอาผลได้อย่างไร ไปนั่งหลับตาก็ไม่มีเหตุให้ปฏิบัติ พูดแล้วพูดอีกตื่นเสียเถิด ชาวไทย อย่ามัวหลับไหลลุ่มหลง โลกมันเหลืองลงๆแล้ว ก็เพราะเราทั้งหลาย 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)
600818_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8 มูลสูตร 10