ปฏิบัติศีลให้ถึงมโนปวิจาร 18.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข14 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิบัติศีลให้ถึงมโนปวิจาร 18 พ่อครูว่า…คนที่ไม่ได้เป็นอรหันต์บอกอุตตริมนุสสธรรมบอกไปก็ผิด ส่วนคนที่เป็นอรหันต์จะต้องรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพานของตัวเอง รู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม โดยเฉพาะเวทนา 108 เวทนา 108 เป็นจุดสำคัญตรงที่ เคหสิตเวทนา 18 กับเนกขัมสิตเวทนา 18 เรียกว่ามโนวิจารณ์ 18 พฤติกรรมของมโน อาการของจิต 18 อย่างที่เป็นเคหสิตเวทนา เวทนาหรืออารมณ์ที่ยังมีความรู้สึกแบบโลกีย์แบบโลก เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้ารู้เวทนาในเวทนาและเรียนรู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า อย่างมีสัมมาทิฏฐิ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกกิเลสจากจิตหรือไม่ จิตมีเวทนาเป็นกิเลสหรือมีการปรุงแต่งดวยกิเลส ก็แยกกิเลสออกมาได้แล้วหาเหตุที่มันปรุงแต่งออกเป็นรสสุขรสทุกข์ ก็จับได้ว่า มีผัสสะ ก็มีตัณหาอุปาทานเป็นเหตุ เกิดมีนามรูป เกิดมาจากวิญญาณ ก็มีกิเลสมาร่วมปรุงแต่งด้วยอวิชชา พอเริ่มศึกษาก็มีวิปัสสนาญาณแยกจิตแยกกิเลสได้ สัมผัสอาการกิเลสแยกจิตแยกกิเลสได้ มันเป็นความชอบใจไม่ชอบใจ มีกามมีพยาบาท ก็ชัดเจนในตัวเหตุก็พิจารณาถึงตัวเหตุ เห็นว่าเอ็งเป็นตัวการมาเล่นงานคนโง่คนอวิชชา ขณะนี้ฉันรู้แกแล้ว มาอยู่ในบ้านฉันมานานแล้ว ฉันรื้อหมดแล้วเรือนยอดของแกหมดเลย นี่กำลังจะรื้อนะ อาตมาอธิบายมันยิ่งกว่าฉายหนังช้า 32 เฟรม ต่อวินาที ธรรมดาก็แค่ 16 เฟรมต่อวินาที หรือจะเอา 64 เฟรม เอาช้ากว่านี้ก็ได้นะ นอกนั้นพอเราอ่านผิดอ่านเวทนา แยกตักกะ วิตักกะ สังกัปปะอออก แยกเหตุคือกิเลสในจิตเราทำให้เรา ใครเป็นเทวดาเป็นผีอยู่ จุดสำคัญต้องเข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่ง ปัญญาอันนี้เห็นอะไรเห็นความไม่เที่ยงของจิต เห็นว่ามันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็คือเหตุที่ไปหลงสุข มีวิปลาส เห็นทุกข์เป็นสุข ที่จริงมันเป็นทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จัดการเหตุตรงนี

อ่านต่อ

้หมดก็หมด ก็บอกเอ็งอย่ามาแหลมหน้า เอ็งเป็นตัวการเป็นเหตุแห่งทุกข์ จริงๆเอ็งไม่มีตัวไม่มีตัวตนหรอก อย่ามาหลอกเสียให้ยากเลย ปัญญาจะค่อยๆเข้าใจ กระทบมะขามนี้ มันน่ากิน เอาไปแช่อิ่มมา สวยๆโอ้โห ฉ่ำๆเลยกรอบด้วยนะเนื้อก็เยอะ ปอกเปลือกเหลือเนื้อหวานฉ่ำ มีเปรี้ยวผสมหวานอย่าบอกใครเชียว มันก็ไปใหญ่ฟุ้งไปถึงสวรรค์วิมาน เอ็งอย่ามาหลอก ข้าเคยหลงสวรรค์ วิมานสวรรค์ไม่มีจริงหรอก มันมีแต่นรกที่ไปหลงว่ามันอร่อยนี่แหละเป็นตัวจริง อย่ามาหลอก เรารู้เหตุแห่งทุกข์แล้วรู้ว่ามันไม่จริงปัญญาจะชัดเจนเลยว่า มันเป็นสภาวะเป็นเครื่องปรุงแต่งระหว่าง ตัณหาโง่ๆ อวิชชา หากเราเกิดปัญญาเกิดวิชชาควรพิจารณาทุกทีที่สัมผัส มีโภชเนมัตตัญญุตากระทบสัมผัสสิ่งที่กินที่ใช้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างสิ่งที่กินคือมะขาม หรืออื่นๆ กินหมากนี่ไปถามมหาบัวดู เขาบอกว่าเป็นการรักษาโรคแต่รักษาจนตายไม่หาย ต้องกินอยู่ตลอด พูดจากลบเกลื่อนเพราะว่าตัวเองติด พูดไปอย่าหาว่าอาตมาว่ามาปรับอาบัติอาตมา มหาบัวจะถือว่าเป็นปาราชิกก็ได้ คือ ตัวเองรู้ทั้งรู้ ว่าหมากพลูเป็นของเสพติด แต่ไปโกหกเขาว่าไม่ใช่ของเสพติด โกหกทั้งๆที่รู้ ของเสพติดว่าไม่ของเสพติด แล้วตัวเองเสพติด เพราะเคยพยายามเลิกแต่เลิกไม่ไหวก็เลยมากลบเกลื่อน ว่าไม่ใช่ของเสพติด อย่างนี้เป็นต้น เห็นแล้วอาตมาก็ว่ามันเสื่อมหนักเลยศาสนาพุทธ จนกระทั่งหลงกันถูกหลอก เป็นพระที่ไม่ใช่พระ เขาก็ไปนับถือบูชา พูดไปก็น่าสงสาร นับถือกันหมดทุกระดับ ไม่รู้จะทำยังไงเพราะไม่เข้าใจ ผู้รู้ไม่มาบอก แล้วผู้รู้ที่มาบอกอย่างอาตมาก็ไม่มีเครดิต แต่อาตมามีแต่ความจริงพูดความจริงด้วยความจริงใจ ด้วยความปรารถนาดี แต่ผู้ที่ตั้งใจฟังโดยไม่อคติ สุสูสังลภเตปัญญัง ตั้งใจฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา อาตมาอธิบายให้ละเอียดละออไปเรื่อยๆ พากเพียร

ขออธิบายในศีล จรณะ 15 เป็นเนื้อหาวิชาการ อปันกปฏิปทา ถ้าไม่มี 3 ข้อนี้ก็ผิดไปจากศาสนาพุทธ ก็แปลว่าอันนี้เป็นธรรมะที่ไม่ผิด ถ้าไม่มีก็ผิด ศีลก็โมเม สมาธิก็ไปนั่งหลับตา ก็ไม่มี 3 ข้อนี้มันก็ผิด ในจรณะไม่มีคำว่าสมาธิ เพราะเป็นอธิศีล ที่จะเจริญไปเป็น อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ ปฏิบัติ 3 ข้อนี้จะเกิด สัทธรรม 7 ธรรมที่เป็นอาริยธรรม คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต แล้ว แล้วก็จะเกิดวิริยะ สติ ปัญญาอีก 3 ข้อเสริมหนุนกัน สัทธรรม 7 คือธรรมของคนดีที่มีสัมมาทิฏฐิ 1. ศรัทธา (ความเชื่อมั่นอย่างสัมมาทิฏฐิ) 2. หิริ (ละอายต่อการกระทำผิด) 3. โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อการกระทำผิด) 4. พหูสูต (ฟังมาก รู้มาก ปฏิบัติธรรมแทงตลอด ได้มาก) 5. วิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร) 6. สติ (ระลึกรู้ตัวไม่เผลอใจ) 7. ปัญญา (รู้แจ้งชำแรกกิเลสได้) (พระไตรปิฎกเล่ม 11 “สังคีติสูตร” ข้อ 330) ศรัทธาความเชื่อความเข้าใจความรู้ เป็นความรู้ความเข้าใจมันจะเข้าใจขึ้น ปฏิบัติแล้วก็จะสัมผัสกิเลสได้ อย่างนี้เองโอ้โห แต่ก่อนนี้เราไม่รู้เลยนะ อันนี้อร่อยจัง เดี๋ยวนี้ไม่กล้าพูดแล้วมันน่าอายปฏิบัติธรรมแล้วอร่อยๆ รู้สึกหรือยัง มีไหม มี นี่คือคุณกำลังมีสัทธรรม 7 มีอยู่จริง ไม่รู้ว่าอร่อยอย่างโน้นอย่างนี้ไปชื่นชมกับ กาม กับปฏิฆะ อะไรต่างๆนานา มันเข้าใจไม่ถูก อย่างนั้นไม่ใช่อาริยชนอย่างนั้นเป็นคนโลกๆ เข้าใจดีก็เกิดอธิจิต อธิปัญญา สัมผัสเกี่ยวข้องกับอะไร แต่ก่อนมันเคยไปยินดี เสริมหนุนกิเลสให้แต่ตัวเองอีก อาย สูงขึ้น จากหิริ ไปเป็นโอตตัปปะ มีสติปฏิบัติทางกายวาจาใจเต็ม ก็ เป็น โอตตัปปะ รู้ตัว เป็นการเจริญของ อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติก็สูงขึ้น แต่ก่อนแค่ละอาย แต่ตอนนี้กลัว มันเจริญขึ้นอีก จิตก็จะเก่งขึ้น มันรู้เร็ว กลัวไม่เอาไม่ทำ คุณทำอย่างนี้แหละ แค่สามข้อมีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ ศรัทธาความเชื่อถือความเข้าใจก็ยิ่งสูงขึ้นปฏิบัติธรรมไปคุณธรรมก็ยิ่งเจริญ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ เป็นวิมุติ โน้มไปสู่ความเจริญที่สูงขึ้นเป็นวิมุตติญาณทัสสนะ เพราะว่ามีวิริยะ สติ ปัญญา มีสติตื่นเต็มมีความเพียร ปฏิบัติต้องมีสติทั้งกายวาจาใจเต็ม ปฏิบัติมีสัมผัสเป็นปัจจัย สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 มีโภชเนมัตตัญญุตา มีชาคริยานุโยคะเป็นคนตื่นไม่ใช่คนหลับ ขออภัย ตีทิ้งหลับตาปฏิบัติ มันออกนอกเขตเทศบาลพุทธ ไปโผด คือการเอาไปปล่อยไกลๆ

อาตมาอธิบายธรรมจากศีล ขยายความให้พิสดาร ถ้ารู้จักขั้นตอนของสาระธรรมของศาสนาอธิบายให้พิสดาร เมื่อคุณสามารถทำได้เป็นวิมุติ คุณก็เป็นพหูสูต ไม่ใช่เป็นแค่ผู้คงแก่เรียน เป็นผู้รู้อ่านตำราศึกษา แล้วเอามา สอนคนอื่น แจ้วๆ เป็นปทปรมบุคคล ไม่ใช่ พหูสูตเป็นผู้รู้จริงรู้แจ้งบรรลุธรรม วิริยะก็เจริญ สติก็เจริญ ปัญญาก็เจริญ เป็นสัทธรรม 7 ที่ได้ลักษณะพวกนี้ท่านก็สรุปว่าเป็น ฌาน 1 2 3 4 ฌาน แปลว่าไฟ สภาวะจริงเป็นอุณหธาตุ ฌานไม่ใช่เพ่งแบบสมถะ ไม่ใช่ฌานพุทธ อย่าไปแปลฌานว่าเพ่ง ในพจนานุกรมไทยบาลีแปล ฌานว่าความเพ่งเลยนะ ซึ่งผิด ไม่เพ่ง แต่เป็น สามัญ ธรรมดาปกติของมนุษย์มีผัสสะเป็นปัจจัย มีสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะ ปฏิบัติให้กิเลสลด มีสติสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ในโพชฌงค์ 3 เป็นวิตกวิจารณ์ สติ ธรรมวิจัย วิริยะ สามข้อ คือวิตกวิจาร เสร็จแล้วก็เป็นสุข คือปีติ กับปัสสัทธิ จิตก็สะสมลงเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ ตัวที่ 6 เขาใจดีมาก แปลภาษา สุภาวดี สุดยอดของสมาธิก็คืออุเบกขาสัมโพชฌงค์ เห็นเป็นขั้นเป็นตอนเป็นระดับดีไหม นี่คือของแท้ ต้องมีสภาวะอย่างนี้ อาตมาอธิบายจากสภาวะที่ตัวเองมี ไม่ใช่เอาจากตำรา เข้าใจดีไหม ไม่ใช่มีแต่ภาษา แต่มีสภาวะ ปฏิบัติอย่างนี้ได้ตามหลักโพธิปักขิยธรรม 37 พิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตธรรมในธรรม คุณพิจารณาสติปัฏฐาน 4 เป็น แล้วคุณก็ปฏิบัติมีสัมมัปปธาน 4 มีสำรวมสังวรแล้วก็ ปหาน สังวรปธานปหานปธานแล้วก็เกิดผลเป็นภาวนาประธาน แล้วก็รักษาผล อนุรักขนาปธาน แล้วคุณปฏิบัติ กายในกาย เรียนรู้เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม 4 ตัวนี้เป็นโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620 เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 และโลกุตรธรรมอีก 9 รวมเป็น โลกุตรธรรม 46 ฌาน 4 นี้ ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติจรณะ 11 ไม่ใช่ฌาน จะต้องไปนั่งหลับตา เพ่งเอา ไม่ใช่ฌานของ พระพุทธเจ้าไม่มี เพ่ง มีแต่วิปัสสนาญาณ รู้แจ้งเห็นจริงตามเหตุปัจจัย มีการกระทบสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ตามที่อธิบายได้โดยพิสดารให้ฟังอย่างนี้ นี่คือสัจธรรมพระพุทธเจ้า ตั้งใจฟังดีๆ อาตมาได้อธิบายธรรมให้พวกคุณฟัง ก็สุขใจสบายใจ

631213_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังความเป็นอรหันต์โดยลำดับ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน