นั่งหลับตาคือการปฏิบัติผิด หลวงปู่มั่นก็ปฏิบัติผิด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข12 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

นั่งหลับตาคือการปฏิบัติผิด หลวงปู่มั่นก็ปฏิบัติผิด _บุญช่วย อึ้งเรือนยะ : นั่งสมาธิผิด แบบนั้น หลวงปู่มั่นก็ผิดสิครับ พ่อครูว่า…คุณเข้าใจได้ถูกดี เข้าใจว่านั่งหลับตาสมาธิเข้าไปสะกดจิต แบบหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นก็ผิด อาตมาก็ขอยืนยันว่าผิดเพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิ หลวงปู่มั่นหรือสายหลวงปู่มั่นหรือสายหลับตาทั้งหมดยังเป็นเดียรถีย์ ยังเป็นพวกนอกรีตของศาสนาพุทธในยุคที่พระพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นมาสมณโคดมนี่แหละ ท่านอุบัติขึ้นมาก็เจอความผิดเพี้ยนไปแล้วเหมือนในยุคนี้ที่ไปนั่งหลับตาเป็นเดียรถีย์หมดแล้วไปหลงว่าอย่างนั้นคือถูกทาง อาตมาก็มาบอกว่าทางของพระพุทธเจ้าคือจรณะ 15 วิชชา 8 สมาธิต้องได้จากจรณะ 15 วิชชา 8 ล้างอาสวะสิ้นไปแล้วจิตใจไม่มีอาสวะ จิตใจที่บริสุทธิ์จึงจะตกผลึก จนกระทั่งแน่นเข้าไป อัปปนา พยัปปนา เจโตโสภินิโรปนา เป็นจิตตั้งมั่นที่แน่นเข้า เอาจิต ปริสทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส ก็จะสั่งสมลง มีทั้งแนวตั้งและแนวนอนเจริญมากยิ่งขึ้น ทั้งภาคที่ตั้งแน่น อัปปนา ทั้งภาค static dynamic 2 สภาพเป็นอย่างยิ่งแข็งแรงยิ่งแน่นยิ่งวิ่งได้เร็วๆๆ มันเป็นสภาพ dialactic หมุนรอบเชิงซ้อนที่เป็นสิริมหามายา ยากที่จะแยกได้ มุทุภูตธาตุ มาจากคำว่า มุกับทุ มะ กับ ทะ มะคือ จิต ทะคือ พลังงานที่แข็งแรง เช่น ทหาร เป็นต้น ต ถ ท ธ น เป็นตัวที่จะทำงานให้เกิดพลังงานแข็งแรงจนคนอื่นสัมผัสได้ จนคนอื่นรู้ร่วมกันได้ แข็งแรงที่สุภาพ แข็งแรงสุภาพ ไม่ใช่แข็งแรงอันธพาล ถ้าจะแข็งแรงแบบ อันธพาล จะไประรานคนอื่น แต่แข็งแรงสุภาพมีแต่จะช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นเขาเรียกว่า ทหาร เป็นผู้สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ทหารนี้แข็งแรงสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนช่วยเหลือผู้อื่นเพราะเป็นผู้แข็งแรงกว่าแม้ตัวเองจะต

อ่านต่อ

้องเจ็บก็ไม่ว่าอะไร แม้ที่สุดตัวเองจะต้องตายก็เสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่นนี่คือทหาร ทหาร คือหน้าที่อาสาไปตายทั้งนั้น นี่สุดยอด ม คือ จิต ท คือตัวคุณสมบัติที่พิเศษ แล้วเป็นพยัญชนะ 2 ตัวนี้ ให้เกิดพลังงานในตัวเอง โดยเอา สระมายืนยัน สระ ที่เป็นพลังงานสั้น อยู่ที่ อุ อะ อิ อุ เป็นรัสสระ อา อี อู ยาว แต่นี่ อุ ไม่ใช่ อิ และไม่ใช่ อะ อะ อิ อุ เป็น 3 สภาพ พลังงานของจิตก็เป็น cyclic (วงวนหรือวนเวียน) พลังงานของทหาระ ก็เป็น 3 มุทุ ชาวอโศกเรา ฟังเข้าใจขึ้นไหม? ผู้ที่บัญญัติพยัญชนะใครก็ตามที่บัญญัติมาเป็นภาษาบาลี รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ตั้งขึ้นมาไม่ใช่ตั้งขึ้นมาแบบไม่มีความหมายแต่มีสิ่งลึกซึ้งของสภาวะของจิตวิญญาณและเอามาผสมรวมกัน ผสมกับสระ สื่อให้รู้ถึงสภาวะเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านสภาวะโดยพยัญชนะ ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก อาตมารู้จักพยัญชนะเหล่านี้มาหลายชาติ ปางนี้อาตมาไม่จำเป็นต้องตั้งพยัญชนะเขาตั้งไว้หมดแล้วแม้แต่ไวยากรณ์เขาก็เรียน ไวยากรณ์ที่เขาเรียนกันเป็นตำราทีหลังที่รวบรวมเอาไว้ใช้ เป็นเรื่องแยกก็ไปอีกนิดหน่อย แต่คนที่ไปหลงติดไวยากรณ์อาตมาเป็นต้นราก ก็เลยขัดแย้งกันหน่อย ก็ไม่อยากพูด เขาก็ต้องอาศัยไวยากรณ์ไปก่อน ยิ่งอาตมานี้เข้าใจเขา แต่เขาไม่เข้าใจอาตมาเขายึดถือไวยากรณ์แล้วเป็นบัญญัติเป็นหลักเกณฑ์ ที่พวกรุ่นหลังตั้ง ไม่ใช่ต้นแท้ผู้ที่เป็นบัญญัติ สรุปว่า หลวงปู่มั่นปฏิบัติผิดแน่นอน อาตมาตีทิ้งเด็ดขาดไปแล้ว ว่าการนั่งหลับตานั้นมันผิด เอาเหตุผล จากจรณะ 15 นี้ วิชชา 8 เอาแค่อปัณณกปฏิปทา 3 ข้อมายืนยัน ก็ชัดเจนแล้ว ถ้าเข้าใจอย่างมีปฏิภาณปัญญาพอ ว่า การจะเกิดความรู้ของพระพุทธเจ้าทางจิต จะเป็นฌานก็ดี เป็นคำอยู่ในจรณะ 15 แต่คำว่าสมาธิไม่มีอยู่ในจรณะ 15 หรือแม้แต่วิชชา 8 ก็ไม่เรียกสมาธิเขาเรียกว่าปัญญาเป็นวิชชา จิต ทั้งหมดก็คือต้องเกิดจากกระบวนการของจรณะ 15 จิต ปัญญาก็เกิดจากกระบวนการของวิชชา 8 จิตเป็นอธิจิต ปัญญาเป็นอธิปัญญา เริ่มจากศีล ไปทีละข้อๆ ก็จะเกิดจิตเกิดปัญญาและเกิดอธิมุติหรือวิมุติ พอเป็นอธิมุติแล้วไปเป็นวิมุตก็จะหลุดพ้น แล้วสำทับด้วยการตรวจสอบให้ดีเป็นวิมุตติญาณทัสสนะสมบูรณ์แบบ จิตตรวจสอบได้อย่างนี้แหละ ศีลสมาธิปัญญาวิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ จิตสะอาดจากนั้น ถึงมาเป็นจิตที่จะบริสุทธิ์ ปริสุทธา แล้วจะค่อยๆเสริมขึ้นมาอีกเพิ่มขึ้นอีกเพิ่มขึ้นอีก ต้องจิตสะอาดบริสุทธิ์ อาสวะสิ้นอย่างแข็งแรงถึงจะมาสะสม ไม่เอาจิตอ่อนแอมาสะสม แต่เอาจิตแข็งแรงตั้งมั่นนะ ไม่เอาจิตอ่อนแอมาสะสมมันจะเป็นภาระ เอาจิตแข็งแรงมาสะสมจึงเกิด อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา จึงจะ แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่นได้ มันยากที่เขาแปลเป็นภาษาไทยแล้วไม่ได้วงเล็บบาลีไว้ อาตมาก็ต้องเอาบาลีมาเป็นหลักขยายความพวกนี้ โดยอาศัยพยัญชนะของที่เขาแปลไว้บ้าง สมาธิก็ดี ฌานก็ดี ฌานคือจิตที่กำลังทำงานล้างกิเลส พอถึงฌาน 3 กิเลสสะอาด พอถึงฌาน 4 จิตสะอาดกิเลสหมดเกลี้ยง จิตสะอาดดี ว่างดี สุ ดี ข ว่าง สะอาดแล้วว่างแล้วจึงจะเลยไปเป็น เอกัคคตา เป็นตัวอุเบกขาสมบูรณ์แบบที่ฌาน 4 สะอาดแล้วก็ต้องทบทวน อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ด้วยอรูปฌาน 4 อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ ตรวจ อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง จิตสะอาดจึงจะสั่งสมลงเป็นสมาธิ เจริญอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นิจจังไม่ยึกยัก ได้บ้างไม่ได้บ้างไม่เอา แต่เอาที่ได้แล้วสะสม เป็นสมาหิโต ไม่ได้เรียกสมาหิตานะ จิตตั้งมั่นของพระพุทธเจ้าเป็นเอกพจน์นะมีแต่ 1 1 1 1 1 ไม่มี 2 นะมีแต่แน่นอย่างเดียวแยกไม่ได้ สมาหิตโตหรือสมาหิตะ ของพระพุทธเจ้านะ คำนี้ ไม่ใช่จะได้ฟังขยายความกันง่ายๆ แต่มีแต่ในเจโตปริยญาณ 16 ของพระพุทธเจ้า อสมาหิตะหรือสมาหิตะ ให้ทบทวนว่ามันตั้งมั่นหรือเปล่าหลุดพ้นจริงหรือเปล่าเป็นตัวสุดท้าย จริงๆแล้วจิตสุดท้ายคือ สมาหิตะ แต่วิมุติ อวิมุติ คือตัวที่ท่านทิ้งปลายเปิดไว้เหมือนกับท่านทิ้ง อนิจจตาไว้ที่ลักขณรูป 4 อปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ที่จริงควรจะเป็น นิจจตา แต่มันไม่ได้ต้องเป็น อนิจจตา ต้องทำนิจจังให้ครบทั้งรูปและนามที่เป็นศูนย์ ในรูป 28 ที่จะจบตัวสุดท้ายด้วย อนิจจตา ฟังธรรมะที่อาตมาอธิบายด้วยดีๆ คุณจะไม่ได้ฟังคนอธิบายสัจธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าขยายความละเอียดลออ ไปอย่างอาตมา จะไม่มีคนมาอธิบายอย่างนี้ได้ง่ายๆหรอก ขออภัยที่ยกย่องตัวเอง แต่มันเป็นความจริงอาตมาสัมผัส ไม่ใช่อยาก อวดโอ่ ไม่ใช่ยกตัวเองบ่อยเกินแต่ขยายความให้เห็นนัยยะละเอียด อาตมามีสมบัติ อาตมามีคุณธรรม มีคุณวิเศษ มีโลกุตรธรรมอย่างที่เอามาอธิบายแล้วพากันทำ ไม่ใช่มีแค่พยัญชนะด้วย อาตมาได้แล้ว ก็เอามาขยายความให้พวกเราตามมาได้เรื่อยๆ ก็ใกล้อาตมามาเรื่อยๆ ใกล้หรือยัง? ...นั่งใกล้ คนนี้ฉลาดตอบ แล้วธรรมะใกล้หรือยัง ก็ได้ ใช้ได้ เพราะฉะนั้น ก่อนจะล้างละไปตรงนี้อีกทีก็ขอย้ำว่า อย่าหาว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลย สายนั่งหลับตานั้นขออภัย อาตมาตีทิ้งไปหมดเลย เป็นโมฆะ เลิกได้เลย ศาสนาพุทธไม่ได้พานั่งหลับตา จะหลับตาก็มีเหตุปัจจัยต้องมีเหตุผล มีเจตนาจะหลับตาเพื่ออะไร หลับตานั้นจะมีประโยชน์อยู่ 2-3 อย่างและเป็นโทษอย่างยิ่งในข้อสุดท้าย หลับตาจะได้ประโยชน์ คือ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่านสภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์หลับตา 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช ใช้สัญญาทบทวน ลงบัญชีได้อย่างดี 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) ตรวจสอบ อาสวักขยญาณ ไม่ว่าจะอาสวะใน อบายมุข กามคุณ 5 หรืออัตตาก็ตาม คุณก็จะรู้เหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ,ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวข้องกับข้าวของ ,ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวข้องกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างนี้เป็นต้น คุณก็รู้สภาวะที่เกี่ยวข้องกันสัมพันธ์กันทั้งนั้นเลยแล้วก็เกิดเป็นสภาวะธรรมในจิต ซึ่งก็มีตัวจริงกับตัวปลอม ตัวดีกับตัวเก๋ เรียกว่าสิ่งที่มี 2 เทวะ คุณก็ล้างตัวเก๊ เหลือแต่ตัวจริงไว้อาศัย แม้ตัวจริงที่คุณได้อาศัยมันก็เป็นสิ่งที่จะเกิดมาชั่วในสิ่งที่คุณจะอาศัยมัน คุณรู้ว่าอาศัยไว้ได้ แล้วก็ใช้การอาศัยนั้นทำงานไปเท่านั้น โดยคุณเข้าใจแล้วไม่สงสัยเพราะมันหมด “อากังขา” กังขะแปลว่าสงสัย อากังขาสงสัยไปยึดมาเรียกว่าอากังขะ หมดสงสัยแล้ว ไม่มีการสงสัยมีแต่สยะ หรือ ลยะ โดยไม่มี อา มีแต่ ลยะ ลยะ แยกพยัญขนะเป็น ละ กับ ยะ ส่วน สยะ คือพยัญชนะ ส เป็นพลังงานในระดับที่ 5 ย ล ร ว ส ตัวที่ 5 เป็นตัวกลางของขั้วละ 4 ขั้วละ 4 ยะ เป็นตัวแรกของเศษวรรค ย ร ล ว ส ย ร ล เป็น 3 ตัวแรก ลยะ นี้ ยังละเอียด แต่ สยะ นี้ หยาบกว่า ลยะ เป็นเศษวรรคเอามาใช้ ส นี่มันใหญ่หยาบกว่า ล ถ้า ส มันวง 5 ส่วน ล วงที่ 3 ยิ่ง ส มาบวกกับ ย ก็หนาแน่นกว่า ล ย มีตัวตนมากกว่า ล นัยะละเอียดเหล่านี้อาตมาไม่ได้เดาแต่มันละเอียดมากที่จะเป็นสภาวะมาสื่อเป็นพยัญชนะ อธิบายให้ฟังนี้ก็ต้องดึงของเก่ามา ไม่มีในตำรานะในยุคนี้ อาตมาไม่ได้เรียนตำราแบบพวกคุณ แต่อาตมารู้ถึงรากเหง้า รู้ละเอียดกว่าพวกคุณ จนคุณไม่สามารถฟังอาตมารู้เรื่องมันละเอียดถึงปานนั้น แต่พวกคุณฟังได้นะ แล้วเลอะเทอะสับสนไหม? ..ไม่ พูดเอาใจอาตมาหรือเปล่า? ..เปล่า เข้าใจได้ สรุปอีกทีหนึ่งว่า อาจารย์มั่นนี่นะ หรือสายหลับตา ตีทิ้งได้เลยเพราะศาสนาพุทธไม่มีหลับตา อปัณณกปฏิปทา 3 นี่ก็ยืนยันอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นผู้ตื่น ตื่นไม่ใช่หลับ แม้แต่ตื่นลืมตาจะทำเบลอไม่ได้ ต้องตื่นทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ตื่นเต็ม ตื่นครบ ตื่นทั้ง 6 ทวาร สู่แดนธรรม…พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องภาวนาไม่ถูกทางด้วยการหลับตา อินทริยภาวนาสูตร เล่ม 14 ข้อ 854 อุตตระว่า ..ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ (หลับตา) อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต (หนีเสียง) ฯ พระโคดมว่า ..ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ

631211_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาตีทิ้งการนั่งหลับตาปฏิบัติ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน