ออกป่าปฏิบัติเป็นทางผิดพระพุทธเจ้าท่านว่าไว้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10.00 KB
วันที่แก้ไข14 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

ออกป่าปฏิบัติเป็นทางผิดพระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ _ PHOHEOK Up. โพธิ์เฮียก : เคยอ่านประวัติเจอว่าพระป่ากับสายพระพุทธเจ้าคนละสายกันครับครั้งหนึ่งพระของพระพุทธเจ้าออกขอทานไปเจอพวกพระป่ามีคนใส่ทานเยอะจึงเห็นว่าพระป่าให้ศีลให้พรแด่ผู้มาใส่ทานเลยทำตามพระป่าบ้าง ชาวบ้านก็ดีใจที่พระให้ศีลให้พรได้เหมือนพระป่า จะเห็นว่าพระป่าเกิดขึ้นมาพร้อมพระพุทธเจ้าแต่ทำไม่เอาคำสอนของพระองค์มาแอบสอนครับ พ่อครูว่า…พระป่านั้นมีอยู่เก่าก็คือพวกเดียรถีย์พวกนักบวช ภาษาไทยเรียกนักบวชว่าพระ ก็คือพวกนักบวชป่า สมณะป่าที่ปฏิบัติธรรมไปเข้าป่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ก็ถูกสังคมครอบงำว่านักบวชต้องออกป่า ก็เลยเป็นลิงลมอมข้าวพองออกป่าตามเขา ก็ไปป่า แล้วก็ไปเป็นนักบวชแล้วก็ปฏิบัติตามที่เขานำพาด้วยทุกรกิริยาต่างๆ เป็นกิริยาที่ไม่ถูกต้อง เขาแปลง่ายๆว่าทรมานทรกรรม ไม่เข้าสัมมาทิฏฐิตามพระพุทธเจ้า ก็ทำกับเขาอยู่ 6 ปี สุดท้ายอดอาหารจนกระทั่งจะเดินไม่ไหวก็เลยเลิก เลิกแล้วก็นั่งลงใช้สัญญาตรวจสอบ นั่งสงบตรวจสอบในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 นั่งตรวจสอบใต้ต้นโพธิ์ ตอนนั้นยังไม่เรียกต้นโพธิ์ ตอนนั้นเรียกว่าต้นอัสสัตถพฤกษ์ ไปนั่งใต้ต้นนั้น ระลึกชาติ ในยาม 1 ในยาม 2 ในยาม 3 ก็รู้แจ้ง คือท่านนี้ได้รับการถูกทำนายตั้งแต่ประสูติเลยว่าผู้นี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านได้รับการทำนายมา ตั้งแต่มีพราหมณ์ 7 รูปมาทำนาย มีพราหมณ์ชื่อโกณฑัญญะที่เป็นหนุ่มกว่าเพื่อน นอกนั้นเป็นพราหมณ์แก่หมด โกณฑัญญะทำนายคติเดียว เจ้าชายสิทธัตถะยังไม่ได้ครองเมืองทีเดียว เมื่อท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านจึงรู้ว่า อ๋อ ที่ 6 ปีนั้น เป็น 6 ปีที่ต้องไปใช้หนี้บาป ที่เคยไปท้วงพระพุทธเจ้าองค์กัสสปะ ยุคที่ตอนที่ท่านเป็นโชติปาละมานพ เราเป็นผู้ชื่

อ่านต่อ

อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกขีโณ)(เล่ม 32 ข้อ. 392) ไปว่าแค่นี้ ว่าจ้างก็ไม่ได้หรอกจะมานั่งใต้ต้นโพธิ์นี้ เพราะว่าสัมมาสัมโพธิญาณเป็นเรื่องยาก ไปจาบจ้วงพระพุทธเจ้าแค่นั้น เป็นวิบากกรรม 6 ปีเลย ชัดเจนว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ด้วยทางนั้น ไปนั่งหลับตาออกป่าทรมานอยู่อย่างนั้น มันไม่ใช่ทางปฏิบัติไม่ใช่ทางที่จะบรรลุธรรม บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกขีโณ)สิ้นอาสวะ แต่ว่าอาสวะของพระพุทธเจ้าเป็นอาสวะของประเภทระดับอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่แค่อาสวะระดับต้น ซึ่งมันมีหลายรอบ คนที่ไม่รู้ก็เดา อรหันต์เดาผิดขึ้นมาเรื่อยๆ ถ่ายทอดความผิดมา จนกระทั่งถึง 2,500 กว่าปี มันผิดมาไม่รู้กี่ชั้น อรหันต์ของการเดา ซึ่งเป็น Concept ความเป็นอรหันต์ของเขานึกไม่ออกแล้วเป็นอย่างไร มันซับซ้อนเพราะเดาผิดๆ ไม่รู้ตกอยู่ใต้บาดาลถึงไหน เป็นพญาครุฑก็ไม่รู้คิดฟุ้งซ่านเอาอะไรมาผสมกับอะไร เลอะเทอะไปหมดเลย แยกไม่ออกเลยมาจากต้นอะไรผสมกันไปหมด มันก็น่าเห็นใจ อาตมาจึงจำเป็นต้องบอกว่าอาตมาเป็นพระอรหันต์ เพราะเขาจะเดาไม่ออกว่าอาตมาเป็นพระอรหันต์อย่างนี้ อาตมาแสดงกายวาจาใจมีกิริยาอาการอย่างนี้ แสดงความเป็นตัวเองมาตั้งแต่ทำงานด้านนี้ ไม่ได้บอกว่าเป็นอรหันต์มาแต่ก่อน พูดว่าบรรลุธรรม แต่ไม่ได้บอกอย่างทะลุไปเลย อาตมามาพูดบอกว่าตนเองเป็นอรหันต์ในปี 2558 ไม่กี่ปีมานี้เอง 5 ปีมานี่เอง พูดออกไปชัดๆ เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ทำงานมาตั้ง 45 ปี แล้วเพิ่งมาประกาศจริงๆ แต่ก่อนบอกว่าเป็นอริยะเป็นโพธิสัตว์ เขาก็ไม่รู้เรื่องโพธิสัตว์ อาตมาก็อธิบายซ้อนอยู่แล้วว่าโพธิสัตว์จะต้องบรรลุอรหัตผลก่อน บรรลุธรรมตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ที่เป็นผล ก็เป็นโพธิสัตว์ตามลำดับ เป็นพระอรหันต์จบขั้นที่ 4 ก็เป็นโพธิสัตว์ระดับอรหันต์ขั้นที่ 4 แล้วยังมีอนุโพธิสัตว์ขั้นที่ 5 อนิยตโพธิสัตว์ขั้นที่ 6 นิยตโพธิสัตว์ขั้นที่ 7 โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ผ่านอรหันต์มาตั้ง 3-4 ขั้น ผู้ไม่เคยได้ยินได้ฟังไม่ได้ศึกษามา ก็ฟังไม่ขึ้นเพราะเขาไม่เคยมีลำดับขั้นตอนอะไรมา แต่ของพระพุทธเจ้ามีลำดับขั้นตอน ยังมีขั้นที่ 8 เป็นมหาโพธิสัตว์ ขั้นที่ 9 เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้เป็นต้น การพูดอย่างนี้ อาตมาไม่ได้พูดโดยไม่มีหลักฐานเหตุผลที่ไปที่มา มีหมด มีที่ไปที่มา มีเหตุมีผลมีลำดับขั้นตอน แล้วอาตมาก็แสดงความมีภูมิทางธรรมะ มีธรรมะโลกุตรธรรมอย่างไร อธิบายสาธยายตลอด ถ้าคุณติดตามฟังธรรมะด้วยดี จะเกิดพัฒนาความรู้ทางธรรมะเรียกว่า ปัญญา จะเจริญขึ้นมาได้อย่างมีปัญญา ความรู้ที่ไม่ใช่โลกุตระเขาเรียกว่า เฉกาหรือเฉโก เป็นความฉลาดแบบโลกีย์ แต่ทุกวันนี้เขาทิ้งคำนี้ไปแล้ว เพราะว่ามันเป็นความฉลาดแบบแกมโกง ในพจนานุกรมภาษาไทย ก็ยังแปลเฉโกว่าฉลาดแกมโกง แต่ในพจนานุกรมบาลีไทย เฉโก แปลว่า ความฉลาดเฉยๆ แต่ในพจนานุกรมภาษาไทย แปลว่าความฉลาดแกมโกง ฉลาดที่เป็นโลกียะไม่ใช่ฉลาดอย่างโลกุตระ หากฉลาดอย่างโลกุตระเรียกว่าเป็นปัญญาต่างกับ เฉกา นัยยะที่ละเอียดลออตามที่อาตมาสาธยายตามลำดับจนถึงปัจจุบัน ที่คุณคนนี้ คุณโพธิ์เฮียกว่ามา จะบอกว่าพระป่าเกิดมาพร้อมกับพุทธเจ้า เขาก็เกิดมาก่อน แล้วพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเจอพระป่า แล้วท่านก็มาอธิบายชัดเจนทีหลัง เมื่อท่านเลิกจากลิงลมอมข้าวพอง เป็นตัวของท่านเองแล้ว ท่านถึงจะมาอธิบาย ที่สำคัญคือท่านไม่เหมือนโพธิรักษ์ เพราะท่านจะมาตีทิ้งพระป่าเหมือนโพธิรักษ์ไม่ได้เลย ถ้าท่านตีทิ้งก็ไม่มีใครมารับธรรมะ ไม่มีเลย ท่านก็ต้องประนีประนอมไว้ แต่โพธิรักษ์เกิดมาในยุคที่พระพุทธเจ้าได้เกิดมาแล้วศาสนาพุทธเกิดมาจนเสื่อมแล้ว พ. ศ. 2500 กว่าปีแล้ว อาตมาจึงไม่เหมือนพระพุทธเจ้า จึงตีซัดเลย เอาพระไตรปิฎกมายืนยันเลยว่า อันนั้นมันไม่ใช่..จึงไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าเอาอาตมาไปเทียบกับพุทธเจ้าเลย คนละกาละเทศะฐานะ มันย่อมไม่เหมือนกัน ศึกษาให้ดีจะเกิดปัญญา

631213_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังความเป็นอรหันต์โดยลำดับ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน