สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทาน ศีล ภาวนา.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทาน ศีล ภาวนา ในศาสนาพระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้หมด หลักใหญ่ของท่านคือ มรรคมีองค์ 8 ผู้ที่จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ จะต้องมีเบื้องต้น สองขยัก ถ้าปฏิบัติไม่เป็นมรรค มีองค์ 8 ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ธรรมใดวินัยใด ไม่มีมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นทางนี้ทางเดียวเท่านั้น เอเสวมัคโค นัตถัญโย ไม่มีมรรคมีองค์ 8 จะไม่มีอารยะบุคคล 4 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก่อนจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องผ่านด่าน 2 ด่าน ด่านที่หนึ่ง ต้องได้พบแสงอรุณ ถ้ามรรคมีองค์แปด เป็นพระอาทิตย์ เป็นดวงอาทิตย์ จะโผล่ขึ้นมาในโลก คุณต้องพบแสงอรุณก่อน ถึงได้เห็นพระอาทิตย์ ถ้าไม่เห็นแสงอรุณมาก่อน คุณก็จะเห็นพระอาทิตย์ปลอม ไม่มีในโลก จะต้องเห็นแสงอรุณก่อน ถึงจะเห็นพระอาทิตย์ได้ในโลก ต้องรู้สุริยเปยยาลสูตร 7 อย่างนี้ ต้องมีความเข้าใจในแสงอรุณเจ็ดอย่างนี้ [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องมีสัตบุรุษในนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรานี่แหละ เป็นมิตรดีกับเธอ มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ของพรหมจรรย์ เมื่อเราเข้าไปคบกับมิตรดี ท่านก็จะสอนเรา ได้คบกับสัตบุรุษบริบูรณ์ จะทำใจในใจได้ถูกต้อง ลงไปถึงที่เกิด โยนิโสมนสิการ คำว่าโยนิโสมนสิการ เป็นข้อที่ 7 ของสุริยเปยยาล [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค .
อาตมาพูดเหมือนเก่งมากเลย ยังกับจะจบเปรียญมา เปรียญ 18 เปรี๊ยะเลย อาตมาจำพยัญชนะบ้าง แต่สภาวะอาตมามีอยู่แล้ว จำป้ายยาแค่นั้น บางทีแปะป้ายผิด แต่สภาวะไม่ผิด มิตรดี จะต้องมีค
อ่านต่อ
ณะดี มีผู้รู้ที่จะให้ธรรมะได้เป็นหลัก แล้วเราจะเข้าใจเรื่องศีล ศาสนาพุทธ จะต้องมีศีลเป็นลำดับ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ทั้งหมด 43 ข้อ ในศาสนาพุทธ ท่านก็ว่า ภิกษุทั้งหลาย นี่คือ ศีลของเธอประการหนึ่ง ท่านตรัสในพระสูตร เล่มแรกเลย ตั้งแต่ทุกข้อของ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธ ไม่มีศีลแล้วใน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จะไปถือวินัย 227 ข้อ ซึ่ง วินัยเป็นกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายลูก ศีลเหมือนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่มีการปรับโทษ ใครทำก็ได้ความถูกต้อง ส่วนกฎหมายลูก ก็เอาจากกฎหมายหลัก ไปปฏิบัติอีกทีมีโทษ ส่วนกฏหมายหลักคือศีลไม่มีโทษ ใครปฏิบัติได้ก็ดี แต่ถ้ากฎหมายหลักไม่มีเลย แกนหลักคือศีล ไม่รู้จักแล้ว ได้แต่ริมรั้วเสารั้วคือวินัยเท่านั้น สรุปแล้ว คือศาสนาพุทธทุกวันนี้ พระส่วนใหญ่เลย ไม่ได้ถือศีล ถือแต่พระวินัย 227 บางคนอาจจะไม่รู้จัก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เลย มีแต่วินัย 227 ใน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีลคือ หลักให้ตัวเองปฏิบัติ แล้วจะให้เกิดการบรรลุธรรม ให้เกิดการบรรลุมรรคผล ใน จุลศีล 26 ข้อ ส่วนมัชฌิมศีล ก็ขยายจากจุลศีลไป ส่วนมหาศีล เป็นศีลที่องค์รวม ต้องช่วยกันรักษา ต้องทำการเว้นขาด ศาสนาพุทธจะดูว่า สะอาดบริสุทธิ์จริง ต้องเอา มหาศีลมาจับ มี 7 ข้อ เป็นเครื่องชี้ชัดว่า คือศาสนาพุทธหรือไม่ ถ้าไม่มีมหาศีล ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ออกนอกศาสนาพุทธไปแล้ว อย่างที่คณะใหญ่ทำนั้น ออกนอกศาสนาพุทธเต็มตัว ก็จะอ่าน ข้อที่ 7 ของมหาศีล 7.พระสมณะโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล พ่อครูว่า...คือในศาสนาหมู่นั้น มีแต่เดรัจฉานวิชชา ที่แปลว่า ความรู้ที่ขวางทางนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน เดรัจฉานไม่แปลว่าสัตว์อย่างเดียว สัตว์มันทำอวิชชาไม่ได้หรอก แปลความหมายคือวิชชาที่เป็นไปเพื่อ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน เรียกว่าเดรัจฉานวิชา เดรัจฉานวิชาจะพาคุณไปรวย ถ้าให้มีตำแหน่งยศศักดิ์ที่สูง ทำให้ได้รับการสรรเสริญเยินยอ จะเรียกว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่คนก็หลงว่าเป็นงานชั้นสูง ฟังยากหน่อยนะ ใครที่ไปนั่งอธิษฐาน ตั้งจิตว่าขอให้ได้ ขอให้มี ขอให้เป็น คือผิดจากศาสนาพุทธแล้ว ศาสนาพุทธ อธิษฐานไม่ได้แปลว่าขอ ขอให้ได้ ขอให้เป็น ขอให้มี อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ อธิษฐานแปลว่าการตั้งจิต ตั้งไว้เลยมุ่งมั่นไว้ เราจะเดินไปทิศทางนี้ ตั้งจิตมุ่งไปทางนี้ เราจะทำชุดนี้ให้บรรลุ ให้ได้ผล แล้วจะทำอย่างไร ไม่ต้องไปหวังผล ถ้าคุณทำ ถ้าเราเองเรามี 1 แล้วเราจะทำอย่างนี้อีก 1 ก็ทำเลย ทำ 1 ให้เต็ม แล้วเราจะได้ 2 โดยไม่ต้องคิดว่าจะได้ 2 อย่างนี้เป็นต้น นี่คือคนที่เก่งมาก ปฏิบัติธรรม สัมมาทิฏฐิแล้ว จะได้ผลตรง และเร็ว การทำพิธีบนบาน แก้บน การบนบาน คือการตั้งความหวัง หรือติดสินบน ถ้าได้ตามประสงค์ จะเอาของมาแก้บน ก็คือทำพิธีแก้บน การร่ายมนต์ขับผี มันเป็นภาษาที่แรง การร่ายมนต์แล้วจะได้ไปปราบสิ่งที่ชั่วใดๆ มันเป็นการเชื่อว่า การท่องบทมนต์ จะมีฤทธิ์มีเดช ไปขจัดสิ่งไหนๆ นี่คือเดรัจฉานวิชา คนที่ท่องบทมนต์แบบที่ว่า จะได้แต่ขจัดปัดเป่า สิ่งที่ร้ายอะไรออกไป ก็คือเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น ออกนอกรีตทั้งนั้น ต่อมา สอนบทมนต์ป้องกันบ้านเรือน สวดมนต์แล้ว จะได้ให้รักษาเรา จะมีฤทธิ์มีอำนาจป้องกันเรา นี่คือเดรัจฉานวิชา การสวดมนต์กันอยู่ในพุทธศาสนา คือเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น สวดมนต์ 11 ล้านเที่ยว อย่างนี้เปล่าดาย เดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าเขียนไว้ แต่อ่านไม่แตก ไม่มีภูมิ การสวดมนต์นั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ สังคีติกับสังคายนาเท่านั้น คือสมัยก่อนไม่มีหนังสือ ก็เลยต้องท่องสวด ให้จดจำได้ ส่วนสังคายนา คือมีคนหนึ่งสวดขึ้น แล้วคนอื่นก็ช่วยกันฟัง ว่าถูกต้องไหม ช่วยกันท้วงกัน ว่าอย่างไหนถูกกันแน่ ก็แก้ไขให้ถูกต้อง เรียกว่าสังคายนา รักษาไว้ไม่ให้ผิด ถ้าเอาบทมนต์ ไปสวดให้ฆราวาสฟัง อันนี้เป็นอาบัติปาจิตตีย์ พระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้แล้วในพระวินัย สวดมนต์ตั้งแต่ 2 คนพร้อมกัน อย่าไปสวด ถ้าจะสวดก็สวดอย่างสาธยาย อย่างเช่นที่อาตมาสวดอยู่นี้ เอามาสาธยายขยายความ สวดคนเดียว จะขยายสองคนพร้อมกัน เหมือนร้องเพลงอย่างนั้นไม่ได้ แต่อย่าเอาบทมนต์พระพุทธเจ้า มาสวดพร้อมกัน 2 คน ต่อหน้าฆราวาส เป็นอาบัติทั้งนั้น ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เอาพระไตรปิฎก เอาบทมนต์ มาสวดต่อหน้าฆราวาส เป็นอาบัติหมด จะสวดได้ก็เป็นประนามคาถา คือบทสรรเสริญพระคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นบทมนต์ที่แต่งขึ้นมาใหม่ แต่อย่าเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสวด เอาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มาสวดกันล้านเที่ยว ก็ได้วิบากผิดไปล้านเที่ยว ขออภัยที่เอาสิ่งจริงมาพูด เป็นปรากฏการณ์จริง มายืนยันให้ฟัง เพราะสงสารเขา แต่พูดให้ตายเขาก็ไม่ฟัง ทำกระเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้เป็นกระเทย อันนี้คือทำการอุตริ ไปเปลี่ยนแปลง DNA คำว่า DNA คนนี้เป็นอย่างนี้แล้ว ศาสนาพุทธไม่ไปตอแยกับกระเทย ปล่อยให้เขาไปชาตินี้ กระเทยผู้ศึกษาธรรมะแล้วพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ได้ แต่จะมาแสดงอะไร ที่ดัดจริตมากไปไม่ดี มาเผยแพร่สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม แต่ถ้าตั้งใจศึกษาก็มาได้ เป็นกระเทยก็สังวรระวังสำรวม อย่ามาแสดงจริตกระเทย ให้พากเพียรเอา ก็เห็นใจ แต่ DNA เขาเป็นกระเทยแล้ว พระพุทธเจ้าถึงพอจับได้ว่าเป็นกระเทยมาบวช ก็ให้สึกเสีย ภาษาพระพุทธเจ้ามีหลายคำ บัณเฑาะว์ อุภโตชน เป็นต้น แต่อย่าไปทำเปลี่ยนเพศเขา ปล่อยเขาไปทั้งชาติหนึ่ง เขาจะศึกษาเอาเองก็แล้วแต่เขา ทำพิธีปลูกเรือน ต้องยกเสาเอก ต้องทำพิธี มีกล้วย มีอ้อย ลงเสาเข็ม ศาสนาพุทธไม่ทำ เดี๋ยวจะทำพิธีอื่นๆในการปลูกเรือน ไม่เอา หรือทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ ศาสนาพุทธไม่ทำ ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่ จะต้องเชิญเทพารักษ์ออก อย่างนี้ไม่ใช่ จะรักษาต้นไม้ใหญ่ ก็ให้รักษาไว้ อาตมาเคยเล่นไสยศาสตร์มา ก็เชิญเทวดาออกจากต้นไม้ มามากแล้ว ขออภัย ที่อาตมาพูดแล้ว เหมือนเบ่งข่มยกใหญ่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ก็คือเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น และมีพระวัดไหนไม่สวดมนต์ ไม่พ่นน้ำมนต์ ไม่รดน้ำมนต์ นอกจากวัดอโศก ทำพิธีบูชาไฟ คือจุดธูปจุดเทียน มีไฟมีเปลวเพื่อจะให้ถึงวิญญาณ เพื่อให้มีควันกับมีเปลว จุดเทียนก็มีเปลวเทียน จุดธูปก็ให้มีความไปถึงวิญญาณ มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ พระวิญญาณของศาสนาพุทธอยู่ในจิตใจ นอกนั้น เป็นเรื่องของวิบากเขาเอง คุณไปแก้ไขไม่ได้หรอก เพราะกรรมเป็นของของตน ไม่มีใครแก้ไขกรรมของคนอื่นได้ พระพุทธเจ้า ก็ยังแก้วิญญาณคนอื่นไม่ได้ จะเปลี่ยนได้แต่วิญญาณตัวเอง ถ้าใครไปเปลี่ยนวิญญาณคนอื่นได้ ก็เก่งเกินพระพุทธเจ้า การสวดมนต์หรือจะส่งอะไร ไปให้คนที่ตายแล้ว ก็เก่งเกินพระพุทธเจ้า อาตมาไม่เคยกลัวใครทั้งหมดเลย แต่อาตมากลัวคนๆเดียว กลัวคนเก่งกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอาตมายังไม่กลัวเลย เพราะว่าท่านไม่ทำอะไรกับคนที่ทำดีอยู่แล้ว ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง รายละเอียดของการบูชาไฟก็มีเช่น เผาข้าวสารให้เกิดควัน หรือซัดแกลบ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ในมหาศีลข้อที่ 1 คือ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์ สรุปแล้ว ทุกวันนี้ เดรัจฉานวิชาเพียบในศาสนาพุทธ ละเมิดหมด ในสิ่งที่ท่านห้ามไว้ จึงชื่อว่า พระทุกวันนี้ไม่มีศีลแล้ว เพราะมหาศีล เป็นสิ่งที่พวกลัทธิต่างๆเขาหลง เขาจะเล่นไสยศาสตร์ มีเดรัจฉานวิชา มีฤทธิ์มีเดช ขอย้ำว่า พลังงานทางจิตเดรัจฉานวิชา มันมีฤทธิ์เดชได้จริง อาตมาเคยทำมา ตั้งแต่ฆราวาส แต่พอรู้ว่า ไม่ใช่ศาสนาพุทธก็ถอน อาตมาทำอยู่ 8 ปี อาตมาเรียนวิทยาศาสตร์ ทางสะกดจิตด้วย สะกดจิตมันเป็นสภาพ มโนมยอัตตา เป็นของลวง แม้แต่ไม่เห็น ก็ทำให้เห็นได้อย่างลวง ให้เนื้อตัวอยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่เข้าฟันไม่ออก อย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็เล่นมาหมด ผิวไม่แยก แต่ข้างในก็แหลกได้เหมือนกัน บางคน กระดูกโปน อาตมาก็เสกให้ยุบคาตาได้ มีพลังงานจริง แต่ว่าไม่ยั่งยืน ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เราไม่ดูถูกเขา แต่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ทางที่พาพ้นทุกข์ อย่างนั้นมันแค่เก่ง มีอัตตามานะ และหลงไหล ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ยิ่งเก่งยิ่งมีลาภยศสรรเสริญ ต่างๆนานา อย่างนั้นเรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์ ส่วนอาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็รู้สวรรค์นรก รู้ว่าใครไปเกิดที่ไหน รู้ใจคนอื่นหมด อย่างนี้เลอะเทอะ คนที่มีมโนมยอัตตา เมื่อคุณตายไปก็มีนรกจริง แต่คุณอวิชชาก็ตกนรกนั้น แต่ความจริงแล้วมันไม่มี เมื่อคุณได้กำหนดหมาย ที่จะต้องมีมโนมยอัตตานั้น เมื่อมันไม่มีแล้ว คุณตายลงไป มันก็ไม่มี พระอรหันต์ทุกพระองค์ ตายไปแล้วไม่มีนรกสวรรค์ ถ้าเป็นพระอรหันต์ที่มา ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คือตายแล้วไม่ตั้งจิตต่อ ทุกอย่างสลายหมดเลย เหมือนพวงมะม่วง ตัดขาดจากขั้ว พวงมะม่วงก็หายไปแตกกระจายไปหมด ทุกวันนี้ยังโชคดีมาก ที่มีพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เอามาใช้ได้อย่างดี ถ้าเข้าใจดี แล้วปฏิบัติตาม ก็เป็นอรหันต์ ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ ให้มีสัมมาทิฏฐิ และมีเหตุปัจจัยครบ ก็เป็นอรหันต์ ต่อมา จะได้แค่อนาคามี จะได้แค่สกิทาคามี จะได้แค่โสดาบัน แต่ต่อไปจะไม่มีแม้โสดาบัน แต่ว่ามันยังไม่ถึงในยุคนั้น แต่ต่อไปจะใช่ อย่างที่โบราณอาจารย์ว่าไว้ว่าไม่มีอะไร จะมีแค่อนาคามี ต่อไปจะได้แค่สกิทาคามี ต่อไปจะได้แค่โสดา สุดท้ายจะไม่มีแม้แต่โสดาบัน มีแต่ผี ถ้าคุณไม่เตรียมตัว ตั้งแต่วันนี้ คุณจะไปเกิดในยุคนั้น มีแต่การฆ่ากัน อำมหิตโหดร้าย คุณจะต้องเป็นเหยื่ออย่างนั้น ถ้ามีวิบาก คุณไม่อยากเกิดก็ไม่ได้ ถ้าคุณเองยังมีวิบาก คุณจะต้องเกิดไปรับวิบากนั้น ก็ไม่มีใครอยากจะไปรับวิบากร้าย แต่ว่าคุณจะต้องมี กัมมโยนิ กรรมเป็นของ ของคุณ คุณทำเอง วิบากกรรมพาเกิด คุณจะต้องมาแก้ ด้วยการทำบุญทำกุศล บุญคือการล้างกิเลส กุศลคือการทำความดี คนก็เข้าใจคำว่า บุญกับกุศลไม่ได้ อาตมาก็ต้องมาอธิบาย ให้เข้าใจ เดรัจฉานกถา คือการพูดสาธยาย ที่ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเรื่องมิจฉาทิฐิ เป็นเดรัจฉานกถา ถ้าเป็นวิชชา ก็คือความรู้ เดรัจฉานวิชาก็คือ ความรู้ที่ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน ทาน ศีล ภาวนา มาอธิบาย ทาน ข้อแรก ทาน ศีล ภาวนา ศีล เป็นเบื้องต้นในการปฏิบัติธรรม เริ่มต้นมีศีล 5 เป็นพื้นฐาน ปฏิบัติในศีล 5 แล้วเรียนรู้ ปฏิบัติศีลอย่างไร มันจึงจะไป อวิปฏิสาร ในอานิสงส์ของศีล ๑๐ ข้อ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ไม่ใช่ว่า ศีล ปฏิบัติได้แค่กายกับวาจา ถ้าจะได้สมาธิ ก็ไปนั่งหลับตา นั่งหลับตาไม่ใช่ศาสนาพุทธ นี่ก็พูดเรื่องนี้มา 46 ปีแล้ว ตั้งแต่บวชมา แม้แต่ในพรหมชาลสูตร พระสูตรแรก ท่านก็บอกว่า การนั่งหลับตา มีแต่อดีตกับอนาคต มันไม่มีความจริง ความจริงต้องอยู่กับปัจจุบัน มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วอยู่กับปัจจุบัน มีผัสสะ จึงจะครบสัจจะ สมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ แต่ถ้าหลักการปฏิบัติ สมมติสัจจะไม่มี ปรมัตถะสัจจะก็ไม่ได้ เพราะต้องมีทั้งภายนอกภายใน ไม่มีวิโมกข์ 8 ไม่มีการสัมผัสวิโมกข์8 ด้วยกาย อย่างนี้เป็นต้น
เกิดมาเป็นคน ผู้ที่ไม่เคยได้ยินศาสนาพุทธ ก็น่าสงสาร อยู่นิวกินี อยู่ตะวันตก ไม่เคยได้ฟัง ก็น่าสงสาร แต่คนที่เคยได้ยินได้ฟัง เคยได้เข้าพิธีของพุทธด้วย แต่ไม่ใส่ใจ ที่จะศึกษาให้สัมมาทิฏฐิ แล้วไม่สามารถปฏิบัติ ก็จะเสียชาติเกิด เป็นโมฆะบุรุษ โมฆบุรุษที่เกิดมาชาติหนึ่ง ตายไปแล้วสูญเปล่า ไม่ได้อาริยธรรม ไม่ได้โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เสียดายเสียชาติเกิด ผู้ที่เกิดมาเป็น พุทธศาสนิกชนอย่าเสียชาติเกิด ให้ใส่ใจหน่อย ถ้าไม่มีผู้รู้ก็แล้วไป อย่างน้อย อาตมาก็เป็นผู้รู้ ไม่ได้อวดตน แต่บอกเพื่ออ้างอิง มาทำงานนี้จริง ช่วยรื้อขนสัตว์ อาตมาชาตินี้ ทำงานไป ก็มีอรหันต์เกิดขึ้น หลายคนแล้ว นอกนั้นก็มี อาริยะโสดาฯ สกิทาฯ อยู่ทั้งนั้น ก็พูดกันตรงๆ เพราะเขาเข้าใจอรหันต์เข้าใจอาริยบุคคลผิด
ทาน พระพุทธเจ้าตรัสใน พระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อ 49 ทานสูตร [49] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณี ชื่อคัคคราใกล้จัมปานคร ครั้งนั้นแล อุบาสกชาวเมืองจัมปามากด้วยกัน เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค พวกกระผมได้ฟังมานานแล้ว ขอได้โปรดเถิด พวกกระผมพึงได้ฟังธรรมกถา ของพระผู้มีพระภาค ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลาย พึงมาในวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายพึงได้ฟังธรรมกถา ในสำนักพระผู้มีพระภาคแน่นอน อุบาสกชาวเมืองจัมปา รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ลุกจากที่นั่ง อภิวาทกระทำประทักษิณ แล้วหลีกไป ต่อมา ถึงวันอุโบสถ อุบาสกชาวเมืองจัมปาพากันเข้าไปหา พระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตร พร้อมด้วยอุบาสก ชาวเมืองจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแล และทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก พึงมี ฯ
พ่อครูว่า...ทานนี่ ให้แล้วมีผลทุกที พวกเล่ห์เหลี่ยม อย่างเจ้านาย ให้ทานแก่ลิ่วล้อบริวาร ก็เพื่อให้รับใช้เขา ทานนี้ก็มีผล จะขี้โกงทุจริตอย่างไร ทานนี้ก็มีผล ขอให้มีการทาน ให้คือเอาจากเราให้ไป ก็มีผลทั้งนั้น แต่ไม่มีอานิสงส์ โดยเฉพาะ ไม่มีการละกิเลส จะมีความดีก็เป็นกัลยาณธรรม แม้ว่าเราจะให้ทาน แล้วให้คนนั้นมารับใช้เรา ให้รับใช้เราอย่างดี หรือตอบแทนเราอย่างดี กลับรับใช้เรา ให้มันไปทำชั่ว ให้ไปล่าลาภยศมาให้เรา ให้ไปฆ่าแกงทำร้ายคนอื่น อย่างนี้ก็เลี้ยงบริวารด้วยการให้มันไว้ เลี้ยงมันไว้ อย่างนี้มีไหมในสังคม เดี๋ยวนี้ยิ่งเห็นชัดมากมาย สรุปคือ การให้มีผลทั้งนั้น จะมีผลเลวผลดี หรือเป็นผลอาริยะ ก็ได้ทั้งนั้น ผลดีเป็นกัลยาณธรรม หรือผลดีเป็นอาริยธรรม อานิสงส์ เป็นผลดีกัลยาณธรรมก็ได้ แต่ถ้าเป็นผลร้ายไม่ใช่อานิสงส์ แต่ถ้าเป็นความดีโลกีย์ก็แค่ดี แต่ถ้าเป็นผลลดกิเลส ก็เป็นโลกุตระ
สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ ทานแบบนี้เรียกว่า ตั้งภพตั้งชาติใส่จิต ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ล้างภพจบชาติเป็นนิพพาน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่หมดภพหมดชาติ แม้สวรรค์ 6 ชั้นก็ไม่มี บรรลุธรรมแล้ว สวรรค์ 6 ชั้นไม่มี นรกกี่ชั้นก็ไม่มีแน่ ในพระอรหันต์ แม้แต่สวรรค์ 6 ชั้นก็ไม่มี เป็นคนที่ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก คำสอนเหล่านี้ ไม่เคยได้ยินใครสอนมา อย่างมีคำสอนที่ว่า พระอรหันต์เป็นผู้หมดบุญหมดบาป ยิ่งไม่เคยได้ยินใครสอนเลยเกิดมาชาตินี้ แต่โชคดี ที่มีในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป หรือมีพระโมฆราช กล่าวไว้ว่า ท่านเป็นผู้ ปุญญปาปปริกขีโณ คือคนหมดบุญหมดบาป เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผู้เป็นพระอรหันต์แล้วจะทำก็คือ ทำกรรมอะไร ก็ไม่เป็นบาป สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง ทำอะไรก็มีแต่กุศล กุสลัสสูปสัมปทา ไม่ต้องมีบุญแล้ว เพราะว่าบุญคือ ทำหน้าที่ตัดกิเลสตน บุญคือเครื่องมือตัดกิเลส เมื่อตัดกิเลสเสร็จแล้ว บุญก็หายไป เราตัดกิเลสอบายมุข หมดไปจากเรา บุญที่จะไปตัดอบายมุข ก็หมดไป เหลือแต่บุญที่จะตัดกาม มีบุญที่ตัดกามได้ ทำกามหมด ก็หมดบุญที่จะทำงานตัดกาม เหลือแต่บุญที่จะตัดรูปภพ เมื่อหมดบุญที่จะตัดรูปภพก็ จะทำบุญที่ตัดอรูปภพต่ออีกจนจบ หมดบุญทั้งหมดจริง ใครก็ตาม อย่าดูถูกตัวเอง เราสามารถทำกิเลสหมดได้ แต่กิเลสมันจะกระซิบคุณว่า เราไม่มีวันทำได้หรอก อย่าไปหลงกิเลส เราต้องเป็นขบถกับกิเลส เอ็งอย่ามาหลอกข้า ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข การทำอะไรที่จะไม่ตั้งความหวัง แม้น้อยนิด ยากนะ ผู้ที่ทำทานแล้ว จะไม่ตั้งภพชาติไม่ง่าย ไม่หวังให้ทานไม่ง่าย มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต อันนี้หนักกว่าเก่า หากทำทานแล้วไม่หวังก็จบ แต่ถ้าหวังมาก ก็จะผูกพันต่อ แล้วก็จะเป็นสาม มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข สั่งสมความต้องการตอบแทนผลตอบแทน ใครทำทานแล้วหวังผลตอบแทน ผูกพันกับทาน เพื่อจะได้รับการตอบแทน จากการที่เราได้ให้เขา ให้วัตถุให้แรงงาน ให้ความรู้แล้วต้องการสิ่งตอบแทน เป็นการตั้งจิตไว้ผิดทั้งสิ้น ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ ตายไปแล้ว จะมีสวรรค์วิมานอะไรอยู่รออยู่ อย่างนั้นมันไม่มีหรอก บุญไม่ใช่สมบัติ บุญคือวิบัติ การสั่งสมจิตตั้งไว้ว่า ทำแล้วจะได้สวรรค์วิมานอะไรรออยู่ อย่างนั้นไม่ได้ไปสวรรค์หรอก ต้องจุดธูปจุดเทียนให้ อย่างนี้ไม่มีหรอก มันหนักเลยนะข้อที่ 4 เกิดอีกต่อไป เกิดในชาตินั้นชาตินี้ จะได้กินของตัวเอง มีอัตตา ผูกพันกับตัวกูของกู ไม่ยอมจบยอมสิ้น ไม่ยอมหมด ให้ไปแล้วต้องการซื้อ ให้ไปแล้วต้องตามไปเอาต่อ แล้วจะเอาดอกออกผลด้วยนะ คนที่หลอกคน คนไม่รู้จักอันนี้ เขาก็หลอกว่า คุณทำทานจะได้สวรรค์มากนะ ได้สวรรค์ 5 ล้าน 10 ล้านเขาก็หลอก คนไม่รู้ความจริงก็เชื่อ คุณมีเท่าไหร่ก็ให้หมด คนจึงให้ไป ก็จะยิ่งได้มาก ถูกปอกลอกไปอย่างนี้ น่าสงสารจริงๆแหละ คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบนี้ จึงเป็นคนที่บาปมหาศาล หลอกลวงคนให้โลภโมโทสัน ขูดรีดเขา แล้วคนที่ไม่ฉลาด ก็ถูกเขาหลอก แล้วขยันไปหาเขา เพราะเขาหลอกว่า ตายไปแล้วจะได้ ตายไปแล้วจะได้ นี่คือคำสอนพระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นสิ่งที่ผิดไว้ มีในพระไตรปิฎก ผู้ที่ล้มล้างคำสอนพระพุทธเจ้า แต่เขาเป็นคนหลอก ก็เป็นกรรมของเขาเอง เขาทำบาปของเขาเอง อาตมาไม่ต้องไปถล่มเขาล่ะ เขาจะไปตกนรกหมกไหม้ คนฆ่าตัวตายก็มี เดือดร้อนวุ่นวาย อย่างคุณชาติชาย ก็มาเปิดเผย มันมีอีกนะ เขาไม่อยากเปิดเผย เพราะว่าอายตัวเองด้วย ที่ตัวเองถูกหลอก ก็ไม่อยากเปิดเผย คนที่กล้าจะเปิดเผย ก็ช่วยกันเอามาเปิดเผย ว่าตนเองถูกหลอก หลอกบ้านแตกสาแหรกขาด เขาหลอกโดยใช้ภาษาสมัยใหม่ มีสวรรค์เฟส 2 เฟส 3 แต่มีคนที่จับผิดได้ ไปเขียนนิยายหลอกไปว่า พ่อเขาได้มาทำทานตายไป แล้วช่วยบอกทีว่า พ่อผมไปวิมานชั้นไหน เขาก็บอกว่าหาว 1 ที่ ฝันเป็นตุเป็นตะ พูดกลบเกลื่อนไว้ด้วยนะ พ่อคุณตายไปแล้วก็ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน เป็นภุมเทวา อย่างนี้ เสร็จแล้ว คนนี้ก็บอกว่า พ่อผมยังไม่ตาย พร้อมแต่งนิทาน มาหลอกคน พ่อผมยังไม่ตาย ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหนได้อย่างไร ก็เลยจับได้ว่า เขาโมเม นี่ก็เป็นเรื่องปรากฎการณ์จริง มีเรื่องจริงชัดเจน คนที่ถูกสะกดจิต คนเหล่านี้ถูกสะกดจิตจริง เอาให้นั่งหลับตา เปิดจิตใสๆสงบๆ หยุดคิด แล้วทุกอย่างจะเกิดเอง เป็นวิธีนั่งสะกดจิตหลับตา สายดำเป็นนิโรธดับ สุภกิณหาเทวดา คือสายมืด และอีกสาย อย่างสว่างใสเป็นอาภัสสรา สะกดจิตให้มืดดับ เป็นสายดำ อย่างนี้จะไม่หลอกใครมาก ไม่มีการปรุงแต่งมาก ไม่หลงสวรรค์วิมานมาก มันดับไปหมดเลย หายไปเลย สายดับดำมืดวิบากน้อยหน่อย แต่สายอาภัสราสายสว่าง มันมีความมักใหญ่โต หลอกลวงซับซ้อน พวกนี้นรกหนักมาก หลอกว่า มีอายตนนิพพาน แต่อายตนะ คือสะพานเชื่อมต่อ มีสองสิ่งกระทบกันจึงรู้ เกิดอายตนะ เมื่อไม่มีการสัมผัส ก็ไม่เกิดอายตนะ เมื่อมีผัสสะ อายตนะจะเกิด พอเลิกสัมผัสแล้ว เกิดอันที่สาม ปรุงแต่งแล้ว อายตนะก็หายไป อายตนะไม่ตั้งอยู่ในที่ใดๆ นี่พระพุทธเจ้ายืนยันไว้ อาตมาใช้อิทธิบาท ขยายอายุขัยตัวเองไปอีก เพราะว่าไม่มั่นใจว่า พวกเราจะสืบสาน เอาเนื้อหาโลกุตรธรรมนี้ ไปอีกยาวนานได้ อาตมาเลยจะตั้งใจอยู่ต่อ พวกเราก็ช่วยอนุเคราะห์ไว้ด้วย
ทานที่ไม่มีผล เรียกว่านัตถิทินนัง ผู้ที่พบแสงอรุณแล้ว จะไปปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 คุณจะต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อน หากไม่พบสัตบุรุษ ก็ไม่ได้ยินได้ฟังธรรม ก็ไม่มีสัมมาทิฏฐิ แล้วจะโยนิโสมนสิการไม่เป็น หากคุณพบมิตรดีสหายดี เป็นแสงอรุณ จะรู้จัก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive