สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน นั่งหลับตาสมาธิไม่มีเครื่องขัดเกลา(สัลเลขสูตร).docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน นั่งหลับตาสมาธิไม่มีเครื่องขัดเกลา(สัลเลขสูตร) อาตมาจะขยายยืนยัน อีกอัน อย่างการนั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีผัสสะ ไม่มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ แนวธรรมะของพระพุทธเจ้า สำคัญอีกอันหนึ่ง จะต้องสัลเลขธรรม ต้องมีเครื่องขัดเกลา พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ สัลเลขสูตร ล.12 ข้อ 100 แต่จะเริ่มข้อ 101 นั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีการขัดเกลา การขัดเกลา จะมีปฏิกิริยาไปๆมาๆ เกิดผลบ้าง ไม่เกิดผลบ้าง แพ้บ้างชนะบ้าง จะต้องมีเหตุปัจจัยพร้อม [101] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรจุนทะ ทิฏฐิเหล่านี้มีหลายประการ ประกอบด้วย การกล่าวปรารภอัตตาบ้าง ประกอบด้วย การกล่าวปรารภโลกบ้าง ย่อมเกิดขึ้นในโลก ก็ทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ใด นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ใด และท่องเที่ยวอยู่ในอารมณ์ใด เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นอารมณ์นั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นมิใช่ของเรา เรามิใช่นั่น นั่นมิใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ การละทิฏฐิเหล่านั้น การสละคืนทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมมีได้ด้วยอุบายอย่างนี้. รูปฌาน 4 [102] ดูกรจุนทะ ก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือปฐมฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา(สัลเลขะ) ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ในอัตภาพนี้ (ทิฏฐธรรมสุขวิหาร) ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธ
อ่านต่อ
ิอยู่ ภิกษุนั้น จะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ ทุติยฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะ ทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ภิกษุนั้น จะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ ตติยฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัส ในก่อนเสียได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรม เครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือจตุตถฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ [103] ดูกรจุนทะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุดเพราะก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่มนสิการนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวงอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ อากาสานัญจายตนฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงล่วงอากาสานัญจายตนฌาน เสียโดยประการทั้งปวง แล้วมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌานอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรม เครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ วิญญาณัญจายตนฌาน นี้เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง แล้วมนสิการว่า ไม่มีอะไรเหลือสักน้อยหนึ่ง พึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌานอยู่ ภิกษุนั้น จะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรม เครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ อากิญจัญญายตนฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะ ที่จะมีได้แลที่ ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงล่วงอากิญจัญญายตนฌาน เสียโดยประการทั้งปวง แล้วพึงบรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ ภิกษุนั้นพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ
พ่อครูว่า...สรุปแล้วว่า การนั่งหลับตาทำสมาธิ ไม่ใช่เครื่องขัดเกลา (สัลเลขธรรม)เลย มีแต่เครื่องอยู่สุข แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสต่อ ว่าด้วยธรรมเครื่องขัดเกลา [104] ดูกรจุนทะ เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลากิเลส ในข้อเหล่านี้แล คือ เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียนกัน ในข้อนี้เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกัน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการฆ่าสัตว์. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ลักทรัพย์ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการลักทรัพย์. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเสพเมถุนธรรม ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักประพฤติพรหมจรรย์. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวเท็จ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวเท็จ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักกล่าวส่อเสียด ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวส่อเสียด. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักกล่าวคำหยาบ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวคำหยาบ. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักกล่าวคำเพ้อเจ้อ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวเพ้อเจ้อ. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีวิจิกิจฉา ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักห้ามพ้นจากวิจิกิจฉา. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีความโกรธ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีความโกรธ. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักผูกโกรธไว้ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่ผูกโกรธไว้. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักลบหลู่คุณท่าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่ลบหลู่คุณท่าน. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักยกตนเทียมท่าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่ยกตนเทียมท่าน. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีความริษยา ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีความริษยา. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีความตระหนี่ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีความตระหนี่. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักโอ้อวด ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่โอ้อวด. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีมารยา ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีมารยา. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักดื้อด้าน ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่ดื้อด้าน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักดูหมิ่นท่าน ในข้อนี้เราทั้งหลายจัก ไม่ดูหมิ่นท่าน. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ว่ายาก ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ว่าง่าย. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีมิตรชั่ว ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักมีกัลยาณมิตร. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นคนประมาท ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นคนไม่ประมาท. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นคนไม่มีศรัทธา ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นคนมีศรัทธา (พ่อครูพูดถึง อาหารสู่วิชชา วิมุติ) 1.การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2.การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3.ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)
เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักไม่มีหิริ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้มีหิริในใจ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักไม่มีโอตตัปปะ ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้มีสุตะน้อย ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้มีสุตะมาก. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นคนเกียจคร้าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ปรารภความเพียร. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้มีสติหลงลืม ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้มีสติดำรงมั่น. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นคนมีปัญญาทราม ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นคนถึงพร้อมด้วยปัญญา. (เจ็ดอันหลังคือสัทธรรม 7 อยู่ในจรณะ 15 เป็นจิตที่จะเกิดผล จากการปฏิบัติ จรณะ 4 ข้อแรก คือ สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ คือการปฏิบัติที่ไม่ผิด ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาที่ว่า ต้องเกิดจากปฏิบัติองค์ 6 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แล้วปัญญาจะโผล่มา อย่างนั้นไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นสัญญา คือความจำ มีทั้งที่สัมมา มิจฉาฯ จะเอาเรื่องกับมันไม่ได้ ปัญญาต้องเกิดจากองค์ 6 ดำเนิน สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ เกิดจาก มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ในจิตสังขาร จะปฏิสัมพัทธ์ โดยมีโพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 เป็นหลัก มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ประกอบกับ มัคคังคะ เจริญเป็นสัมมาทิฏฐิ ตามลำดับ สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ตั้งแต่เป็นพระโสดาบัน เมื่อปฏิบัติถูกต้อง เป็นสัมมาปฏิบัติ ก็จะเกิดปัญญาใน องค์ 6 ไม่ใช่นั่งหลับตา แล้วปัญญาเกิด แต่จะเกิดจากมรรค ปัญญาจะเกิด ต้องมีการพูด การทำ ไม่ใช่นั่งหลับตาอย่างเดียว ปัญญาต้องมี สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ แล้วปฏิสัมพัทธ์กับ สัมมาสังกัปปะ 7 เป็นกระบวนการ ในการสังเคราะห์สังขารธรรมะ คือ สังกัปปะ 7 สังกัปปะ 7 คือ การสังเคราะห์หรือสังขาร ที่มันทำให้เกิดจิต เป็นฌานพุทธ ถ้าเผื่อว่า ไม่มีการรู้รูปนาม อันนี้เป็นสายปัญญา ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ คือสายปัญญา เมื่อทำการสังเคราะห์แล้วเสร็จ ตักกะ คือเริ่มดำริ ก็จับสักกายะได้ เอามาวิเคราะห์วิจัย เมื่อจับกิเลสได้ ก็ต้องจัดการกิเลส วิธีจัดการ ก็มี เมื่อจัดการกิเลสได้จิตก็ดีขึ้นเป็น วิตักกะ เป็นตัวตักกะที่บริสุทธิ์ (วิสุทธิ) คือวิตักกะ เป็นจิตที่สะอาดแล้วจะออกไปทำงานก็ปราศจากกาม พยาบาท หรือวิหิงสา ไม่มีความคิดนึกของกามหรือพยาบาท แล้วสั่งสมตกผลึกเป็น อัปนา (แน่วแน่) พยัปปนา (แนบแน่น) เจตโสอภินิโรปนา(ปักมั่น) เป็นแกนเจโตปักมั่น ส่วนทางปัญญาก็ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เมื่อสำเร็จบริบูรณ์เป็นรูปกับนาม เป็นสมถะกับวิปัสสนา เป็นวจีสังขาร ตัวนี้ ถ้ายังไม่มีชื่อเรียก แต่มีอาการ เช่นอาหารหวาน มันยังไม่เคยตั้งชื่อ ก็เรียกมันไม่ได้ เป็นวจีสังขาร เป็นปฏิฆสัมผัสโส เราทำทวนไปทวนมาจนสมบูรณ์แล้ วเป็นองค์รวม จับแน่นเป็นสภาพ ที่ไม่ได้ตั้งชื่อไม่มีอธิวจนะ ก็เรียกชื่อไม่ได้ อย่างนี้รสนี้เป็นรสหวาน เรียกเป็นภาษาไทยได้ หรือฝรั่งเรียก sweet ก็เรียกเป็นวจีสังขารได้ จะเอาออกเป็นวจีกรรม ก็เรียกได้ว่านี่คือรสหวาน นี่คือเขียวหรือแดงก็ได้
มาต่อในสัลเลขสูตรว่า… เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นคนเกียจคร้าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ปรารภความเพียร. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้มีสติหลงลืม ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักเป็นผู้มีสติดำรงมั่น. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นคนมีปัญญาทราม ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นคนถึงพร้อมด้วยปัญญา. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นคนลูบคลำทิฏฐิของตน ยึดถืออย่างมั่นคง และสละคืนได้โดยยาก ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่เป็นผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน ไม่ยึดถืออย่างมั่นคง และสละคืนได้โดยง่าย (ยึดได้อย่างแน่น ปล่อยได้อย่างเร็ว) [105] ดูกรจุนทะ เราย่อมกล่าวแม้จิตตุปบาท (ความเกิดขึ้นแห่งจิต) หรือว่า มีอุปการะมาก ในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็จะต้องกล่าวไปไย ในการจัดทำให้สำเร็จ ด้วยกาย ด้วยวาจาเล่า เพราะเหตุนั้นแหละ จุนทะในข้อนี้ เธอทั้งหลายพึงให้จิตเกิดขึ้นว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้เบียดเบียนกัน (พ่อครูว่า อาตมาถือว่า ยังมีการเบียดเบียน เพราะยังทำได้ไม่เนียน มันแข็ง อยากทำให้ได้ดีกว่านี้ แต่ก็ยังไม่ได้) ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกัน.ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน ยึดถืออย่างมั่นคง และสละคืนได้โดยยาก ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่ลูบคลำทิฏฐิของตน ไม่ยึดถืออย่างมั่นคง และสละคืนได้โดยง่าย ว่าด้วยทางหลีกเลี่ยงคนชั่ว [106] ดูกรจุนทะ เปรียบเหมือนทางที่ไม่เรียบ ก็พึงมีทางเส้นอื่นที่เรียบ สำหรับหลีกทาง ที่ไม่ราบเรียบนั้น อนึ่ง เปรียบเหมือนท่าที่ไม่ราบเรียบ ก็พึงมีท่าอื่นที่ราบเรียบ สำหรับหลีกท่าที่ไม่ราบเรียบนั้น ความไม่เบียดเบียน ก็ฉันนั้นแล เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้เบียดเบียน การงดเว้นจากปาณาติบาต เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ฆ่าสัตว์. การงดเว้นจากอทินนาทาน เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ลักทรัพย์. การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้เสพเมถุน. การงดเว้นจากมุสาวาท เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้พูดเท็จ. การงดเว้นจากปิสุณาวาจา เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้กล่าวส่อเสียด. การงดเว้นจากผรุสวาจา เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้กล่าวคำหยาบ. การงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้พูดเพ้อเจ้อ. ความเป็นผู้ไม่เพ่งเล็ง เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มักเพ่งเล็ง. ความไม่พยาบาท เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มีจิตพยาบาท. ความเห็นชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มีความเห็นผิด. ความดำริชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มีความดำริผิด. การกล่าววาจาชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีวาจาผิด. การงานชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มีการงานผิด. การเลี้ยงชีพชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มีอาชีพผิด. ความเพียรชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มีความเพียรผิด. ความระลึกชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มีความระลึกผิด. ความตั้งใจชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ตั้งใจผิด. ความรู้ชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มีความรู้ผิด. วิมุตติชอบ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้มีวิมุตติผิด. ความเป็นผู้ปราศจากถิ่นมิทธะ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลถูกถิ่นมิทธะครอบงำ. ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน. ความเป็นผู้ข้ามพ้นจากความสงสัย เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความสงสัย. ความไม่โกรธ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มักโกรธ. ความไม่เข้าไปผูกโกรธ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้เข้าไปผูกโกรธ. ความไม่ลบหลู่คุณท่าน เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มักลบหลู่คุณท่าน. ความไม่ยกตนเทียมท่าน เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มักยกตนเทียมท่าน. ความไม่ริษยา เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ริษยา. ความไม่ตระหนี่ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ตระหนี่. ความไม่โอ้อวด เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้โอ้อวด. ความไม่มีมารยา เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีมารยา. ความเป็นคนไม่ดื้อด้าน เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ดื้อด้าน. ความไม่ดูหมิ่นท่าน เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ดูหมิ่นท่าน. ความเป็นผู้ว่าง่าย เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ว่ายาก. ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีมิตรชั่ว. ความไม่ประมาท เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ประมาท. ความเชื่อ เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา. ความละอายต่อบาป เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้ไม่มีความละอายต่อบาป. ความสะดุ้งกลัวต่อบาป เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อบาป. ความเป็นพหูสูต เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีการสดับน้อย. การปรารภความเพียร เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้เกียจคร้าน. ความเป็นผู้มีสติดำรงมั่น เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีสติหลงลืม. ความถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีปัญญาทราม. ความเป็นผู้ไม่ลุบคลำทิฏฐิของตน ไม่ยึดถือมั่นคง และบุคคลอื่นให้สละคืนได้โดยง่าย เป็นทางสำหรับ หลีกเลี่ยงบุคคล ผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน ยึดถือมั่นคง และบุคคลอื่น ให้สละคืนได้โดยยาก. [107] ดูกรจุนทะ เปรียบเหมือน อกุศลธรรมทั้งมวล เป็นเหตุให้ถึงความเป็นเบื้องล่าง กุศลธรรมทั้งมวล เป็นเหตุให้ถึงความเป็นเบื้องบน ฉันใด ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นแล ย่อมเป็นธรรมสำหรับ ความเป็นเบื้องบน ของบุคคลผู้เบียดเบียน. สรุปแล้วเอาไว้ก่อน เวลามันหมด วันนี้ ก็สรุปตอนจบเลยว่า [109] ดูกรจุนทะ เหตุแห่งธรรมเครื่องขัดเกลา เราได้แสดงแล้ว เหตุแห่งจิตตุปบาท เราได้แสดงแล้ว เหตุแห่งการหลีกเลี่ยง เราได้แสดงแล้ว เหตุแห่งความเป็นเบื้องบน เราได้แสดงแล้ว เหตุแห่งความดับสนิท เราได้แสดงแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ดูกรจุนทะ กิจอันใดที่ศาสดา ผู้แสวงหาประโยชน์ เอ็นดูอนุเคราะห์ แก่เหล่าสาวกจะพึงทำ กิจนั้นเราทำแก่เธอทั้งหลายแล้ว ดูกรจุนทะ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลาย จงเพ่งพินิจเถิด อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อน ในภายหลังเลย นี้เป็นคำสอนของเรา สำหรับเธอทั้งหลาย ฉะนี้แล. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมหาจุนทะ ชื่นชมยินดี ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล. พระผู้มีพระภาคตรัสบท 44 ทรงแสดงสนธิ 5 พระสูตรนี้ ชื่อสัลเลขสูตร ลุ่มลึก เปรียบด้วยสาคร ฉะนี้. จบ สัลเลขสูตร ที่ 8
พ่อครูว่า การออกสู่ป่าโคนไม้นี้ พระพุทธเจ้าตรัสแบบอนุโลม กับคนที่ยึดติดการออกป่าแบบนั้น ในสมัยนั้น การปฏิบัติธรรมของพุทธนั้น ไม่ต้องออกป่า ก็บรรลุธรรมได้ นอกจากผู้ที่สงสัย ก็ออกไปพิสูจน์ได้ อย่างอาตมา ไม่ถนัดป่า เป็นสายปัญญาโดยตรงของ พระสมณโคดม ปฏิบัติอยู่ในเมือง จึงชัดเจนอันนี้มาก อาตมาปัญญาธิกะแท้ เร็วกว่าสัทธาธิกะ พวกสัทธานุสารี อาตมาปัญญานุสารี จะเร็วกว่าสายศรัทธาสองเท่า เรายังจะเรียนกันต่อไป ก็ขอให้พากเพียรกัน ได้ธรรมะที่สมควรแก่ธรรมกันทุกคน จบ
600124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ว่าด้วยธรรมเครื่องขัดเกลา
https://youtu.be/LdTz4ti4A_g