สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8) ตอน วิโมกข์ 8.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข19 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8) ตอน วิโมกข์ 8 วิโมกข์ 8 พาไปสูงกว่า สัตตาวาส 9 มีตั้ง9 แต่ไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ผู้ใดมีประสาทมีจิตวิญญาณมีธาตุรู้ก็จะสามารถเห็น ถึงภายนอก รูปี รูปานิ คือรูป ในขณะที่คุณเองคุณมีรูป ถ้าคุณเองอยู่เฉย มองไปเห็นรูปอะไรที่จะสัมผัสรู้ คุณก็เป็นคนผู้สามารถรู้รูป ประสาทไม่เสีย ถ้าคุณมีรูป ผู้มีความสามารถที่จะเห็นรูป ก็จะเห็นรูป รูปีคือรูปทั้งหลาย รูปานิ เขาแปลว่าผู้รู้รูป อาจแปลสลับไปมาได้ บางทีเขาแปล รูปานิว่า รูปที่ถูกรู้ ส่วนรูปี เป็นตัวรู้ ก็เหมือนกับ อานา อาปานะก็สลับ ระหว่างลมหายใจเข้าออกได้ ถ้ามีสองอันนี้ ทำงานร่วมก็จะเป็นสามเส้าอันที่ทำการเห็นได้ ครบสามเส้าธาตุรู้ทำงาน ต้องมีสามเส้า มีตัวรู้กับตัวถูกรู้แล้วมีประธาน ถ้าเกิดว่า ไม่มีธาตุรู้ ไม่มีผู้รู้แล้วจะศึกษาได้อย่างไร ถ้าไปดับจิตก็ไม่มีตัวรู้ก็ไม่มีทางปฏิบัติได้บรรลุ การหลับตาเป็นอุปการะ ไม่ใช่ทางอันสมบูรณ์ อาตมาพูดแล้วพูดอีกมา 47 ปีแล้ว แต่ท่านก็ไม่ฟัง อันที่หนึ่ง คนมีรูป คนที่สามารถรู้รูปได้ก็เกิดเส้าที่สาม สัมผัสกันทำงานร่วมกัน วิสยรูปกับโคจรรูป ปสาทรูปทำงานร่วมกันก็เกิดภาวรูปเป็นอันที่สาม

2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) แต่ท่านแปลว่า ไม่สำคัญมั่นหมายรูปภายใน เห็นรูปภายนอก แต่อาตมาแปลว่าต้องรู้จากภายนอก เข้าไปถึงภายในจนถึงอรูป รู้จนถึงอัชฌัตตังคือรู้หมดภายนอกภายใน รูป อรูป รู้ละเอียดหมดรู้ครบ นี่คือวิโมกข์ข้อที่ 2 หลุดพ้นด้วยการรู้ทั้งนอกและใน รูป อรูป เล็กที่สุดจนแม้เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ก็ต้องรู้ให้ได้

อ่านต่อ

แล้วรู้จนจบความไม่รู้พ้นอวิชชาสวะ พ้นอวิชชานุสัย เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นการใช้สัญญากำหนดรู้เวทนา 108 หรือเวทยิต ท่านแปลว่าเคล้าเคลียอารมณ์เป็นปฏิเวธธรรมรู้ทั้ง 108 ตั้งแต่ 2 3 5 6 36 108 นั่นคือผู้ที่รู้ชัดเจนหมด ในรูป อรูป ทั้งภายนอกและภายใน คือวิโมกข์ ข้อที่ 2 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163 จิตมันโน้มไปทางนี้ ถูกแล้ว จิตที่เป็นอันที่สามคือจิตคุณต้องเจริญไปสู่ที่สูงที่สุดไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นวิโมกข์ 3 ข้อนี้เกี่ยวกับภายนอก เกี่ยวทั้งภายใน วิโมกข์ 3 วิโมกข์ไม่มี 1-4 แล้วเป็นอากาสาฯ แล้วไปที่สัญญาเวทยิตนิโรธ วิโมกข์ 1 2 3 จึงรวบภายนอกไว้หมด ส่วน 4 5 6 7 รวบภายในหมด ส่วนอันที่ 8 ตีหัวเข้าบ้านรู้จบหมดด้วยอันที่ 8 นี่คือวิโมกข์8 หากไม่มีสภาวะแล้วอย่ามาเดา มาเดาได้อย่างไร อตักกาวจรา หากถูกผู้รู้ซักเอาก็จากตายเลย เหงื่อจักแร้ไหลโชกแน่เลย

4. ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา(พ้นรูปฌาน) เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) อากาสาเป็นรูป วิญญานัญจาเป็นนาม อีกคู่หนึ่ง อากิญจัญญายตนสัญญากับเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา นาคือต่างๆ คุณจะไปกำหนดรู้อะไรอีกทุกอย่างที่ต้องกำหนดรู้ใน นาสัญญายตนะ ต้องรู้ให้หมดนะ ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ สัญญาตัวที่สูงที่สุดคือเนวสัญญานาสัญญายตนะสัญญา กับอสัญญีสัตตายตนะ เป็นอายตนะสองตัวสุดท้าย แต่ไม่มีในวิโมกข์ 8 หรอก อายตนะที่ต้องรู้มีสองอันสุดท้าย พวกหลับตาปฏิบัติฌาน ยิ่งอรูปฌานนี้ไล่ไม่ถูกหรอก มันจะเป็นอย่างเดียวกันหมดเหมือนสายอาภัสรา สว่างโสดาฯ สกิทาฯ อนาคา มันก็ไปปั้นเองตั้งเองว่าแสงสว่างของโสดาฯ แสงสว่างของ สกิทาฯใสกว่านะ ของใครของมันไปเทียบกันไม่ได้หรอก ก็โม้กันน่าดู คุณได้สว่างสกิทาฯไหม ก็ไปด้วยกันได้แต่ไม่จริง อาตมาดีอย่าง เล่นไสยศาสตร์ไม่เคยดับสนิท จะรู้อยู่นิดนึง คนที่ดับสนิท จะมีพลังวิเศษ กล้าตัดลิ้นได้ อาตมาเข้าทรงอย่างไรก็ไม่เอามีดมาเชือด เพราะมันรู้ มันสลับซับซ้อน พวกนั้นไม่รู้ แต่เขาได้พลังพิเศษเชือดไม่เช้าได้ อาตมาก็เล่นได้หนังเหนียว เชือดไม่ธรรมดาเอามีดโกน ยิลเล็ตมาเชือดนะ ต้องลองก่อน โกนให้ขนร่วมกราวเลย ว่าอันนี้คมแน่ ตอนบาดลงไปก็เป็นแค่รอยหรือเลือดซิบๆ เจ็บนะ อย่างมีดที่มีปลายแหลมนะ ก็ถ้ากรีดเฉยๆก็ลื่นไปเฉยๆเหมือนกับของไม่มีคม แต่ทีนี้ถ้าเอามีดปลายแหลมทั้งคมทั้งแหลมจิกเข้าไปก็เข้าเหมือนกัน เป็นรอย แต่ไม่เหวอะ คนถึงอวดดีไง อาตมาถึงอวดดี ขับรถ โอเปิ้ล คาปิตัน สองตอนใหญ่ อาตมาขี่มอเตอร์ไซค์ดั๊กลาส ออกจากกรมประชาสัมพันธ์จะไปสถานีโทรทัศน์บางขุนพรหมจะไปเลี้ยวเกาะถนนราชดำเนิน ก็ชนเข้ากับโอเปิ้ล คาปิตัน คนถีบสามล้อมองเห็นมาเล่าว่า พอรถชนตัวพี่ก็ลอย แล้วรถก็วิ่งไป แล้วรถมันก็ผ่านไป แล้วพี่ตกลงหลังรถ เราก็รู้ตัวบ้างไม่รู้บ้างมันเร็ว รถโอเปิ้ล คาปิตันก็ไม่หนีนะ เรื่องจริงที่เกิดก็ไปโรงพัก ชนะสงคราม จะต้องชดใช้เดือนละ 800 เพราะอาตมาเจ็บ เขาก็สารภาพ ใช้จ่ายยอด เดือนละ 800 แต่ก็ใช้ไม่หมด เลิกไปเลย แต่ชนแล้วแผลไม่มีนะ หม้อน้ำมันดั๊กลาสบุ๋มเข้าไป อัดขาเรายัดกับหม้อน้ำมัน บุบเลย แต่ที่ขามีกล้ามเนื้อยุบ เหนียวนะ ไม่มีแผล แต่มารักษาตัว หมอเขาว่าไม่มีอะไรกลับบ้านได้ เราก็ไปรักษากว่าแผลจะหาย เนื้อมันบุ๋มบาดเจ็บภายใน ก็เลยว่าไม่ดีเลย พออาตมาถูกชน เขาหามไปโรงพยาบาลตำรวจ ขาบวม ต้องเอากรรไกรตัดขากางเกง มอส หรือเดฟ ขาบวมแดงเขียวช้ำ แต่ไม่มีแผล หมอก็ว่ากลับบ้านได้ตอนเช้าเราก็มารักษาเองแทบแย่ นอกจากเล่นไสยศาสตร์คาถาอาคมแล้ว ยังมีพระห้อยเต็มคอเลยนะ คอหนักเลย พอรถชน เปิดที่คอว่าพระองค์ไหนนะ ไปเห็นซากรถ วิโมกข์ 3 ข้อต้นไม่ใช่รูปฌาน 4 นะ มีนัยสำคัญต่างกัน ไม่ใช่อันเดียวกัน อันนี้อธิบายรูป อรูป และการเห็น ขออภัยหากไม่มีสภาวะจริงอธิบายไม่ได้หรอกต้องมีสาระปรมัตถสัจจะ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าฌานวิสัยเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องอุตริมนุสธรรมที่อธิบายเล่นไม่ได้ ถ้าไม่มีจริงแล้วอวดก็เละ ศาสนาเสื่อมเพราะคนอวดดี ไปเข้าใจสิ่งผิดนึกว่าตนเองถูกโดยไม่เจตนาก็มีเยอะ โดยเจตนาก็มีเยอะ กิเลสมันแรง รู้ว่าผิดแต่ก็ไปตามน้ำด้วยเลย ถ้าไม่มีสภาวะแล้วอย่าเป็นอันขาด ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยองค์ประกอบของกายคือรูปกับนามที่แท้จริง 1 2 3 มันคี่นะ จับคู่ไม่ได้หรอก มันเป็นคู่รูปกับนาม แต่อันนี้สาม เดาไม่ได้หรอก นี่คือสภาวะต้องรู้ รูปนามคือกาย 5. ผู้ที่ล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญาณัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) 6. ผู้ที่ล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงจึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) 7. ผู้ที่ล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (สัพพโส อากิญ-จัญญายตนัง สมติกกัมมะ เนวสัญญานาสัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) หรือจิตวิญญาณต้องพ้นสิ่งที่ไม่รู้ และไม่มีที่จะไม่รู้ . . . .

8 .ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญา-นาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง (สัพพโส เนวสัญญานาสัญญายตนัง สมติกกัมมะ สัญญาเวทยิตัง นิโรธัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) หรือพ้นอวิชชาสังโยชน์ อันผู้เข้าถึงแล้ว พึงทบทวนตรวจสอบอย่างอนุโลมบ้าง อย่างปฏิโลมบ้าง ทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง หรือบางขณะก็อยู่ในอารมณ์บางขณะก็ไม่อยู่ในอารมณ์แห่งวิโมกข์8 อยู่บ้าง-ไม่อยู่บ้างตามคราวที่ต้องการ ตามที่ปรารถนาและตามกำหนดที่ประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุติ - ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุติ พตปฎ. เล่ม 10 ข.66 (มหานิทานสูตร) ในอนุปุพพวิหาร สัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ข้อ 9 ก็จะไม่ขยายความ 5-7 แต่อธิบาย อันที่9 เลย แต่ถ้าเข้าใจคำว่ากายไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ปฏิบัติวิโมกข์ 8 ไม่ได้ ถ้าเข้าใจว่ากายแค่ดินน้ำไฟลมก็ไปปฏิบัติ ยกหนอ ย่างหนอ กระทบหนอ ฟักทองหนอ เพชรหนอ เงินหนอ ทองหนอ ยุบหนอพองหนอก็มีแต่รูป เพราะเข้าใจกายว่าเป็นแค่ดินน้ำไฟลม แต่พพจ.ตรัส ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 เป็นเรื่องที่เดาไม่ได้ต้องศึกษาอย่างโยนิโสมนสิการ ศึกษาอย่างถ่องแท้ หากไม่ศึกษาถ่องแท้ มนสิการก็เป็นอโยนิโสมนสิการ ก็ขอสรุปตรงที่ว่า สัตตาวาส 9 ก็ดี วิโมกข์ 8ก็ดี จบด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาเวทยิตนิโรธจึงเป็นนิโรธที่ลืมตา มีทุกอย่างสัญญากำหนดอย่าง ปาคุญญตา กัมมัญญตา สัญญาแคล่วคล่อง ไม่ได้ดับสัญญาเวทนาอย่างที่คนเดาเข้าใจผิด เมื่อเข้าใจผิดหรือเดาเสียแล้วก็ไม่ถูก

600818_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8 มูลสูตร 10

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน