คำว่ากายนั้นยิ่งใหญ่อย่างไรในศาสนาพุทธ ตอน1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข24 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

คำว่ากายนั้นยิ่งใหญ่อย่างไรในศาสนาพุทธ ตอน1 ก็มาเข้าเรื่องที่อาตมาตั้งใจจะพูดถึงเรื่อง “กาย” คำว่า “กาย” มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็ศาสนาพุทธทุกวันนี้เสื่อมไม่รู้จักเรื่องกาย มิจฉาทิฏฐิในภาษาศาสนาพระพุทธเจ้านี่แหละ เป็นมิจฉาทิฏฐิไปหมดแล้ว พูดได้อย่างนั้นเลย กาย นี้เป็นสังโยชน์ข้อแรกเลย จะต้องรู้จักกาย มันเป็นภาคปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านสอน ผู้ที่เข้ามาบวชปั๊บ อุปัชฌาย์จะต้องสอนเรื่อง มูลกรรมฐาน 5 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเลย อาตมาพยายามจะดู นัยต่างๆของคำว่า กาย จะมีกี่ประเด็น ลองอ่านดูก่อน 1. การแยกกายแยกจิตโดยใช้มูลกรรมฐาน 5 ก็จะรู้ธรรมนิยาม 5 ได้ ถ้าไม่รู้จักธรรมนิยาม 5 คนปฏิบัติธรรมไปก็โมฆะอยู่ตลอดกาล 2. กาย คำนี้แปลว่าองค์ประชุม แปลว่ากอง แปลว่าหมู่ แปลว่าหมวดแห่งเจตสิก คือเวทนา สัญญา สังขาร เป็นต้น 3. กาย ต้องมี 2 ภาวะขึ้นไปเสมอและต้องมีจิตร่วมด้วยเสมอ จะเป็นวัตถุอย่างเดียวไม่ได้ 4. กาย จะต้องมีภาวะทั้งภายนอกและภายใน เสมอ ทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปแล้วไม่มีความรู้จะแยกกายแยกจิตได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่รู้จักสภาพทำใจในใจหรือทำจิตให้เป็นอุตุ ให้เป็นพีชะ โดยกรรมคือการกระทำ มนสิการ หรือมนสิกโรติ ทำใจในใจของเราให้เป็นให้ได้ ถ้าเป็นไม่ได้ไม่เป็นพระอรหันต์ คำว่า “กาย” จะต้องมี 2 อยู่เสมอและจะต้องมีจิตร่วมด้วยเป็นหลัก หากว่ามีแต่วัตถุไม่ใช่กาย นั่นแหละคือจะต้องแยกว่าเมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่ไม่ใช่กาย กาย ต้องมีภายนอกภายในเสมอต้องมี 2 ขึ้นไป 5. กาย หากใครเข้าใจว่าหมายถึงภาวะเดียว ไม่ใช่ 2 ขึ้นไปเป็นมิจฉาทิฐิเลย จะเป็นแค่วัตถุดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างเดียวไม่มีจิตร่วมด้วย ก็เป็นมิจฉาทิฐิเลย แล้วพวกคุณเห็นไหมว่าคนไทยเข้าใจคำว่ากายคืออะไร ก็คือแค่วัตถุภายนอกไม่ได้เอาจิตไปร่

อ่านต่อ

วมด้วย นี่แหละเป็นมิจฉาทิฐิกันทั้งบ้านทั้งเมือง สู่แดนธรรม…อาจารย์ที่สอนกรรมฐานผมก็ยังเข้าใจผิดเลย ท่านสอนให้แยกกายแยกจิตคือต้องไปนั่งสมาธิ พ่อครูว่า…แยกกายแยกจิตของพระพุทธเจ้าคือต้องมีธรรมวิจัย อะไรคือกายอะไรคือจิต แต่เขาไปนั่งสมาธิแล้วแยกให้จิตของเขาเป็นอุปาทานเป็นความรู้สึกของเขาเป็นเวทนาของอุปาทาน ให้มีความรู้สึกห่างไปเป็นอุปาทานเป็นมโนมยอัตตา ไปสร้างรูปเป็นรูปในจิต แล้วก็มองไม่เห็นตัวเองนั่งอยู่อย่างนี้เลย ซึ่งมันไม่จริงเลยมันเป็นอุปาทานสร้างเอาเป็นนิรมาณกาย เป็นพวกมโนมยอัตตาเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นมาเองมันไม่จริงไม่ได้เห็นจริงหรอก มันเป็นความจำของเขาเท่านั้น ดีไม่ดีเขาเห็นตัวเองเป็นความไม่เที่ยงพิจารณาเห็นร่างเห็นตัวเองนอนเน่าอยู่ต่อหน้า สร้างรูปไปเรื่อยต่างๆนานาพวกนี้ เป็นเรื่องที่เละเทะไม่เข้าเรื่อง 6. กาย คือ จิต มโน วิญญาณ 7. กาย จึงเป็นวัตถุไม่ได้เลย แต่คนไทยเข้าใจว่า กาย ก็เป็นเพียงแต่วัตถุ จึงเรียบร้อยโรงเรียนมิจฉาทิฏฐิเสร็จไปเลยออกนอกห้องพระพุทธเจ้าแล้ว ใครเข้าใจกายว่าเป็นแค่วัตถุก็เป็นมิจฉาทิฐิ 100% 8. ผู้ทำจิตให้เป็นอุตุได้เป็นพีชะได้ คือผู้บรรลุธรรม ก็ต้องเรียนรู้ว่า กาย คือจิต มโน วิญญาณ แล้วทำจิตให้เป็นอุตุได้ คือผู้บรรลุนิพพาน 9. ผู้ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงแล้วทำจิตให้เป็น อุตุ พีชะ จิต แล้วก็มีกรรม ทำใจในใจให้ทรงไว้ได้ในทุกภาวะไม่ว่าจะเป็น ภาวะอุตุ ภาวะพีช ภาวะจิต ภาวะกรรม ภาวะธรรมะโดยกรรมโดยธรรม ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากซึ่ง ฌาน ทั้ง 4 เป็นต้น พอทำฌานได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ก็เป็นผู้มีฌาน ประจำตัว ฌาน ถึงไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วมีฌาน ไม่ใช่ แต่ฌานคือพลังงานวิเศษที่รู้จักกิเลส ฌานต้องมีปัญญา ฌานที่ไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น แล้วฌานนี้รู้จักกิเลส แล้วเผากิเลส กิเลสก็ตาย พอกิเลสถูกเผาคำว่าบุญก็เข้ามาเลย บุญนี่ต่อหาง เหมือนพลเอกประยุทธ์มาต่อหางประชาชนที่มีอำนาจให้สืบทอดมา พลเอกประยุทธ์เหมือนบุตร ฌาน เหมือนกับประชาชนที่มาปฏิบัติให้แล้วพลเอกประยุทธ์ก็มารับสืบทอด ก็เขาว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติ ซึ่งที่จริงแล้วพลเอกประยุทธ์ไม่ใช้อำนาจทหาร ไม่ใช้อำนาจกองทัพมารัฐประหาร จะดูรูปแบบ ด้วยสูตร Formula มันมีอยู่เท่านั้น 10. จึงต้องมีความเห็นให้ถูกต้องในความเป็น กาย ของตนนั่นคือการพ้นสักกายทิฐิ 11. ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน กาย ก่อนที่จะรู้จักเวทนา ด้วยการกระทำ คือ กรรม หรือกโรติ การทำใจในใจ ทำกรรมให้เกิดธรรมะคือทรงอยู่ จัดการใจของเรา ต้องรู้กายรู้เวทนา รู้จิต จิตก็คือสูตรของความเป็นจิตเจตสิก ตั้งแต่ สราคะ สโทสะ สโมหะ วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ สังขิตตัง วิกขิตตัง อมหรรคตะ มหรรคตะ อนุตตรจิต สอุตรจิต 12. การทำใจในใจนั้นต้องมีกายเป็นเหตุอยู่พร้อม สัมผัสภายนอกด้วยจึงจะครบกายอันมีทั้ง2 คือภายในภายนอก เพราะฉะนั้นกายจะมีหนึ่งไม่ได้ ต้องมีภายนอกด้วย 13. กายคือ เทวะ ศาสนาเทวนิยมตีเทวะไม่แตก เทวะ ห้ามวิจัยห้ามแยก ต้องรับอำนาจเดียวเท่านั้น ของเขาเป็นอย่างนั้น น่าสงสาร เขาก็อยู่อย่างนั้นเขาไม่มีนิพพาน ไม่มีขั้นตอนของจิตวิญญาณ คำสอนของพระเจ้าเป็นคำสอนที่เข้าใจเทวเป็นหนึ่งเดียว อำนาจเป็นหนึ่งเดียว เป็นลัทธิ Command เป็นลัทธิ สั่งบงการ ไม่มีความคิดตัวเองไม่มีใครสามารถคิดแย้งแตกต่างมุมอื่น ไม่มีอิสรเสรีภาพถูกกำหนด ริบอิสรเสรีภาพไปหมด ลักษณะประชากรของเทวนิยมประชากรของศาสนาพระเจ้าทุกคนไม่มีอิสระทุกพระเจ้าริบอิสระส่วนตัวไปหมดซึ่งน่าสงสาร 14. ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า กายก็ดี เทวะก็ดี ต้องมีธาตุรู้เป็นประธานในความเป็นสองขึ้นไปทุกภาวะ ต้องเปรียบเทียบหาความยิ่งกว่าไปได้ทีละคู่ๆๆ 15. ในความเป็น 2 ต้องมีรูปกับนาม โดยมีนามเป็นประธาน จึงจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ 16. กาย ถ้ามีแต่ นาม หากขาดรูปให้ถูกรู้ก็ไม่ใช่กายไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งเทวะได้เลย สมมุติของเทวนิยมเป็นสมมุติ ที่ไม่มีใครสามารถสัมผัสได้เลย จึงหมดสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ความจริงได้เลย เพราะพระเจ้ามีธรรมะมีคำสั่งอะไรเท่านั้น คนมีหน้าที่ปฏิบัติตาม มีหน้าที่รับคำสั่ง ไม่มีหน้าที่แย้ง ไม่มีหน้าที่ไปวิจัยอะไรเลยน่าสงสารจริงๆคนศาสนาเทวนิยม เป็นศาสนาที่ถูกยึดอำนาจไว้ในพระเจ้า จริง ความคิดของพระศาสดา ที่จริงนะ ความรู้ทั้งหมดนั้น พระศาสดาเองไม่รู้จักตัวเอง จึงไม่รู้ว่าที่จริงแล้วความรู้ทั้งหมดเป็นของตัวเองแต่เขาไม่รู้ ไม่รู้ว่าเป็นของตัวเอง ไม่รู้กรรมวิบากไม่รู้การสั่งสมบารมีมาเองเป็นของตัวเองทั้งหมด พระศาสดาของแต่ละองค์ก็มีความรู้เป็นของตัวเองทั้งนั้น แต่ว่าแม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวเองก็นึกว่าใครมาบันดาลพระเจ้ามาประทาน แล้วตัวเองก็เอาอันที่ตัวเองมีนั่นแหละ มาบอกมาพูด 1.ไม่เชื่อตัวเองว่าตัวเองจะมีความรู้ขนาดนี้ ก็เลยยกให้เป็นความรู้ของพระเจ้าสูงสุด 2 .กลัวคนอื่นจะไม่เชื่อตัวเอง เพราะว่าถ้าหากบอกว่าเป็นของคนอื่นก็จะไม่เชื่อกันต้องบอกว่าเป็นของพระเจ้าคนถึงจะเชื่อ ฉันเป็นแค่ประกาศก รับของพระเจ้ามานะ อย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยไม่เด็ดขาดไม่ยิ่งใหญ่ ศาสนาพุทธนี่พระพุทธเจ้ายืนยันว่าธรรมะเป็นของพระองค์เอง ตรัสรู้เองเป็นธรรมะสามี ส่วนสัมมาสัมพุทธะเป็นผู้ตรัสรู้เองด้วย ลัทธิอื่นมีมาก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็ลบล้างความเป็นเทวะ ล้มล้างพระเจ้า และไม่ได้ลบล้างอย่างเดียวด้วยแต่พิสูจน์ด้วยว่าเทวนิยมยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาเป็นเจ้าของวิญญาณเรา เราสามารถจัดการกับวิญญาณได้ ที่สุดสามารถสลายวิญญาณเราเองได้ปรินิพพานเป็นปริโยสานหายไปเลย พระเจ้าก็บอกว่าหายไปไหน อัตตานี้ เจ้าของอัตตาก็สลายอัตตาเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยเป็นอุตุธาตุไปแล้ว พระเจ้าก็เลยมีแต่บัญชี แต่เฮ้ย มันหายไปไหนไม่มีอัตภาพของคนนี้เลย แต่พระเจ้าไม่กล้าพูด พูดไม่ได้ว่ามันหายไปจากบัญชีเราแล้ว เพราะว่าปรินิพพานเป็นปริโยสาน พวกเราฟังจะเข้าใจหมดเลย พยัญชนะที่อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามา คำว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน มีอยู่ในมูลสูตร ถ้าหากไม่ ปรินิพพานเป็นปริโยสานมันก็ไม่มีทางจะสูญสิ้นอัตภาพ แต่เพราะศาสนาพุทธมีจริงมีหลักฐานจริงจึงเป็นศาสนาที่สามารถสลายจิตวิญญาณสลายอัตภาพให้สูญไปไม่มีตัวตนไม่เหลือตัวตนเลยเป็นอนัตตา ทำได้ หาก จิตเราเป็นชาวนรก ไปติดภพนรก วงการนรก เช่น วงการการเมืองเป็นวงการนรกวงการนึง เป็นนรกที่ดุเดือดเลวร้ายด้วย แล้วก็อยากจะไปเป็นใหญ่ในอำนาจนรก แล้วหลงว่าเป็นอำนาจสวรรค์ ที่จริงและเป็นอำนาจนรกแต่เขาไม่รู้เขาก็ต้องแย่งกันไป ถ้าหากมาเรียนรู้ศาสนาพุทธแล้ว จะไม่ไปติดในเรื่องโลกีย์ งมงายเรื่องเหล่านี้เลย แต่จะเป็นผู้ที่ได้อำนาจโดยธรรม อย่างเช่นชาวอโศก ทุกคนมีอำนาจในตัวเองเต็ม แล้วทุกคนก็ไม่ไปละเมิดไปเบียดเบียนใครของใคร ดีไม่ดีก็เกื้อกูลช่วยเหลือกันด้วย อาตมาพูดผิดไหม พิสูจน์ได้จริงไหม พวกเราเป็นจริงได้นะ อาจจะมีไม่เต็มที่บ้างบางคนเท่านั้น แต่ก็ชัดเจนเลยว่าต้องเป็นอย่างนี้ต้องเป็นคนที่ไม่มีตัวตนต้องเป็นคนเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นเสียสละอะไรพวกนี้เข้าใจหมดแล้วแล้วก็ทำให้ได้ ใครทำได้มากเท่าไหร่ก็เป็นความจริงเป็นอริยบุคคลเท่านั้นจริงๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องภาษาเล่นๆแต่เป็นภาษาที่ทำได้จริงนะ ใครว่าตัวเองทำได้บ้าง ยกมือหมดทุกคนเลย พวกเราฟังเรื่องที่ยากอย่างนี้แล้วยังเข้าใจฟังกันตาแป๋ว แต่พวกข้างนอกเขาจะอาจจะบอกว่าพูดอะไรกันนี่ เหมือนกับพวกที่ดูช่อง Workpoint เอาอะไรแปลกๆมาให้ดู แต่งตัวกันไปตามประสาทำไป ดูแล้วก็น่าสงสารนะ จะบ้ากันไปถึงไหน ดูแล้วก็น่าสงสารคนเราก็ทำมาหากินกันไป คนที่ยังหลงติดอยู่อย่างนั้นก็สนุกดูกันไปเหมือนเด็กๆ ใครเล่นตลกอะไรก็ดูแล้วก็ดูไปด้วยความไม่เดียงสา ไม่เดียงสาเป็นภาษาธรรมะมาจากคำว่าไม่ติงสา คือ ไม่รู้จัก ตาวติงสา คือ อาการที่ 32 คนเรามีแค่ ตาวติงสา คืออาการ 32 แต่คนที่มีอาการที่ 33 เป็นอาการเก๊ เขาก็เลยหลงว่าเป็นเทวดา 6 ชั้น คือ ดาวดึงส์ เป็นชั้นที่ 2 ชั้นที่ 1 ต้องไปปล้นที่แย่งชิงมาเป็นจตุมหาราช ได้มาก็เสร็จสนุก ก็ได้ดาวดึงส์ ยามะคือ อยากจะเสวยสุขอย่างนี้ให้นานๆ รักษาอารมณ์ดีไว้ได้นานๆแต่มันไม่เถียงหรอกเดี๋ยวมันก็มีความทุกข์ผสม ก็พยายามให้มันได้มากๆนานๆ เหน็ดเหนื่อยต้องต่อสู้เพื่อจะได้มา ได้มาก็สันตุสิต คือให้พัก ให้หยุดให้สงบ เขาก็ไม่อยู่ กูไม่หยุด ถ้าเขาไปก็จะเป็นโพธิสัตว์รู้จักพัก แต่พวกนี้ไม่รู้จักพักหรอกไม่หยุดจะดันไปเรื่อยๆ สร้างขึ้นไปเรื่อยๆจนเป็นนิมมานรดี สร้างด้วยตัวเองไปเรื่อยๆจนเก่งมีบริวาร กลายเป็นคนอื่นมาช่วยสร้างอีกเป็นปรนิมมิตวสวัตตี อันนี้คือวิมานเก๊ๆ6 ชั้นที่หลงกันนัก ศาสนาพุทธทำลายเทวะ ทำลายสวรรค์ทิ้งทั้งหมดเพราะมันเป็นของหลอก แล้วไม่รู้จักของหลอก เพราะฉะนั้นศาสนาที่ยังไม่เข้าใจเทวะ เทวดา 6 ชั้น แล้วหลงเทวเป็นสุขนิยมตีเทวไม่แตกแต่ชาวพุทธนั้นตีแตกสลายเทวดาทิ้งไปได้เป็นอเทวะ นี่แหละเทวนิยม สู่แดนธรรม…ถามเทวะกับเมถุนสังโยค สัมพันธ์กันไหมครับ พ่อครูว่า…เมถุนคือพวกโง่งมงาย แม้แต่เทวะองค์ใดองค์หนึ่ง สรุปแล้วคำว่ากาย อาตมาแยกแยะวิจัยวิจารณ์ไว้ 17-18 นี้แหละต่อไปได้อีกว่า กายคืออะไร ซึ่งจะต้องเรียนรู้ กาย ตั้งแต่แรก ตั้งแต่เป็นมูลกรรมฐาน 5 สามารถแยกกายแยกจิตจึงสามารถทำให้จิตกลายเป็น อุตุ พีชะได้ ทำได้ด้วยกรรมนิยาม ได้แล้วจริง ผู้นั้นสำเร็จจึงจะทรงไว้ในสภาพไหน พระอรหันต์จึงสามารถทำจิตให้เป็น อุตุก็ได้ ทำจิตให้ ป็นพีชะก็ได้ ทำจิตให้เหนือด้วยวสวัตตี ด้วยการกระทำของตัวเอง ทรงได้เองได้ นี่คือผู้รู้แจ้งรู้จริงทำได้จริง อาตมาพูดด้วยสภาวะที่ตัวเองมีเอามาอธิบายขยายความ ไม่ได้เอามาจากตำราเล่มไหนเลย ไม่ได้เอามาจากครูบาอาจารย์คนไหนพูดออกมาพูดของตัวเองออกมาเป็นสภาวะ เปิดเผยว่าอาตมารู้สิ่งเหล่านี้จริงๆมีของตัวเองจริง ที่อาตมาว่าอาตมาเป็นพระอรหันต์ก็เพราะว่าอาตมามีจิตพวกนี้หมดแล้ว ขออภัยที่พูดนี้ไม่ใช่อยากอวดใหญ่ เบ่งโก้อะไร แต่พูดความจริงให้ฟังว่าคุณจะว่าให้ใครเป็นอรหันต์ก็ว่าไป อาตมานี่แหละไม่ปิดบังไม่เหนียมไม่มังกุ พูดตรงๆ บอกเปิดเผยว่าอาตมาเป็นอรหันต์ก็เอาไปเปรียบเทียบกับคนที่คุณนับถือว่าเป็นพระอรหันต์ซึ่งต่างกับที่อาตมาเป็นต่างกันอย่างไรก็เปรียบเทียบกันได้ (จาก...631023_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คำว่ากายนั้นยิ่งใหญ่อย่างไรในศาสนาพุทธ ตอน1)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน