สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จิตมโนวิญญาณศึกษาที่ใด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จิตมโนวิญญาณศึกษาที่ใด “จิต,มโน,วิญญาณ” ศึกษาได้ที่ไหนล่ะ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรียนรู้ได้ที่“กาย” เพราะ“กาย”นั้นแหละ มีความเป็น“จิต-มโน-วิญญาณ” อยู่ประชุมพร้อมที่จะให้เรียน และให้ปฏิบัติจัดการกัน ตรง“จิต,มโน,วิญญาณ”นี้เอง เป็นสำคัญ เป็น“แดนเกิด” (สัมภวะ) ให้มี “การทำกันที่ใจที่จิต”นี้ เรียกว่า “มนสิการ” ซึ่งมีทั้ง“ร่างกายและจิตใจ” รวมอยู่ทั้ง 2 จึงต้องเรียนแล้วทำให้“ถ่องแท้” ภาษาบาลีว่า โยนิโส คือ ถ่องแท้ “การทำใจในใจให้ถ่องแท้” จึงเรียกเต็มๆว่า “โยนิโสมนสิการ” และ“กาย”ก็หมายถึง “ธรรมะ 2” ซึ่ง“ต้องมีภายนอก” ด้วยเสมอ ขาดไม่ได้ แต่ไม่ใช่ไปจัดการอยู่แค่“ภายนอก” ที่มีเฉพาะ“ร่าง” อันคือ ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม กันเท่านั้น ชาวพุทธทุกวันนี้ เพราะฟังคำสอน หรืออ่านคำตรัส ของพระพุทธเจ้า ไม่แตก และเรียนรู้ไม่ถ่องแท้ ก็เลยพากันมุ่งปฏิบัติ“สุดโต่ง” ลัดไปเอาแต่“จิต-มโน-วิญญาณ” โดยทิ้งภายนอกไปเลย นั่นคือ หลับตา-ปิดหู -ปิดทวารภายนอก 5 ทวารทั้งหมด คำว่า“กาย”นั้นเป็น“องค์ประชุม” เป็น“องค์รวม” เป็น“องค์ประกอบ” ของ “ธรรมะ” คือ“สิ่งที่ถูกรู้”นี้ 1 ชื่อว่า “รูป” ซึ่งก็เน้น“จิต” เน้น“มโน” และ 2 นั้นคือ“ตัวรู้”ที่เป็น“นาม” เช่น นี่หัวผักกาด ตัวมันเอง ไม่มีทางรู้ตัวมันเอง มันต้องมีผู้รู้ ตัวรู้เป็นประธาน subject คือจิตเราไปรู้นั่นเอง ถึงครบกาย ผู้รู้ตัวรู้ เป็นประธาน คือ subject ตัวถูกรู้ คือรูป คือ object นี้คือ “กาย” พระพุทธเจ้า ให้ศึกษาเข้าไปตรงที่ ความเป็น“จิต-มโน -วิญญาณ” ตามที่ได้อ้างอิง จากพระไตรปิฎก มาบ่อยๆ นั่นต่างหาก เป็นตัวแท้ ตัวสำคัญ ที่จะเรียนรู้ แต่ยังเนื่องต่ออยู่กับ ภายนอกเสมอนะ ถ้าใครเข้าใจว่า ความเป็น“กาย” คือ แค่“ร่าง” ที่หมาย
อ่านต่อ
เอาเฉพาะภายนอก ได้แก่ ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม ประกอบกันอยู่เท่านั้น ไม่เกี่ยวมาถึงจิต ไม่เกี่ยวมโน ไม่เกี่ยววิญญาณเลย ผู้นั้นคือ มิจฉาทิฏฐิ 100 % ผู้ไปหลงผิด งมโข่งอยู่ว่า “กาย”หมายเอาแค่ “ร่างภายนอก”ของคน ผู้นั้นศึกษาศาสนาพุทธ ไม่ได้อานิสงส์แน่ หรือไม่เกิดมรรคผล ถึงนิพพาน แน่ยิ่งกว่าแน่เลย พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า “กาย”นั้น ให้ตั้งใจศึกษา หมายเอา“จิต-มโน-วิญญาณ” ตามที่ได้อ้างอิงคำตรัส ในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230 ว่า “ร่างกาย”ถ้าหมายถึงแค่ “ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม” ประชุมกันอยู่ เป็น“กาย”นั้น ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกาย อันเป็นที่ประชุมของ มหาภูตทั้ง 4 นี้ “ย่อมปรากฏ” ให้เห็นอยู่ เป็นของหยาบ เป็น“การปรากฏ”ให้รู้ ให้เห็น ได้ง่าย ได้ชัด จึงเห็นความไม่เที่ยงได้ง่าย เห็นความเป็นทุกข์ได้โต้งๆ และสุดท้าย มันก็จะตาย ไม่มีตัวตนให้เห็นกัน เมื่อร่างตาย แยกสลายเป็นอื่นไป สุดท้ายทุกคน ไม่ยกเว้น ร่างกาย จึงไม่มีใครสงสัยนี่ ต้องทิ้งแน่ จึงเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นใน“ร่างกาย” กันได้ง่าย ไม่ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเราที่ถาวร ได้ไม่ยาก เพราะเป็น“รูปหยาบ” เป็นภายนอก มี“สัมผัส” ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอก ให้เห็นให้รู้ชัดๆ เพราะเห็น“ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี” ของร่างกาย ใครๆก็อาจสามารถร่วมรู้ ร่วมยืนยัน พูดกันรู้เรื่อง “รูปหยาบ”จับต้องร่วมกันได้ มันเสื่อมก็ดี มันเจริญก็ดี เห็นด้วยกันได้ เป็นรูปเป็นร่างเสื่อมไป ตายไปเห็นๆด้วยตา ก็ชัดยิ่ง มันไม่เที่ยง ยึดไม่ได้ ก็ต้องจำนนต่อสัจจะ ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด แต่“กาย”ที่หมายถึง “จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง” นั้น มันเป็น “รูปละเอียด” ที่ปุถุชนผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า จะไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นใน“จิต” เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุว่า “จิต”เป็นต้นนี้ อันปุถุชนผู้มิได้ฟัง ไม่ได้ศึกษา รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ดังนั้น เริ่มต้นการศึกษาพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า ต้องเริ่มต้นการศึกษา ให้มี“ผัสสะ” แล้วเกิด“เวทนา” จึงจะทำใจในใจกันได้ ก็ที่“เวทนา”นี่แหละ ตามทฤษฎี โพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งมีทั้ง “โพชฌงค์ 7 และมรรค 8” ปฏิสัมพัทธ์กันอย่างมีระบบ ความเป็น“จิตใจ”(เจโต) แต่ไม่มี“วิชชา” (ปัญญา) จนสามารถ “ทำใจในใจ” (มนสิกโรติ) ของตนให้เป็น“บุญ”ได้ จึงต้องเกิด“ภพ”ขึ้นในใจ ตน ก็ทำความเป็น “ชาติ” ขึ้นในใจตนอยู่ร่ำไป ถ้าผู้ใดสามารถ“ทำใจในใจ” (มนสิกโรติ) ของตน ให้ไม่มีความเป็น“ชาติ”ได้จริง “ภพ”ก็ไม่มีในใจของผู้นั้น จึงต้อง“ทำใจในใจ”ให้ได้ ฉะนี้ คือ การปฏิบัติธรรม มีผลสำเร็จ 600312_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ จุดเร่ิมต้นและจุดจบ ธรรมกาย-สันติอโศก