สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พระพุทธเจ้าสอนให้กินมังสวิรัติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์767 KB
วันที่แก้ไข20 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พระพุทธเจ้าสอนให้กินมังสวิรัติ พ่อครูว่า...การกินมังสวิรัติเป็นเรื่องลึกซึ้งที่อาตมาเอง ก็ต้องบอกว่าอาตมาเองลึกซึ้งก็แล้วกัน ในพระไตรปิฎกเล่ม 27 ข้อ 342 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่กินเนื้อสัตว์นี่จะต้องติดบาป สัตว์ที่ถูกคนฆ่าทุกตัวมันก็ไม่ยึดถือตัวตนแล้วใช่ไหม ใครจะฆ่ามันก็ได้ใช่ไหม มันไม่มีตัวตนแล้วใช่ไหม?...ก็ไม่ใช่ สัตว์ทุกตัวมันยึดถือตัวตนมันแน่นอน มันรู้นะว่าผู้ฆ่ามัน แล้วมันจะจองเวรกับเราที่เป็นผู้ฆ่าไหม มันก็ต้องจองเวรผู้ฆ่า ผู้ฆ่าก็จะถูกสัตว์จองเวรผูกเวร หรือคุณเลี่ยง ว่า คุณไม่ได้ฆ่า คนอื่นฆ่ามา แต่อย่าลืมว่า จิตของสัตว์นี่มันยึดติด เนื้อหนังมังสาว่าเป็นของมันหรือเปล่า แม้ว่ามันตายไปมันจะยึดถือหรือเปล่า ก็ยึดถือ ขนาดคนตายไปแล้วก็ยังยึดถือตัวตนเลย สัตว์มันก็ต้องยึดถือเนื้อตัวมันแน่นอน คนไปกินเนื้อสัตว์ต้องถูกจองเวรแน่นอน การฆ่าสัตว์ด้วยเจตนา นอกจากว่าคนไม่ได้เจตนา พระพุทธเจ้าไม่ถือเป็นอาบัติ แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วจะสำนึกว่าเราทำให้สัตว์ตายโดยไม่เจตนา แต่ถ้าไม่เจตนาก็ไม่ต้องปลงอาบัติ ถือเป็นวิบากไปแต่เราไม่เจตนาฆ่า เราไม่จองเวรจองกรรม แต่สัตว์มันไม่รู้ว่าเราเจตนาหรือไม่ มันก็ต้องจองเวรจองกรรมแน่นอน คนที่ฆ่าสัตว์ด้วยเจตนานั้นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ว่าได้บาปเป็นอันมากมิใช่บุญเลย ท่านตรัสไว้ 5 ประการเป็นอย่างน้อย 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและ

อ่านต่อ

สาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 สัตว์มันก็อยู่ของสัตว์อย่าเอาสัตว์มาเลี้ยงในศีลของพระพุทธเจ้าให้ไว้ก็มีการห้ามเลี้ยงสัตว์ด้วย เป็นพระเป็นเจ้าหากเลี้ยงสัตว์ก็ผิดศีลผิดวินัยพระพุทธเจ้า แต่ไม่รู้กัน คนเราไม่รู้สึกรู้สาไม่สะดุ้งสะเทือนกับคำตรัสพระพุทธเจ้าเลย แม้แต่คำว่าอกับปิยะก็ไม่รู้เจตนารมย์พระพุทธเจ้าว่าไม่สมควรเลยจะเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า ไม่ควรเลย อกับปิยะ แม้คุณจะไม่ได้ฆ่าเอง แต่เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวาย ก็เป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย ใน 5 ข้อนี้รวมไว้อย่างลึกซึ้ง ว่าไม่ควรจะเอาสัตว์ใดมา แม้แต่ข้อที่ 1 ก็ชัดเจนอยู่แล้ว จะไปเอาสัตว์มันมาทำไม เจตนาจะเอามาฆ่าแล้วเอามาถวายพระด้วย หากคุณฆ่าแล้วกินเองของคุณ ก็บาป 4 ข้อ บาปหนักบาปมาก 4 ข้อ แต่นี่จะนำเอาไปถวายพระด้วยของอกัปปิยะอีก ก็บาปเต็มบ้องเลย เป็นเรื่องน่าสยดสยองมาก ถ้าหากเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้า ก็จะไม่ทำการฆ่าสัตว์ ยิ่งจะทำไปถวายพระก็บาปมาก ข้อแรกแค่กล่าวชื่อก็บาปแล้ว พอจะชัดเจนในเจตนารมย์ของผีร้ายตัวนี้เป็นผีตั้งแต่ข้อที่ 1 จนถึงข้อ 5 สมณะเดินดินว่า...ข้อที่ 5 นี้คนจะผิดได้มากเพราะไม่รู้ เคยได้ฟังโยมบอกว่าเตรียมหูฉลามไปถวายพระเลยยังดี พ่อครูว่า….เพราะว่าไม่รู้เลยไปกันใหญ่ เจตนาฆ่าสัตว์อยู่นั้น ผู้ที่มีจิตใจไม่เข้าใจไม่รู้สึกรู้สาอะไร คือบาปอันมากมิใช่บุญเลย เพราะว่าสัตว์ทุกตัว มันไม่มีสัตว์ตัวไหนอโหสิหรอก มันถูกฆ่าแล้วอโหสิไม่มี คนผู้มีเจตนาฆ่าสัตว์ยังมีจิตใจที่ต่ำ การผูกเวรของคนจิตต่ำ(คนฆ่าสัตว์) ผู้ยังผูกเวรกับคนจิตต่ำจะแรง จะมีเวรแก่กันไปอีกนานเท่าไหร่ เรื่องชีวิต อะไรที่สัตว์และคนรักมากที่สุด….ชีวิต สัตว์ไม่รู้กิเลสก็รักชีวิต แต่คนนี่รักกิเลสยิ่งกว่าชีวิต แต่ก็คงพอกันนี่แหละ เมื่อแม้แต่สัตว์ทุกตัว คำเดียวว่า สัตว์ทุกตัวมีการยึดถือตัวตน เนื้อหนังมังสาร่างกายของกู หากไปฆ่ามันตูม ผูกเวรผูกกรรมมีเวรภัยไปอีกเท่าไหร่ เนื้อสัตว์ที่ตายแล้วเพราะคนที่ฆ่า คนที่มีเวรเยอะ ตัวเองทำเวรไว้เยอะ ก็เป็นคนฆ่าสัตว์ คุณจะฆ่าโดยไม่เข้าใจ ไม่ประสีประสาทำตามโลก เขาฆ่าเอามาเลี้ยงชีพ ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร เพราะคนทั้งโลกกินเนื้อสัตว์กินพืช ทั้งๆที่คนไม่ใช่สัตว์กินเนื้อเป็นสัตว์กินพืช คน มีลำไส้แบบสัตว์กินพืช มีความยาว 9 เมตร เล็บก็เป็นแบบกีบ nail ไม่ใช่แบบสัตว์กินเนื้อสัตว์ ที่เป็น กรงเล็บ claw ฟัน คนก็มีฟันแบบ molar ไม่ใช่ canine ที่เป็นเขี้ยว สัตว์กินพืชจะมีฟันกรามใหญ่ สัตว์กินพืชกินน้ำแบบดูด สัตว์กินเนื้อจะเลียกินน้ำ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึงความละเอียดของสัตว์ ท่านอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ได้ แต่ว่าเนื้อนั้นต้องเป็น ปวัตมังสะ เป็นเนื้อที่ตายเองหรือ เดนสัตว์กิน คือคนไม่ได้ฆ่า สัตว์มันทำวิบากมันเอง กินเหลือ เป็นบังสุกุล ก็กินได้มีสองอย่าง นี่รายละเอียดมันชัดเจนหมดเลย สัตว์ที่พระพุทธเจ้าให้กินได้มี 2 อย่าง 1 สัตว์มันตายเอง 2 เดนสัตว์กิน พระพุทธเจ้าไม่ให้กินเนื้อสัตว์อย่างอื่นเพราะมันผูกพยาบาทได้ หากว่าสัตว์มันไปเองมันไม่เอาแล้วร่างนั้นมันก็เป็นเนื้อบังสกุล ไม่ได้ผูกเวร หรือเดนสัตว์กิน มันก็มีวิบากของมัน มันก็ทิ้งแล้ว ประเด็นที่เป็นโทษมากคือผูกเวรกับสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่ให้ฉันเพราะว่ามันจะผูกเวร แต่ปวัตตมังสะก็กินได้ท่านไม่ได้ห้ามอย่างกีดกั้น แต่ว่า ถ้าไม่ใช่ 2 อย่างนี้ แต่ถ้าพระพุทธเจ้าให้กินเนื้อสัตว์ได้จะไปแบ่ง 2 ข้อมีไว้ทำไม แค่ว่าประเด็น 2 ข้อนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้กินเนื้อสัตว์ กินแล้วมันจะผูกเวร สัตว์ทุกตัวมันยึดถือเนื้อหนังมังสามันเป็นตัวกูของกู หากไปกินมันมันก็ผูกเวร ท่านใดห้ามไว้แล้วเพราะว่ามันเป็นบาปเป็นภัย ติดบาป ในสิคาลวรรค ก็ว่าไว้

ตอนนี้ใกล้จะถึงเทศกาลกินเจกัน ไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ยังดีปีหนึ่งไม่กินเนื้อสัตว์กัน 9 วัน ก็หากไม่กินตลอดชีวิตจะไม่ดีกว่าหรือ แค่นี้คิดไม่ออกหรือ คนมองแง่สุขภาพก็ตาม โดยเฉพาะเรื่อง เวรภัย หากเข้าใจชัดอย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ในศาสนาพุทธชัดเจน หนึ่งสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ 2 สอนไม่ให้ค้าขายทั้งสัตว์เป็นและเนื้อสัตว์ แค่ 2 ข้อนี้หากชาวพุทธปฏิบัติกันจริง ก็ไปหาเนื้อสัตว์มากินไม่ได้แล้ว นอกจากปวัตตมังสะ 1.ไม่ฆ่า 2.ไม่ค้าไม่ขาย ชาวพุทธทุกคนไม่ค้าขายสิ่งเหล่านี้ ก็ต้องไปซื้อมาจากศาสนิกชนของศาสนาอื่น แล้วเมืองไทยคนไทย 95% เป็นชาวพุทธ สมมุติว่า 95% นี้ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ซื้อขายเนื้อสัตว์กันเลย ว่าเป็นมังสวณิชชา ก็ไม่ขาย เป็นบาป แต่เขาไม่ได้ใส่ใจศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ศึกษายังแย้งเลย เถรวาทเมืองไทยทั้งชาวพุทธแม้จะเป็นนักบวชก็กินเนื้อสัตว์ สมณะเดินดินว่า...ในหมู่บ้านต่างๆชาวพุทธก็มีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์หากไม่ฆ่าสัตว์ไม่ค้าขายก็ไม่กินเนื้อสัตว์กันแล้ว พ่อครูว่า...ก็ต้องเก็บเอาปวัตตมังสะ ก็จะพอกินหรือ กี่ปีจะได้กิน แล้วจะอยู่รอดหรือ เรื่องนี้อาตมามาบวช ก็ชัดเจนในเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์ตั้งแต่เป็นฆราวาสตั้งแต่รู้ตัว หากไม่รู้ตัวก็กินอยู่ กินเนื้อสัตว์มา แต่พอรู้ตัวก็เลิก ไม่มีใครบอกให้เลิกหรอกนะแต่ อาตมาเลิกได้เอง คนไม่กินเนื้อสัตว์หรอกโดยเฉพาะศาสนาพุทธไม่ได้พาให้กินเนื้อสัตว์ แต่เมืองไทยนั้นได้เสื่อมไปจนไกลจากที่พระพุทธเจ้า อาตมาพูดตั้งแต่ก่อนบวช จนมาบวช แล้วพาทำมาตลอดก็ได้แค่นี้แหละ ได้แต่คนที่แสวงหาสัจธรรมเท่านี้ อาตมาก็ขออธิบายต่อไปว่า ...สัตว์เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ท่องไปเถิด เป็นนกแก้วนกขุนทอง พูดกันแจ้วๆๆ สัตว์เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย สัตว์ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสัตว์ ได้จิตนิยามมา ทุกตัว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ในศีลข้อ1 ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะวางศาสตรา มีความละอายมีความเอ็นดูมีความกรุณาหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์ที่มีจิตนิยามแล้วเราก็ต้องหวังประโยชน์เพื่อสัตว์เหล่านี้ สัตว์ที่ได้จิตนิยามเป็นสัตว์เซลล์เดียวเป็นต้นไป ก็อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ในอนาคต สัตว์ทั้งปวงให้ไปดีเถิดดำเนินตัวเองไปตามวิบาก แต่เขาอาจได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ คุณไปรีบฆ่าเขา ไม่ว่าจะสัตว์กี่เซลล์ก็จะไปตามวิบาก จนกว่าจะบรรลุนิพพาน จนกว่าจะหมดวิบากกุศล จบ บุญจบแล้วก็จบกัน บุญคือพลังงานที่ชำระบาป อกุศล พอหน้าที่ชำระบาปหาย บุญก็ไม่เหลือ ก็หาย เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ หากว่าคนเข้าใจที่อาตมาพูด ก็จะรู้ว่าบุญมีหน้าที่แค่กำจัดบาป สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ บุญไม่มีหน้าที่สร้างกุศล หากเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ เข้าใจการฆ่าสัตว์ไม่ได้ เรียนรู้ศาสนาพุทธไปก็ไม่มีการได้ชำระกิเลส เพราะเขาเข้าใจว่า การฆ่าสัตว์เป็นเรื่องสามัญไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่อาตมาเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ หากคุณฆ่าสัตว์อยู่ กิเลสจะไม่หมดจากสันดาน คุณทำบุญก็ไม่บรรลุนิพพาน ไม่ว่าจะกินหรือฆ่าสัตว์ คนนี่ ฆ่าเพราะว่าเอามากินเป็นหลัก การขายก็ขายให้ไปกินสัตว์นั้นแหละ ฆ่าสัตว์เขาก็ฆ่าเพราะเอามากินเป็นหลัก เหตุอื่นมีน้อย 601016_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจน ตอน2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน