วิธีจบนิยาม 5 จบนิยายของตนอย่างนิรันดร.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิธีจบนิยาม 5 จบนิยายของตนอย่างนิรันดร ทีนี้นิยาม 5 ถ้าคนที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่เข้าใจนิยาม 5 นี้ ทำนิพพานไม่ได้ นิพพานเป็นก็คือพีชะ นิพพานตายก็คืออุตุ นิพพานเป็นคือ นิพพานแล้ว จิตเราไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ไม่ทำบาปอีกแล้ว เป็นคนดีๆๆ คุณจะยังไม่แยกธาตุตัวเองเป็นอุตุ เป็นดินน้ำไฟลม คุณจะเกิดอีกกี่ชาติก็อีกเป็นล้านชาติมันก็ไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นโทษเป็นแต่ประโยชน์ จึงเป็นหลักประกันสูงสุดเลยในความรู้และความจริงอันนี้ คุณจะอยู่อย่างพีชะ ก็อยู่ไปเลยเพราะคุณไม่ทำสิ่งที่เป็นพิษภัยกับใคร มันเป็นตัวเอง รักษาตัวรอดเป็นยอดเดี่ยว ใครมาทำลายจนไม่เต็มเต็งสักวันก็เสริมหรือสักวันพัฒนาจาก พีชะ ก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉานสัตว์เซลล์เดียว เป็นพัฒนาการของธรรมชาติ ธรรมดา ยิ่งได้รับคำสอนจากผู้รู้ก็จะพัฒนาการก้าวหน้าได้เร็ว เพราะมีวิธีการ มีทฤษฎี มีแบบอย่างที่สอนให้มีระเบียบ ที่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ อันนี้แหละลึกซึ้ง ลัดไปลัดมาๆ นี่ช้า เป็นระเบียบอย่างละเอียดลึกซึ้งเป็นลำดับไปอย่างเรียงแถว อันนี้มันจบในตัวๆ ไม่ต้องวกวนทำซ้ำเก็บละเอียดไม่ต้อ มันทำทีเดียวจบเลย ถ้าวกวนไปมามันจะช้าเสียเวลา พวกวิตกจริตจึงวนเวียนซ้ำซากกว่าจะจบ 80 อสงไขย ศรัทธาก็ยังยาวนาน ไม่มีปัญญารู้ละเอียดลออ ถ้ามีปัญญารู้ละเอียดลออก็เร็วที่สุด ไม่ใช่พระพุทธเจ้ามาชมเชยตัวเอง แต่มันเป็นสัจธรรม แม้เราจะเป็นตระกูลศรัทธา เราก็ต้องมาใช้ตระกูลปัญญา จนกระทั่งคุณจะเปลี่ยนตระกูลจากศรัทธามาเป็นปัญญาก็ได้ เปลี่ยนได้แต่นานหน่อย ถ้าอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยน คุณก็เอาที่เปลี่ยนตะกูลก่อนจะจบปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่คุณจะไม่เปลี่ยนตระกูลคุณเป็นศรัทธาตระกูล คุณก็ปรินิพพานได้มันก็จบเหมือนกัน หรือเป็นผู้หญิง อยากจะเปลี่ยนตระกูลมาเป็นผู้ชายก็ได้ แต่ถ้าคุณ
อ่านต่อ
ไม่เปลี่ยนก็ปรินิพพานปริโยสานได้ อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร แต่โพธิสัตว์นี้ต้องเรียนรู้หมด เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย เป็นพีชะ เป็นสัตว์ เป็นจิตเรียนหมด โพธิสัตว์เรียนรู้ครบรอบหมดจึงจะมาบอกคนอื่นได้ครบ ที่พูดนี้เป็นโพธิสัตว์จริงไม่ได้เอาคำคนอื่นมาพูด เอาความรู้ของตัวเองเอามาอธิบาย อาตมาจะอธิบายโดยไม่มีอะไรมาอธิบายมันก็เละเทะ เลอะเทอะ คนฟังก็จะรู้เองว่าเป็นการสับสนวนเวียนวุ่นวาย แต่นี้มันเป็นระบบมันเป็นระเบียบ หมุนรอบเชิงซ้อนที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่พูดนี่ไม่อยากชมตัวเอง พูดไปเดี๋ยวกลายเป็นชมตัวเองมากไป พระพุทธเจ้าสรุปลงที่กรรม กัมมสัทธา (เชื่อกรรมเป็นเหตุ) วิปากสัทธา (เชื่อผลวิบากของกรรม) & กัมมัสสกตาสัทธา (เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็น สมบัติแท้ของตน กรรมเป็นพระเจ้าบันดาลแท้) ตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อความตรัสรู้ของตถาคต) (ข้อ 4 มีใน พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 4)
กัมมุนาวัตตติโลโก กัมมังสัตเตวิภัชชติ กัมมุนาวัตตติโลโก คุณก็วนเวียนอยู่ในกรรมในวัฏฏะ คุณก็วนเวียนเกี่ยวกับการไม่รู้จักออก ถ้ามา กัมมังสัตเตวิภัชชติ มาเรียนรู้การแยกกรรม เอกังสะก็ไม่แยก วิภัชชะ ก็แยกออก เทวนิยมเป็นเอกังสะไม่แยก ส่วนอเทวนิยมทำการแยก เราเลิกคู่ทำแชมป์ไปทีละคู่ ตัวไหนชนะก็เป็นตัวที่เป็นแชมป์ เราก็ไปรู้ตัวเก่งของรองแชมป์ในมหาจักรวาลนี้ก็คัดแชมป์ที่สูงสุดได้ก็ได้แชมป์จริง ที่พูดไปเหมือนเล่นลิ้น แต่ต้องเรียนรู้และทำอย่างนี้จริงๆ อาตมาเอามาสอนเอามาทำมันเป็นเรื่องโลกุตระที่แสนละเอียดลึกซึ้งยาก แล้วมันก็ทวนกระแสของโลกีย์เขาจริงๆ แล้วช่วยโลกีย์เขาจริงๆ เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเราช่วยเขา มันไม่ง่ายมันยาก 50 ปีได้มาแค่นี้ แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าพวกนี้มันเป็นสัจจะ สัจจังเวอมตาวาจา เป็นสัจจะที่ไม่มีตายหรอก เป็นเรื่องไปได้เรื่อยๆ อมตะ จะเป็นจริงไปได้เรื่อยๆ ในยุคกลียุคก็ได้ประมาณหนึ่ง ขนาดหนึ่งซึ่งมันห้ามไม่ได้ เป็นตถตา มันจะต้องเป็นเช่นนี้ มันจะเกิดจะเป็น มันต้องขนาดนี้ แล้วก็ได้อย่างนี้ อาตมาก็ต้องพยายาม สู่แดนธรรม...นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ พ่อท่านถามถึง ผานิตผิชิดมด ฤ จะอดบ่อาจจะมี แม่เหล็ก ฤ เหล็กดี อยะยั่วก็พัวก็พัน พื้นภพอำเภอภพ ก็ประสพเสมอสวรรค์ อยู่ชั่วนิรันดร์กัลป์ อวสานประมานประเมิน ... อิลราชคำฉันท์ "ผัน สาลักษณ์" นิมนต์พ่อท่านอธิบายให้หน่อยครับ... พ่อครูว่า...คือน้ำตาลกับมด มดเจอน้ำตาลก็อดไม่ได้หรอกมดมันติดน้ำตาล แม่เหล็กกับเหล็กมันก็ต้องดูดกัน จับเป็นก้อนแน่นเลย พื้นภิภพมันก็จะมารวมตัวกันจับกลุ่มกันโตขึ้นมากขึ้นๆไม่มีจบไม่มีหยุด จนกระทั่งถึงที่สุดก็ระเบิดเหมือน Bigbang อะไรก็ตามเมื่อรวมกันสักวันหนึ่งก็มีระเบิดแตก มันก็มีแต่รวมตัวกับแตกตัว ในธรรมชาติทุกอย่างก็มีรวมตัวกับแตกตัวเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นในพลังงานในสเปซในอวกาศต่างๆมีอะไรรวมตัวกัน จนกระทั่งเป็นสสารพลังงานมารวมตัวกันเข้า ก็เป็นเนบิวลา เป็นก้อนรวม พอรวมเสร็จใหญ่จนกระทั่งไม่มีอะไรดูดดึงได้มันก็ระเบิดแตกออกไปอีกเรียกว่าบิกแบง เป็นธรรมดาธรรมชาติ แม้ว่าจิตวิญญาณก็เช่นเดียวกัน อยู่ชั่วนิรันดร์กัลป์ อวสานประมานประเมิน มันมีอย่างนี้ตลอดกาลนานใดก็เป็นอย่างนี้ สู่แดนธรรม...บทนี้พ่อท่านอธิบายถึงมูลสูตรจบพอดี มีคำถามของเด็กหญิงใสกลางเพ็ญ...ท่านแด่ธรรมเคยเทศน์ว่าร่างกายเรายืมมา ขอถามหลวงปู่ว่าใครให้ยืมร่างกายเรามาคะ พ่อครูว่า...ท่านแด่ธรรมไปตอบเองนะ หาเรื่องผูกปัญหาให้ ด.ญ.ใสกลางเพ็ญมาถาม นี่ก็ศึกษาถามปัญหาจัง อายุ 9 ขวบแล้ว สู่แดนธรรม...ถ้าในโลกมันดึงดูดให้ชิดใกล้น้ำตาลแล้วอดใจไม่ไหว ในมูลสูตรจะมีคำอธิบายไว้อย่างไรบ้างครับ พ่อครูว่า..สามารถเรียนรู้ว่าถ้าเราจมอยู่ในอัตภาพ มันก็จะวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารไม่รู้จักจบ แล้วก็อยู่กับวิบาก ด๊ชั่ว ชั่วดี วนเวียนกัน สมบัติผลัดกันชม แย่งกันไปแย่งกันมาแย่งกันมาแย่งกันไปเป็นวิบาก สรุปง่ายๆขออธิบายว่า เรากับวัวตัวหนึ่ง ฆ่ากัน เสร็จแล้วมันก็ฆ่ากันไปฆ่ากันมา ชาติต่อไปวัวก็มาฆ่าเรา ชาติต่อไปเราก็ไปฆ่าวัว ชาติต่อไปวัวก็มาฆ่าเราอยู่อย่างนี้นับชาติไม่ถ้วน นี่ปลุกอย่างสั้นง่ายว่าไม่เอาวิบากอย่างอื่นมาผสมผสานจนกระทั่งมีอะไรอื่นหันเหพฤติกรรมไปหาจุดนั้นจุดนี้ก็ค่อยบรรเทาลง ถ้ามี 2 ตัวมันฆ่ากันไม่รู้จักจบเลยนะคนละที เพราะฉะนั้นในโลก อยะ มีพลังงานแม่เหล็กดูดมันก็มีผลัก มีรักก็มีชัง มีรวมก็มีแยก มีตายก็มีเป็น อยู่อย่างนี้ตลอดกาล ฉะนั้นถ้าเราไม่พยายามที่จะออกจากวัฏสงสารให้มันสูงสุดเป็นดินน้ำไฟลม คุณก็จะวนอยู่อย่างนี้ นอกจากคนจะมีคำถามไม่รู้จักจบอีกหมดปัญหาหมดคำถามและก็ยังมาถาม ก็แล้วดินน้ำไฟลมมาจับตัวกันอีก จนกระทั่งกลายมาเป็นพีชะ พืชก็กลายเป็นจิต แล้วจากจิตก็หลงวนเวียนอยู่อย่างนั้นอีกนาน กว่าจะได้มาพบสัตบุรุษ ก็แยกมาเป็นอุตุอีก แล้วอุตุก็จับตัวกันอีกจากอุตุก็จับตัวกันเป็นพืช จากพืชก็จับตัวกันไปเป็นสัตว์เป็นมนุษย์ จากมนุษย์ก็ไปแก้แค้นกันเองอีกกี่ชาติ จนกว่าจะมารู้จักโลกุตระธรรม จนกว่าจะแยกธาตุตัวเองเป็นจนกว่าจะไม่รู้เป็นอรหันต์ คุณทำได้แต่เวลาสภาพความเป็นจริงมันนับเวลาไม่ไหวหรอก มันจบแล้ว ที่ว่าจบนั้นก็คือ คุณมีอัตภาพใด คุณก็สั่งสมสัญญา ความเป็นบทบาท ความเป็นกรรมวิบากอะไรไว้ แล้วคุณก็จะวนเวียนกับกรรมวิบากนั้นไป จนกระทั่งคุณสามารถหยุดกรรมวิบากไม่แล้ว จนคุณเรียนรู้การสลายอัตตาได้ คุณก็จบ จบแล้วก็แยกเป็นดินน้ำไฟลมได้แล้ว แล้วคุณยังจะถามว่าดินน้ำไฟลมเดี๋ยวก็มาเป็นพืชะ เดี๋ยวก็มาเป็นจิตอีก เราก็ต้องบอกได้แต่ว่าถ้าอย่างนั้นคุณก็จะต้องเรียนรู้ความไม่จบ กันอยู่ตลอดกาลนาน เพราะคุณเล่นอธิบายเอาจะเอา กาละที่ไหนมานับ ถ้าคุณเป็นธาตุของดินน้ำไฟลม ถ้าจะอธิบายให้แหลกราญเลยนะ อยู่ในโลก คุณเกิดตายไปจนกว่าโลกลูกนี้จะแตก คุณก็จะวนเวียนเป็นอุตุ เป็นจิตนิยาม อยู่ในโลกลูกนี้อีกนาน ที่สุดโลกลูกนี้ก็แตก คุณก็แยกธาตุจากที่มันจะอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ ธาตุที่คุณแยกได้เป็นอุตุ เอาตกจบนะ แล้ว อุตุ ก็จะล่องลอยไปในอวกาศกลัวจะไปถูกดูดไปเป็นเศษตัว กว่าจะเป็นอุกกาบาต กว่าจะเป็นตัวที่จะดูดได้แรงเข้าไปอยู่เป็นมวลของอุกกาบาตใหญ่ โลกลูกน้อย กว่าจะไปเป็นโลกลูกใหญ่ กว่าจะไปเป็นอะไรต่ออะไร จนกว่าจะมีฤทธิ์ของตัวเอง กลายเป็นดาวฤกษ์ คุณนับไม่หวาดไม่ไหวหรอก นับกาลเวลาไม่ไหว แล้วกว่าจะไปเป็นโลกแล้วพัฒนาตัวเองไปเป็นมีน้ำ มีเซลล์ มีชีวะเกิดอีก ล้านๆๆๆๆๆๆ ปี แล้วคุณจะไปนับทำไม จึงเป็นนิรันตระ มันไม่มีช่องว่างให้เลือกเลยว่า คุณจะไปเกิดตรงไหน สมมุติว่า นิอัตระ ระหว่าง ล้านปี ยาวนาน คุณต้องมาเลือกเกิดตรงกลาง คุณจะได้สั้นลงไปครึ่งนึง แต่ถ้าคุณไม่เลิกเกิดตรงกลาง คุณไปเกิดตรงปลาย ก็จะต้องเล่นเต็มตัวเลยยาวนาน ฉะนั้นคนฉลาดก็มาเอาตรงกลาง ได้สั้นไปครึ่งหนึ่งเลย นี่ก็พยายามอธิบายไปจนเมื่อยแล้วนะ ซึ่งมันเกินที่เราจะคิดแล้ว สรุปแล้ว เศษดินน้ำไฟลม มันไม่เหลือความจำ มันไม่มีแล้วสัญญาความจำ มันกลายเป็นพลังงานแล้ว พลังงานดินน้ำไฟลม เพราะฉะนั้นเมื่อมันไม่เหลือความจำ พลังงานเหล่านั้นก็ไม่ก่อตัวเป็นสภาพที่จะต้องเป็นตัวกูของกูอีกต่อไป กว่ามันจะพัฒนาโดยธรรมชาติเป็นอัตตาตัวกูของกูมันนับล้านๆๆๆ ปี คุณจะไปนับอยู่ทำไม คุณเป็นดินน้ำไฟลมไปให้สูงสุดแล้วก็จบแล้วนี่ ถ้ามันจะเป็นอีก มันไม่มีความจำ ไม่มีตัวคุณหรอก สัญญาของคุณ มันไม่เหลือแล้วมันก็เป็นตัวใหม่อีก อันนี้แหละคือการไม่มีตัวคุณอีก แล้วหมดตัวเก่า มันจับตัวกันอีกก็เป็นตัวใหม่ สัญญาของคุณจะไปจับตัวเป็นตัวเดิมอีก มันจะเป็นไปได้ยังไง สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน...หมดสัญญาเก่าๆแล้ว มันมาได้ครึ่งทางใช่ไหม พ่อครูว่า...มันแตกแท่งอัตตา ที่มันมีสัญญาของตัวใครตัวมัน มันจะมีตัวกูของกูเป็นสัญญาเป็นคลังสมบัติของตัว พอมันแตกอัตตา ไปเป็นดินน้ำไฟลมแล้วสัญญาคลังสมบัติ มันไม่มีแล้วนี่ มันเป็นดินน้ำไฟลมไปแล้ว ตัวดินน้ำไฟลม พลังงานจะจับตัวกว่าจะไปเป็นพืชกว่าจะไปเป็นจิตอีกโดยธรรมชาติของมัน ก็ตัวอัตตามันไม่มีแล้ว กว่าจะไปเป็นได้อีก คุณไม่ต้องนับเวลาหรอก เป็นล้านล้านล้านปีแล้วจะไปคิดทำไม แล้วมันก็ไม่เหลือแล้วสัญญาของคุณ กรรมวิบากของคุณมันก็ไม่เหลือแล้ว มันก็เป็นอันใหม่ไปหมดแล้ว ก็ช่างมันปะไร ก็ตัวคุณไม่เหลือแล้ว แล้วคุณยังจะมา เอาของฉันคืนมา มันไม่ใช่ มันสลายแล้วคลังความจำนี้ สัญญานี่แหละเป็นสภาพความจำ ของใครของมัน เริ่มต้นเป็นสัตว์เดรัจฉานก็จะมีความจำที่เป็นตัวกูของกู อีกยาวนานจนกว่าคุณจะมาเจอสัตบุรุษ จนกว่าจะมารู้จักความจริง แยกธาตุอย่างนี้เหรอ แยกแต่เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย และกว่าดินน้ำไฟลมจะเป็นอะไรอีก คุณไม่ต้องนับเวลาเลย และมันก็ไม่เป็นตัวเก่าแล้วอัตตามันก็หาย ตัวเราของเราไม่มีสัญญาของเราก็ไม่มีตัวเราก็ไม่เหลือ ดินน้ำไฟลมมันหมดไปแล้ว นิทาน สมุทัย ปัจจัย นิทาน เรื่องราวที่เราก่อด้วยเหตุปัจจัยมาตลอดมันหมดเรื่องแล้ว จบนิยายของเราตลอดนิรันดร จบนิทานของเราตลอดนิรันดร ไม่มีตัวเรา ไม่มีนิทานของเรา ไม่มีเรื่องราวของเรา ไม่มีนิยายของเรา อาตมาเกิดมาไม่เสียสภาพของการเกิดมาเป็นโพธิรักษ์ แล้วก็ยังมุ่งมั่นที่จะดำเนินไปสู่ที่สุดแห่งที่สุดแห่งการเป็นธาตุรู้เป็นมนุษยชาติ สูงสุดที่ท่านบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ถึงองค์ใดองค์หนึ่ง ไปถึงวันนั้นอาตมาจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ตั้งใจที่จะเป็น ในที่สุดอาตมาเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะแล้ว มีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากันกับพระพุทธเจ้า อาตมาอาจจะไปตัดสินใจตรงนั้นว่า เมื่อย จะไปเอาคำลุงจำลองบอกว่า เมื่อยก็ไม่เมื่อย เหนื่อยก็ไม่เหนื่อย เราไล่ไปเรื่อยๆเราไม่เมื่อยเราไม่เหนื่อย ก็ไม่ได้ ก็ทำงานมาเป็นโพธิสัตว์พากเพียรสั่งสมความเป็นความมี สั่งสมการงาน สั่งสมความรู้สั่งสมความจริง จนมีสัมมาสัมโพธิญาณสุดยอดแล้ว เท่ากันกับสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นแต่เพียงปัจเจกสัมมาสัมพุทธะองค์นั้น ท่านได้เป็นของตนเท่านั้น ท่านไม่ประกาศศาสนาพุทธลงไปในโลก แล้วท่านก็ปรินิพพาน ปรินิพพานเป็นปริโยสานเด็ดขาดได้แน่นอน ท่านก็ไม่ประกาศศาสนา ถ้าประกาศท่านก็ขึ้นทำเนียบเป็นพระพุทธเจ้าองค์เท่านี้ในกัปนี้ ขึ้นทะเบียนไว้ แต่นี่ อาตมาเคยอธิบายเอาไว้แล้ว พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธะองค์นี้ ไม่ประกาศตัวตน ไม่มีตัวตนยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงกว่านั้นอีก เห็นมุมเหลี่ยมไหม มิติที่ พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมายคือ ไม่มีตัวตนยิ่งกว่า งานก็ทำมาเหมือนกันหมดนั่นแหละ สอนธรรมะค้นคว้ารู้อีกเพิ่มแล้วสั่งสอน ความรู้ความมีความเป็นมาอีก จนกระทั่งถึงเท่ากันกับพระพุทธเจ้าสัมมาสัมพุทธเจ้า สัพพัญญุตญาณเท่ากัน แต่ไม่ประกาศศาสนาเป็นของตน บ้ายบาย นิพพานปริโยสานเลิก แยกธาตุเป็นดินน้ำเป็นลม เป็นชาติสุดท้ายแยกจบ ท่านก็ไม่ชื่อว่าท่านเป็นเจ้าของศาสนาพุทธองค์ใดองค์หนึ่ง ไม่ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง นี่คือประเด็นธรรมะพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง คือขึ้นทำเนียบพระพุทธเจ้า ในโลก ให้มนุษย์ได้รู้ร่วมว่าท่านเป็นเจ้าของศาสนาพุทธ 1 สมัย แล้วคนจะไปดันทุรังว่า ทำไมท่านต้องอยู่สมัยเดียว ทำไมไม่อยู่ต่อ เพราะท่านเป็นประโยชน์ ก็ขนาดเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยังไม่ประกาศเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเลย เพราะมันเมื่อยมันเหนื่อย ไม่ประกาศว่าเราก็เกิดมาในยุคนี้ในกาละนี้ เราก็เป็นหนึ่งเหมือนกันนะ ในมหาจักรวาลก็หมุนเป็นการเคลื่อนที่ไปหมด นั่นคือ “กาละ” เราก็เป็นชีวะอันหนึ่ง เป็นอัตภาพจนกระทั่งพัฒนาตัวเองเจริญไปเป็นสุดยอดมนุษย์ เป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็สลายเป็นดินน้ำไฟลมไป นี่คือวิธีการของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ ส่วนเทวนิยมนั้นแยกธาตุไม่ออก แล้วเขาก็สมมุติว่า องค์นี้เที่ยง องค์นี้อยู่เป็นเจ้าแห่งความสุขแห่งสรรพสิ่งทุกอย่าง แล้วเขาก็บอกว่าพระเจ้าสร้างทุกอย่าง สร้างจักรวาล สร้างเนบิวล่า สร้างอะไรที่มันเกิด พระเจ้าเป็นผู้สร้างหมด พระเจ้าเป็นเจ้าของหมดเลย เป็นต้นธาตุต้นธรรมต้นตอของทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพมหาจักรวาลนี้ เขาก็ว่าอย่างนั้น แล้วชีวะกับดินน้ำไฟลม อะไรมันเกิดก่อนกัน คุณว่าชีวะกับดินน้ำไฟลมอะไรมันเกิดก่อนกัน ...ดินน้ำไฟลม พวกคุณเก่งนะ ไม่ใช่ชีวะเกิดก่อน ก็ชีวะของพระเจ้าเกิดก่อนแล้วท่านก็มาสร้างดินน้ำไฟลม มันก็เป็นความรู้ทางเทวะ ที่เป็นผู้สร้างดินน้ำไฟลม ภูเขา แม่น้ำ สร้างอะไรต่ออะไรขึ้นมา สร้างโลกแต่ละลูก แล้วก็สร้างสัตว์โลกขึ้นมา ก็แล้วแต่ใครจะยึดอันไหนเอาอย่างไร อันนี้มันก็เป็นเรื่องของจิตวิญญาณของแต่ละคน ที่มันชอบ เราชอบเป็นเทวะ ชอบอย่างอเทวะ หรือชอบอย่างพุทธก็แล้วแต่คน อาตมาว่าอาตมาจะอยู่นิรันดรได้ แล้วจะอยู่ไปให้เมื่อยทำไม มันมีความเบื่อหน่าย มันมีความเบื่อความหน่าย ก็พอแล้ว แต่คุณคิดโดยไม่รู้ความจริงว่า แม้แต่ความเมื่อยความเหนื่อยความหมาย คุณก็ไม่รู้ความจริงว่าพระเจ้าทำให้ไม่รู้จักความเบื่อความนายความเมื่อย คุณไม่ศึกษาว่ามันมีผลักกับมีดูด เบื่อหน่ายคลายก็คือการสละแยกเลิกออกไปเลย คุณก็รู้จักดูดจนกระทั่งได้สูงสุดเป็นพระเจ้าใหญ่เลยดูดไม่มีการปล่อยเลย ดูดเป็นเจ้าของความดูด คุณก็เลยเป็นเจ้าของอัตตา จนกระทั่งเป็นปรมาตมันเป็นอาตมัน คุณก็นึกว่าคุณเป็นอย่างนั้นจะเป็นผู้บัญชา เป็นผู้บงการ เป็นผู้สร้าง ยิ่งกว่านิรันดร ไม่มีอะไรเป็นช่องว่างเลย ไม่มีอะไรอยู่ในระหว่างเลยยิ่งกว่านั้นอีก ยิ่งกว่า นิระ กับ อันตระ นิระ ก็คือ มันไม่มีอยู่ที่ไหนในสิ่งนี้ ที่ว่านี้คือกาละ ไม่มีอะไรอยู่ไหน กาละนี้ ความจริงมันคือปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่มีอะไรอยู่ในระหว่างนี้เลย ไม่มีกรรม ไม่มีอัตตา ไม่มีอะไรแล้วเป็นเฉพาะตัวรู้คือธาตุวิญญาณมันไม่มีแล้ว แต่คุณไม่สามารถที่จะเข้าใจอันนี้ได้ เมื่อเข้าใจไม่ได้ เขาก็ไม่สามารถที่จะจัดการอันนี้ ผู้ที่สามารถรู้อันนี้แล้วจัดการอันนี้ได้ก็จัดการแล้วก็เลิก เพราะฉะนั้นเราก็มีที่จบแห่งสิ่งที่จะจบเป็นขั้นตอนไป พระโสดาบันก็จบขนาด 1 สกิทาคามีจบขนาด 1 พระอนาคามีจบขนาด 1 พระอรหันต์จบขนาด 1 แม้แต่พระอรหันต์ก็จบเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้แยกเป็นดินน้ำไฟลมก็จบ แต่คุณยังไม่พอใจคุณอยากจะรู้ว่ามนุษย์มันสูงมันเจริญมันมีประโยชน์มีคุณค่ามีอะไรกับสิ่งอื่นๆอีก มันก็เป็นคุณค่าประโยชน์ดีนะ ก็บำเพ็ญเป็นโพธิสัตว์ต่อ อรหันต์เบื้องต้น แยกธาตุ เป็นปริโยสานได้ แต่คุณจะต่อ ก็เป็นโพธิสัตว์ต่ออีกเหมือนกับอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ลงทุนมาเยอะแล้ว จะทิ้งก็เสียดาย ถ้าปาง 7 จะมาพูดอย่างอาตมาได้ ถ้าต่ำกว่านั้นจะมาแยกแยะอย่างที่อาตมาแยกแยะและพูดให้ฟังนี้ไม่ได้หรอก ปาง 5 นี้แตกขยาย ปางคู่มันรวม ปางคี่มันขยาย คี่ก็คือคลี่ออกๆ คี่แล้วก็คลี่ขยายออก คลี่กระจาย สู่แดนธรรมว่า...ที่พ่อครูบอกว่าบำเพ็ญมานาน จะทิ้งก็เสียดาย คนบอกว่ายังยึดมั่นถือมั่นอยู่ พ่อครูว่า..จะพูดอย่างนี้ก้ได้ คุณจะตัดแค่นี้คุณก็ทำสิ แต่คุณพูดคุณทำได้หรือยัง คุณจะจบหรือยัง หรือคุณเอากำปั้นมาทุบหัวอาตมาเล่นๆ อาตมาเคยคิดเคยทำอย่างคุณมา เคยซัดคนอื่นมาแล้ว ไม่มีปัญหา
640426_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิธีจบนิยาม 5 จบนิยายของตนอย่างนิรันดร