สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตตาวาส 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข19 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตตาวาส 9 อาตมาเข้าสู่เนื้อหาสาระสำคัญ เรายังไม่ได้พูดต่อในเรื่องของ สัตตาวาส ใช่ไหม ได้อธิบาย ถึง สัตตาวาสข้อที่ 5 สัตตาวาสข้อที่ 1 มันไม่มีความรู้ในเรื่องความเป็นสัตว์เลย เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณของตนเอง กายของจิตวิญญาณ เป็นมนุษย์ก็ไม่รู้จัก กายเป็นเทวดา เทวดาหมายถึงจิตก็ไม่รู้ เปรตกายของตนที่หมายถึงจิตก็ไม่รู้ สรุปในข้อที่ 1 กายต่างกันสัญญาต่างกัน สองคนนี้ไปด้วยกันได้ พูดอย่างไปไหนมาสามวาสองศอก นึกถึงตอนเล่นไสยศาสตร์ เขาเรียกว่าใช้ภาษาเทพ ส่งเสียงล้งเล้ง เข้าใจกันแต่ไม่รู้เรื่องหรอก พอออกจากการทรงไม่รู้เรื่องหรอก แต่ตอนนั้นก็ว่ารู้เรื่อง คนทรงกับคนทรง แต่คนทรงกับคนไม่ทรงก็พูดกันรู้เรื่องก็มีนะ อันที่ 1 ไม่มีความรู้เรื่องกายเรื่องจิตไม่รู้มนุษย์เปรตเทวดา พูดกันเละเทะ เหมือนคนสมัยนี้ แต่เขาก็ตกลงกันได้

2. พวกมีกายต่างกัน แต่สัญญาอย่างเดียวกัน เช่นกำหนดว่า ฌาน ปฐมภูมิ ทำจิตให้เป็นปฐมฌาน คือจิตไม่มีนิวรณ์ 5 ทั้งคู่ แต่กายต่างกัน เช่น พวกนั่งหลับตาทำฌาน เขาก็จิตไม่มีนิวรณ์ แต่พวกสัมมาทิฏฐิแบบพุทธ ลืมตาปฏิบัติก็ไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน แต่ของพุทธนี้เห็นรูปนามเหมือนกันหมด ทุกคนลืมตา แต่คนหลับตานั้น เขาก็ไม่มีนิวรณ์ 5 แต่เขาเห็นกายอีกอย่างหนึ่ง กายของเขา รูปนามของเขาไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย มีแต่นามอันเดียว กายของเขาที่ได้ ดีไม่ดีไปปั้นนามใหม่ เป็นมโนมยอัตตา มีรูปร่างสีสันได้อีก แต่ไม่ใช่อันที่ ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกเห็น กายจึงต่างกัน แต่สัญญา ไม่มีนิวรณ์ 5 เหมือนกันเป็นคู่ แต่รูปนามเห็นต่างกัน อันที่สอง

3. กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน ...อันนี้อธิบายยากพอสมควร กายอย่างเดียวกัน เช่นเทวดาอาภัสรา แสงสว่าง อย่างธรรมกาย ใสๆๆๆ กายอย่างเดียวกัน เขา

อ่านต่อ

ก็ใส โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ใสที่มีอุปาทานทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นในอันที่ 3 พวกเดียวกันเขาจะใสเหมือนกัน แต่คนที่ใสโสดาบันนี้ คนนี้ เขาจะต้องหลับตานะ สายนี้ สายธัมมชโย ใสนั่งหลับตาแล้วเห็นใสไหมลูก เห็นแล้ว เขาไม่พูดข้างนอกว่าใสอย่างไร เขาจะพูดเป็นความลับกับคนข้างในเฉพาะหมู่ เพราะฉะนั้น คนที่เขาบอกว่าได้ใสโสดาบันก็จะได้อย่างหนึ่ง ใสสกิทาฯก็อย่างหนึ่งใสอนาคาฯก็อย่างหนึ่งแต่แท้จริง เป็นใสที่เป็นมโนมยอัตตาเท่านั้น เขาเห็นได้จริงๆ กายเขาก็ใสอย่างเดียวกัน แต่สัญญาของเขาก็ต่างกันไป ต้องไปนั่งหลับตา ถ้าลืมตาเห็นใสเหมือนกันหมด ไม่ได้ปั้น แต่พวกลืมตาปั้นนี่แหละ ขนาดไม่มีอะไรเลยยังปั้นเป็นนางตานี พระพหรม โครงกระดูกเดินได้เลยอะไรอย่างนี้เป็นต้น

4. มีกายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน เหมือนเทวดาสุภกิณหา กิณหาแปลว่าดับดำมืด หลับตาดำมืด สาย...ขออภัยต้องเอ่ยชื่อสายอาจารย์มั่น สายหลวงตาบัว ดับดำมืดได้สนิท จะแยกไม่ค่อยออกว่าต่างกันไหม อาจแยกได้เป็นแบบอาฬารดาบส อุทกดาบส แต่ส่วนมากจะแยกไม่ได้มืดดำดับสนิทไปหมด สายที่ 4 กายจะดำดับไปหมด แล้วเขาก็เรียกว่าคือนิโรธ คืออรหันต์ สูญแล้วดับสนิทแล้ว นั่งหลับตา เพราะฉะนั้นลืมตาขึ้นมา คุณก็ดับดำอย่างนี้เลยก็เหมือนกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน หลับตาก็ทำง่าย ลืมตานี่ทำยากกว่า แต่ถ้าดับดำแล้วก็อย่างเดียวกัน คนที่ทำแบบตาลืมเลยนะ ก็ทำได้ อย่างคนตกภวังค์สนิทๆ พวกนี้เห็นความรักความดับดำว่าเป็นของดีสุภกิณหา สิ่งเหล่านี้อาตมารู้สึกสงสารเห็นใจ ถ้าอาตมาไม่ได้เอามาพูดก็จะไม่เข้าใจกัน จึงจำเป็นต้องเอาไปพูด จึงเหมือน เชิงข่ม ลบหลู่ ก็ขออภัยคนที่เขานับถือกันก็พูดเป็นวิชาการให้รู้ 5. พวกไม่มีสัญญาไม่เสวยเวทนา ตัดความรับรู้หมดเลย อสัญญีสัตว์ ดับไม่รู้สึกไม่รู้เรื่องเลย ดับปี๋ จะลืมตาทำก็ได้ แต่ยากกว่าหลับตาทำ หลับตาทำได้ง่ายกว่า แต่คนลืมตาทำได้ก็มี จะยากมาก ต้องสร้างประสาทให้แข็งค้างไว้แล้วตนเองก็ดับจิตตัวเอง อาตมาเคยเห็นคนเล่นไสยศาสตร์ด้วยกัน เขายกย่องให้เป็นอาจารย์เป็นหัวหน้าด้วย ตาแข็ง พวกนี้ลูกน้องเห็นตาแข็งได้อย่างนี้ก็ว่าอาจารย์เข้านิโรธแล้ว ลืมตา ธรรมดาตาจะมีการกระพริบมีเวลาแต่ ถ้าตาแข็งเมื่อไหร่ก็ว่าอาจารย์เข้านิโรธแล้ว สมณะฟ้าไทว่า...แสดงว่าอันที่ 4 รู้ว่าดำ แต่อันที่ 5 นี้ไม่รู้อะไรเลย พ่อครูว่า...ใช่ ไม่มีเวทนาไม่มีสัญญา ไม่รู้อะไรเลยไม่มีความรู้สึก อสัญญี พวกนี้ ไม่มีสัญญาไม่มีเวทนาเลย อันอย่างนี้ พวกที่ สายส่วนใหญ่บอกว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ คือดับเวทนา ดับสัญญา ซึ่งมันไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้าปรินิพพานแบบ จักขุมาปรินิพพุโพติ ลืมตารู้ชัดเจน แคล่วคล่องด้วย ตาหูจมูกลิ้นกายความรู้สึก ยิ่งคล่อง เป็นปาคุญญตา เวทนาสัญญาสังขารแคล่วคล่อง ไม่ใช่ดับจนหมดฤทธิ์เดชอะไร 6. อากาสานัญจายตนะ แล้วก็เข้าถึงความสว่าง ไปว่าง สว่าง ไม่มีที่สิ้นสุด อากาสานัญจายตนะ คือเหมือนมองไปท้องฟ้านอกโลก อวกาศก็สว่างไม่สิ้นสุดคือรูปธรรมง่ายของอากาสานัญจายตนะก็มองไปสว่างไกลเท่าที่จะมองได้ก็จบเท่านี้ เขาเรียกว่าว่าง สุดท้ายเรียกที่ว่างไกลลิบว่าท้องฟ้าหรืออากาศ สายสว่างนะ คู่หนึ่งของอรูปคืออากาสานัญจายตนะกับวิญญานัญจายตนะ อีกคู่หนึ่งคือ อากิญจัญญายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ พวกที่หลับตานั่งสมาธิแล้วเห็นความว่างอยู่ในภพของตัวเอง ไอ้ที่มันเห็นความว่างอยู่คือวิญญาณคุณยังเกิด วิญญาณคุณไม่ได้ดับ ไม่เหมือนอุทกดาบส อาฬารดาบสที่ดับนึดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี แต่อาฬารดาบส ไม่เก่งเท่าอุทกดาบส คืออากิญจัญ คือนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง อากาสาคือว่างไกลไปลิบ เป็นท้องฟ้าไม่มีที่สิ้นสุด สว่างใสไปหมดอะไรจนกระทั่งความรู้ของคุณไปไม่ได้ มันสุด แต่ความไกลนั้นมันไปไกลกว่าคุณ แต่คุณไปไม่ได้ไม่ถึง สัญญาของคุณจบแค่นั้น สัญญาของคุณกำหนดได้แค่นั้น ในปัจจุบันกำหนดรู้ ตัว static ตัว dynamic ตัวสัญญาที่เป็นเครื่องหมายอันนั้น กับสัญญาที่กำลังปฏิบัติปัจจุบัน 7. วิญญานัญจายตนะ เป็นความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนอากาสาคือว่างทะลุไปไม่มีที่สิ้นสุด หรือว่าสุดของคุณ คุณไปไม่ได้แล้วก็สุด 8. อากิญจัญญายตนะ อันนี้นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี คนที่มีตัวรู้ว่ายังมี อย่างอาฬารดาบส มีจิตแวบขึ้นมา แต่ภูมิรู้ไม่พอก็เลยไม่รู้ แต่อุทกดาบสนั้นรู้ได้ แม้แวบนิดน้อย อุทกดาบสสูงกว่าหนึ่งขั้น แต่ก็ยังโง่อยู่ทั้งคู่ไปหลงอยู่แบบนั้น พระพุทธเจ้าถึงบอกว่ามีฐานบารมีเพราะได้เลยแต่ไปช่วยไม่ทัน นี่ก็เป็นเรื่องของวิบากเหมือนกัน มีอรรถกถาเขียนไว้ไหมไม่รู้ 9.เนวสัญญานาสัญญายตนะ อันที่เป็นสองอันสุดท้าย เนวคือภาคเศษ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่ เนว การกำหนดรู้ยังไม่แน่นอนชัดเจนทีเดียว ยังรู้ไม่หมด คนไหนที่ไปหลง เนวสัญญานาสัญญายตนะว่าสุดแล้ว คนนั้นก็จบอยู่แค่นี้ เหมือนกันอาฬารดาบส คนที่หลง เนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นสายรู้ ส่วนอากิญจัญคือตัวถูกรู้ อากิญจัญ คือสิ่งนี้นิดนึงน้อยหนึ่ง เนวสัญญาคือต้องรู้ให้ได้ ถ้าไม่รู้ก็ค้างอยู่ตรงนี้แหละ ตัวที่ 9 นี่แหละ สุดเลย สัตว์ตัวที่ 9 คุณจะต้องค้นความเป็นสัตว์ตัวที่ 9 นี่ให้ได้ โดยคุณจะต้องพ้นอวิชชาสวะ หรือสุดแห่งที่สุด อวิชชานุสัย สุดเลย สิ่งที่ไม่รู้อีกไม่มี พ้นอวิชชาถึงขั้นพ้นอาสวะก็เป็นอรหันต์ปัญญาวิมุติ แต่ถ้าจะให้หมดอนุสัยก็เป็นอุภโตภาควิมุติ แต่คนจบหมดอาสวะแล้วก็ได้ที่ชอบๆแล้วสบายๆไปแล้ว เหลืออันนั้นจะทำหรือไม่ก็ได้ แล้วอาสวะนี่เป็นสิ่งที่จะว่าแล้วมี 2 คำ สวะ แปลว่าตัวตน กับอนุสยะ ตอนนี้มาเล่นพยัญชนะเลย สวะ คือเศษวรรค สยะ ก็เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ย เป็นตัวต้นเลย ตัว ฬ เหมาเข่งหมดเลย มีเต็มเบ้า โอฬาร เอกภพคือโอฬาริกโลก ก็ตัดทิ้งไม่ต้องพูดถึง มาพูด ตัว ว กับ ย สว กับ สย มันสลับกันอยู่ ย ขึ้นก่อน ว เป็นเส้าที่สอง ในเศษวรรค มี ย ร ล ว ส ห ตัว ย เป็นเส้าที่1 ส่วน ว เป็นตัวต้นของเส้าที่ 2 เพราะฉะนั้น ว หยาบกว่า ย นี่คือความหมุนรอบเชิงซ้อน เพราะบัญญัติมาแล้วว่า อนุสัย กับอาสวะ ผู้มีสภาวะก็รู้ว่าสลับกัน เหมือนเอาหัวเดินต่างตีน เดี๋ยวเอาตีนเดินต่างหัว สมณะฟ้าไทว่า...สักกายะตัวตน อาสวะตัวกลาง อนุสัยตัวท้าย ได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ก็ถูกแล้ว แต่สักกายะนั้น ถ้าจะว่าก็มี ย ยักษ์ ก็ต้องหยาบแน่นอน สิ่งเหล่านี้ บัญญัติจะกลับไปกลับมาได้ สภาวะจึงเป็นตัวยืนยันสัจจะที่ดีที่สุด คนไหนไม่ถึงสภาวะก็จะยาก อาตมาถึงได้บอกว่า อาตมาแปลบาลีด้วย สภาวะไม่ได้แปลด้วย บัญญัติหรือไวยกรณ์หรือตามตำราที่เขาเรียนกัน ก็ขอถามว่า สภาวะกับตำราไวยากรณ์อันไหนเกิดก่อนกัน ก็ต้องสภาวะ เพราะภาษาเกิดจากสภาวะ หรือไวยกรณ์ก็เกิดตามภาษาด้วย มาตั้งกฎเกณฑ์กันมาเอามาใช้ได้ เหมือนกันกับความที่ยังไม่ละเอียดพอ แต่ก่อนนี้คนเราเข้าใจว่าโลกแบน เขาก็คำนวณและอาศัยอะไรอยู่ อย่างคนสังคมโลกแบน เขาก็คำนวณกันได้ เส้นโคจรดาราศาสตร์ก็คำนวณได้ทั้งที่รู้ว่าโลกแบน คือโลกนี่มันวิ่งระดับหนึ่ง โลกแบนหมายถึงว่า มันไม่ได้วิ่งรอบตัวเอง แต่มันวิ่งรอบจักรวาล รอบพระอาทิตย์ รอบจักรวาลน้อยใหญ่ ก็อาศัยระยะทางเป็นเหตุในการคำนวณได้ เขาจะคำนวณตั้งแต่โลกแบนเขาก็คำนวณสุริยคติ จันทรคติได้แล้ว ถ้าโลกกลมก็ยิ่งแม่นกว่า เป็นความละเอียดเข้าในระดับหนึ่งเหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบสก็ดำทั้งคู่ แค่คนรู้ละเอียดจะรู้ว่าต่าง คนที่รู้ยิ่งกว่าก็จะจบ แต่คนไม่รู้ก็จะเถียงเอาชนะส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น นี่คือลักษณะที่มันยาก สรุปแล้ว วันนี้ได้ฟัง สัตตาวาส 9 ยังไม่ได้สรุปตรง สัญญาเวทยิตนิโรธไม่ได้อยู่ในสัตตาวาส 9 แต่ในวิโมกข์ 8 มี 600818_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8 มูลสูตร 10

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน