สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน จากปุถุชนปฏิบัติตนจนถึงอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน จากปุถุชนปฏิบัติตนจนถึงอรหันต์ 0831819xxxบุญคือสัมมามรรคไม่ติดดี ว่างจนจิตใสตามข้อสาม ซึ่งบุญบาปย่อมไม่มีในจิตพุทธ ผู้บริสุทธิ์รู้ตื่นตื่นเบิกบานแท้จริง หลวงปู่มั่นจึงไม่มีคำตำหนิ ให้จิตขุ่นพิจารณาจิตพุทธในกายตน จนกายทิพยจิตทิพย์ว่างใสไร้กิเลสสิ้น พ่อครูว่า…กายต้องมีจิตร่วมด้วย เป็นธรรมะสอง ถ้ากายมีแต่หนึ่งเดียวภายในก็ไม่มีธรรมะสอง ต้องพิจารณาถึงธรรมะสอง ให้เข้าถึงกรรมฐาน คือเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.๑๐ ข.๖๐ จับตรงที่เวทนา 2 ทำให้เป็นเวทนา 1 เป็นสูตรสำเร็จของศาสนาพุทธ ธรรมะสองเหล่านี้ แล้วทำธรรมะสองนี้ร่วมลงเป็นหนึ่งเดียวในเวทนา ซึ่งก็ยังมีส่วนสองอยู่ ส่วนที่จะเข้าใจอย่างหลวงปู่มั่น ไปนั่งสมาธิหลับตาแล้วเป็นอะไร อาตมาก็ขอยืนยันว่า ขออภัยพูดอย่างวิชาการ บอกด้วยความจริงใจว่า อย่าไปหลงเข้าใจผิดว่า หลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์ เพราะท่านไม่ใช่อรหันต์ ท่านยังไม่ได้บรรลุธรรมที่สัมมาทิฏฐิ อย่างถูกแท้ เพราะว่าปฏิบัติดิ่งไปทางหลับตา แล้วไปทางเทวนิยม มีภพชาติ การนั่งหลับตาสมาธินี้ เป็นการสร้างภพ ไม่ได้ล้างภพชาติ เป็นภพภายในเรียกว่า ภวภพ แล้วสร้างรูปฌาน อรูปฌาน ก็คือ รูปภพ อรูปภพ ไม่ใช่การล้างภพชาติ ล้างภพชาติ คือต้องล้างตั้งแต่กามภพ อย่างลืมตา ไม่ได้หลับตา เมื่อกามตัณหาหมดแล้ว ก็เหลือภวตัณหา ที่มีรูปเรียก มโนมยอัตตา ไม่มีรูปคืออรูปอัตตา ก็ยังลืมตาปฏิบัติทั้งนั้น ถ้าจะหลับตาปฏิบัติ จะต้องสัมมาทิฏฐิ ว่าหลับตาไปแล้ว ไม่ใช่เป็นการขัดเกลากิเลส การนั่งสมาธิหลับตา มีอานิสงส์ 4 ๑. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก ๒. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่
อ่านต่อ
างๆ ในภวังค์ ๓. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . ๔. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) เพราะหลับตานั้น มีแต่สัญญาไม่มีปัญญา ความรู้ในระดับปัญญา จะเกิดตอนนั่งหลับตาไม่ได้ ปัญญาจะเกิดต้องลืมตา มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ เกิดในขณะนี้กรรมกิริยา ในขณะทำอาชีพ กัมมันตะ ขณะพูดคิด ต้องมีมรรคมีองค์ 8 มีสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ตัวนี้สำคัญ ที่จะต้องเก่ง ธัมมวิจัยจะเก่ง มีมุทุภูตธาตุ มีเวทนา สัญญา สังขาร ที่คล่องแคล่ว ตรวจสอบธรรมะ 2 ตลอดเวลา เรียกว่า กายปาคุญญตา มีความคล่องแคล่วของเวทนา สัญญา สังขาร มีปัญญา เจโตที่เร็ว ที่พูดนี้ไม่ได้ลบหลู่หลวงปู่มั่น มีประเด็นที่จะทำความเข้าใจ คือศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนามักน้อยสันโดษ ไม่สะสม นั้นจริง แต่แกนปฏิบัติอย่างมักน้อย โต่งไปทางแบบฤาษี หรือศาสนาเชน หนีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข ไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่วิถีของศาสนาพุทธ ไม่ใช่วิธีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ของศาสนาพุทธ ผู้ที่ยังไม่เข้าใจสัมมาทิฎฐิ ในวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจริงๆ อย่างที่กล่าวคร่าวๆ ปฏิบัติไปให้ตาย ก็ไม่มีทางเป็นอรหันต์ ขอยืนยัน ก็มันไม่ใช่สัมมาปฏิบัติ จะเกิด ศีล สมาธิ ปัญญาไม่ได้ เพราะปัญญามันไม่ได้เกิด ปัญญาจะต้องเกิดอย่างนี้ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ที่เกิดจากการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 และมีโพชฌงค์ 7 ร่วมอยู่ด้วย ทั้งโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติเป็นหลักใหญ่ แล้วจะเกิด โพธิปักขิยธรรม 37 ด้วยการปฏิบัติ 3 หลัก คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อิทธิบาท 4 คือการพากเพียร สติปัฏฐาน 4 คือตัวปฏิบัติจริงๆ และโครงสร้าง ก็คือ สัมมัปปธาน 4 ต้องมีสำรวมอินทรีย์ 6 สังวรปธาน สังวรอินทรีย์ทั้งหมด อย่างลืมตานะ อินทรีย์ทั้งหมด ต้องลืมตานะ สัมมัปปธาน 4 เป็นตัวบอกชัดว่า ปฏิบัติธรรมของพุทธ ต้องเปิดทวารทั้ง 6 สังวรปธาน แล้วก็ปหานปธาน จึงจะเกิดผล เป็นภาวนาปธาน แล้วอนุรักขณาปธาน สังวรปธาน ต้องสำรวมอินทรีย์ มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องหลับตาเลย และยังยืนยันในพรหมชาลสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 9 พระสูตรเล่มแรกเลย ต้องมีผัสสะ จึงจะมีฐานในการปฏิบัติ ไม่เช่นนั้น ไม่มีจิตมโนวิญญาณให้ปฏิบัติ ที่เกิดจากการสัมผัสจากอายตนะ เมื่อสัมผัสแล้ว จึงจะมีเวทนา จึงจะมีกรรมฐานให้ปฏิบัติ ในปฏิจจสมุปบาท อายตนะ ผัสสะ เวทนา ถ้าเข้าใจเช่นนี้ยังไม่ได้ ก็ปฏิบัติไม่ได้ ตัววิญญาณจะต้องปฏิบัติอย่างมีนามรูป คือ มีกาย นามรูปคือกาย คือธรรมะ 2 ถ้าไม่รู้จักวิธีให้รู้ธรรมะ 2 แล้วธรรมะ 2 จะต้องเกิดทั้งภายนอกและภายใน เมื่อสัมผัสก็จะมีอายตนะเกิด ก็จะเกิดอารมณ์เป็นตัวรวมลง สโมสรณา ปรุงแต่งรวมลงเป็นเวทนา ก็เกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อย่าง แล้วก็วิจัยในเวทนา เพราะมีเวทนาเป็นกรรมฐาน วิจัยในเวทนา 108 โดยวิธีแตกให้ได้ ในเวทนา 108 แยกกายแยกจิต ในเวทนา2 รู้จัก กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา แล้วจะเกิดเวทนา 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ จะมีดีกรีความแรงความเบา คือเวทนา 5 สุขมากทุกข์มาก สุขน้อยทุกข์น้อย แล้วอุเบกขา คือเป็นภายนอก ภายใน และอุเบกขินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา เป็นเวทนา 5 ก็รู้จักอาการที่มีน้ำหนัก ความแรงความเบา ความมากหรือความน้อย นี่คืออินทรีย์ 5 หรือเวทนา 5 และเวทนา 6 เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหกทวาร 6 เวทนานี้ เมื่อเกิดทำงานขึ้นมา มันก็จะเกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ตากระทบรูป ก็เกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ หูกระทบเสียง ก็เกิด สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้ง 6 ทวารนี้เกิดได้ทั้งสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ร่วมเป็น 18 เวทนา แล้วเป็นเคหสิตะได้ 18 เป็นเนกขัมสิตเวทนา 18 แบบโลกีย์คือเคหสิตเวทนา อีกแบบเป็นเนกขัมสิตเวทนา ก็ต้องอ่านจิตตรงนี้เป็น ผู้ที่ทำให้กิเลสลดลงได้ ก็เป็นโลกุตระ เป็นเนกขัมสิตเวทนา ต้องรู้สภาวะให้ตรงกับภาษาที่ท่านบอกไว้ หรือแม้อุเบกขา เคหสิตะ มันก็วางเฉยแบบพักยก มันก็มีความเฉย บางทีก็เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ แต่อุเบกขาอย่างนั้น ไม่ใช่อุเบกขาที่เป็นเนกขัมมสิตะ เพราะอุเบกขาคือฐานนิพพาน พ้นสุขพ้นทุกข์เป็นกลาง เพราะทำกิเลสออกได้ กิเลสไม่มี แต่ถ้ามันพักยก กิเลสแค่ขอพักยก เป็นธรรมชาติ มันยังมีกิเลสอยู่ ที่ยังหลบอยู่ในอาสวะอนุสัย ไม่ใช่เป็นอุเบกขาที่เป็นฐานนิพพาน เอากิเลสออกแล้ว ก็วางได้ ว่างจากกิเลสได้ แต่นี่กิเลสมันแค่กบดานไม่ทำงาน มันหยุดพักเท่านั้น ที่พูดนี้เอามาจากสภาวะธรรม ไม่ได้เอาจากตำรา คนที่ติดยึดมา อาตมาก็เห็นใจ ทางสายอาจารย์มั่น ทางสายนั่งหลับตาปฏิบัติ สายท่านพุทธทาส เป็นต้น หรือลืมตาปฏิบัติแบบติช นัทฮันห์ ลืมตาปฏิบัติแต่ไม่ได้อธิบายเป็นกระบวนการของศาสนาพระพุทธเจ้า ที่มีการปฏิบัติเป็นกระบวนการครบ มีศีลสมาธิปัญญา อยู่ในเวลาเดียวกัน ในการปฏิบัติตามลำดับ มีศีล ต้องระมัดระวัง อ่านจิตไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่วุ่นวายกับอบายมุขสิ่งเสพติด เราต้องดูว่า อบายมุขเรามีเท่าไหร่ นี่คือกรอบหรือปริเฉท ที่คุณจะต้องปฏิบัติเบื้องต้น เสร็จแล้วคุณปฏิบัติศีลนี่แหละ เมื่อคุณเจอแล้วมีสัมผัสเป็นปัจจัยก็ได้เกิดจิต คุณก็อ่านจิต อ่านรายงานวิจัยธรรมะ ในสติปัฏฐาน 4 แล้วก็ลด แยกแยะวิจัยให้เห็นตัวเหตุ คือตัณหาหรืออกุศลจิต จิตในจิตที่เป็น สราคะ สโทสะ กำจัดสิ่งเหล่านี้ ในขณะปฏิบัติ อย่างเป็นของจริงในปัจจุบัน พิจารณามันไม่ใช่กดข่ม กดข่มมันเป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว ก็ไม่กดข่ม จนมันไม่แสดงอาการ แต่ให้เห็นอาการกิเลส ที่เป็นอกุศลจิต และพิจารณามันด้วยการเกิดปัญญา พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วมันก็จะลดลง จนมันหายไปไม่มีตัวมีตน ถ้าพิจารณาจริงๆว่า มันหายไปชั่วคราว ก็เป็นตทังคปหาน ทำได้เป็นครั้งเป็นคราว พิจารณาอย่างนี้ กิเลสมันหายไปด้วยปัญญาว่า ไปยึดถือมันทำไม มันเป็นกิเลส เป็นอาคันตุกะจร เป็นอาคันตุกะที่มาสิงในจิตเรา มันไม่ใช่ตัวตนของเรา แล้วมันก็ไม่เที่ยง มันมาหลอกเป็นครั้งคราว มันไม่ได้ถาวรหรอก ไม่ใช่อัตตาที่เที่ยงแท้อะไร มันเป็นเหตุนะ ตัวการใหญ่เลยนะ กิเลสนี่แหละ คือตัวการใหญ่ เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์อริยสัจ แต่คุณก็ไปหลงสวรรค์หลงสวรรค์อยู่นั่นแหละ มันไม่มีสวรรค์หรอก สวรรค์ลวงก็ไม่มี เมื่อดับทุกข์แล้วสวรรค์ก็หมด จึงเป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข อทุกขมสุข เป็นพระอาริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ อาตมาอธิบายมันเร็ว ครบตั้งแต่ต้นจนจบ อธิบายตั้งแต่ปุถุชน จนถึงพระอรหันต์ คนก็จะเข้าใจได้ยาก เพราะมันรวบรัด ไม่เป็นไรหรอก อยู่ในภพในไหน อาตมาผ่าเลย หมดภพจบชาติ
600302_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาหมดสวรรค์