สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน จิตนิยามสูงสุดคืออย่างใด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.66 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน จิตนิยามสูงสุดคืออย่างใด ในโลกลูกหนึ่งๆ พัฒนาการของสสาร พลังงานที่ได้สังเคราะห์ตัวเองจนมาเป็นจิตนิยามได้ก็จะเป็นธาตุที่เจริญที่สุด เป็นสัตว์ที่เจริญที่สุดในโลกแต่ละลูก พัฒนาการของสัตว์ตั้งแต่เซลล์เดียว จนมาเป็นหลายเซลล์ ส่วนพัฒนามาเป็นสัตว์มนุษย์หรือสัตว์โลก บาลีใช้คำว่า มนุสโส เป็นจิตนิยามที่สูง สุดประเสริฐแล้ว ในสัตว์โลก สูงสุดแล้วในความเป็นจิตนิยามของสัตว์โลก เป็นมนุษย์แล้วจะมีภูมิธรรมที่สูงขึ้นเจริญขึ้น หรือจะเสื่อมทรามลงก็อีก เพราะฉะนั้นความเจริญหรือพัฒนาการของพลังงานพวกนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งเหล่านี้เสร็จแล้วมาเป็นจิตนิยามแล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงได้ไหม เปลี่ยนแปลงได้ด้วย กรรมนิยามกับธรรมนิยาม มาเป็นจิตนิยามมนุสโสได้แล้ว มีพัฒนาการมามาก พอเป็นมนุษย์แล้วก็มีระดับภูมิธรรมสูงหรือไม่สูง ปราชญ์หลายๆ คนก็ศึกษาจนได้เป็นศาสดา แล้วก็สอนมนุษย์ว่าจิตวิญญาณสูงเป็นคนดีอย่างนี้ มีศาสดาเกิดหลายคน สอนมนุษย์ว่าดีอย่างนี้ ก็ทำให้มนุษย์เจริญขึ้น มีศาสดาเอกพระองค์หนึ่งคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็มีความรู้ต่างจากศาสดาทั้งหลาย มีความรู้ที่ต่างจากอันอื่น คืออัญญธาตุ เป็นพลังงานที่ต่างจากจิตนิยามเท่าที่ศาสดาแต่ละองค์พาทำ แต่ของพระพุทธเจ้าจิตวิญญาณที่อยู่ในโลกียหรือเทวนิยม ศาสนาเทวนิยม มีพลังงานสูงสุดที่ไม่รู้จัก เป็นเทวนิยม สูงสุดเขาก็เรียกว่าพลังงานพระเจ้า เป็นเทวะ แต่ไม่เข้าใจต่อ ไม่เข้าใจพระเจ้าจริง ก็เข้าใจไม่ได้ว่าสูงสุดนี่ก็คงเป็นพลังงาน บันดาลสิ่งต่างๆทั่วโลก พระพุทธเจ้ารู้จักนิยามชีวิต 5 ก็จึงรู้ว่าสิ่งต่างๆพัฒนาการมาอย่างนี้ กรรมนิยามกับธรรมนิยามต้องเป็นมนุษย์ระดับ เวไนยสัตว์เท่านั้นถึงรู้ได้ ส่วนอเวไนยสัตว์จะเรียนรู้ไม่มีภูมิ

อ่านต่อ

ธรรมรู้ในโลกุตรธรรมได้ ผู้จะรู้โลกุตรธรรมจะต้องได้จากการฟังการได้ยิน เชื้อของโลกุตระมาก่อน ยิ่งได้ฟังจากพระพุทธเจ้าผู้ที่เป็นเจ้าของโลกุตรธรรมก็ยิ่งยอดเยี่ยม ส่วนผู้ที่เป็นโพธิสัตว์หรือสัตตบุรุษที่มีโลกุตรธาตุเอามาขยายได้ก็มีของจริงตามนั้น ผู้ใดที่ยังไม่มีเชื้อเป็นของจริง คือธาตุพลังงานจิตนิยามของคน ยังไม่ได้เกิด ยังไม่มีความรู้มีคุณธรรมในระดับอัญญธาตุ คือ ความรู้ทั้งหลายของผู้ที่ยังไม่มีรสพระธรรมก็มีแต่โลกียธรรม ศาสนาเทวนิยมทั้งหมดจึงเป็นโลกียธรรม ไม่มีปัญญาออกจากโลกียธรรม โลกียธรรมมีแต่ความดีความชั่ว สอนให้คนดีเจริญสูงสุดได้ แต่ไม่เป็นคนเลิกเกิดเลิกวนเวียน เลิกมีจิตนิยามเกิดในมหาจักรวาลนี้อีก ตายจากชาตินั้นธาตุจิตสลาย หมดอัตภาพ ศาสนาเทวนิยามศาสนาโลกียธรรมไม่ได้ ทำได้แต่ศาสนาพุทธเท่านั้น คนที่มีธาตุปรินิพพานแล้วมีสิทธิ์ไม่เกิดอีกได้ พากเพียรไปแล้วตายแล้วไม่เกิดอีก ก็ต้องสูญ เมื่อตายแล้ว เพราะงั้นผู้บรรลุอรหัตตผล ตายแล้วก็ต้องสูญ อรหันต์มีสิ่งที่ตายแล้วก็จะสูญได้ คนที่ไม่เข้าใจรูปนามขั้น 5 กับสิ่งที่ตายแล้ว เขาเข้าใจหยาบว่าร่างกายตาย แล้ว หลังจากนั้นไม่มีอะไรเกิดอีก ไปตีความกายคือดินน้ำไฟลม แตกสลาย หลังตายแล้วไม่มีอะไรเกิดอีก ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ก็ใช้สำหรับอรหันต์ที่ตายแล้วตั้งจิตไม่เกิดอีกต่อ อรหันต์ทุกองค์ในจิตวิญญาณท่านมีตัวตายสนิทแล้วไม่เกิด อรหันต์ตายแล้วไม่เกิด ไม่ได้หมายถึงร่างหรือวิญญาณ วิญญาณท่านสะอาดหมดอุปาทานตัณหาแล้ว วิญญาณนั้นเกิดได้อีก เกิดอย่างไม่มีกิเลสด้วย อย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” เป็นอรหันต์ที่กิเลสตายสนิทไม่เกิดอีก แต่ทุกวันนี้บอกว่าอรหันต์ตายแล้วจบไม่ต่อได้อีก เพราะเถรวาทไม่เรียนรู้โพธิสัตว์ แต่ประเด็นรู้เฉพาะอรหันต์บอกว่าตายแล้วจบ ก็ใช่ไม่เกิดอีก แต่อาสวะอนุสัย กิเลสนั้นไม่เกิดอีก แต่จิตสะอาดเกิดได้ หากท่านมีนิมิต ไม่ตายอย่าง ๑. สุญญตนิพพาน ๒. อนิมิตตนิพพาน ๓. อัปปณิหิตนิพพาน ถ้าท่านมีภาระที่จะสืบสานศาสนาต่อไป ถ้าเราบำเพ็ญกิเลสเราจบหมดไม่เหลือ แต่กิเลสคนอื่นก็มีอีกสารพัด พระอรหันต์ที่ศึกษาของตัวเองจบแล้ว ก็ได้ศึกษาต่อไปว่า คนอื่นมีกิเลสแบบไหน บางกิเลส เราไม่เคยเป็นเลย เราไม่เคยนึกว่าเขาเป็นได้อย่างนี้ กิเลสอย่างธัมมชโยนี่มันหนาแน่นพิลึกพิสดาร ช่างคิดช่างสร้างสรรค์ช่างหาเรื่อง ให้ทุกข์ใส่ตัว เดือดร้อนตัวเองและผู้อื่นได้ขนาดนี้ มนุษย์สามารถเลวได้ขนาดนี้เชียวหรือ งงเลย ไม่ได้แกล้งด่าหรือประชด พูดด้วยใจจริงว่าอาตมาไม่เคยเป็นอย่างนั้นจริงๆ นอกจากไม่เคยเป็นแล้วอาตมาก็ยังนึกไม่ออกว่าทำไมเขาทนได้อย่างนี้ นึกไม่ออกว่า มีคนที่มีคนพูดไม่ถูกหูก็เตะเขาเลย อาตมาไม่เคยทำนึกไม่ออกเลย ความคิดอย่างนี้ไม่เคยมีในจิตอาตมาและก็ไม่เคยไปเตะเลย คนพูดไม่ถูกหูใส่อาตมามากมาย ถ้าเป็นคนอื่นก็เตะแล้ว แต่อาตมาไม่เคย นี่ชั่วขนาดฆ่าคนได้ วางระเบิดที่ผ่านมา ทำไมจิตใจคนถึงได้อำมหิตโหดร้ายขนาดนั้น อย่างนายโกตี๋นี่ ตอนนี้ยังจับตัวไม่ได้ก็มีข้อหา พูดไปตามข้อหา ทักษิณนี้เป็นผู้สร้างความเป็นนรกหลอกมนุษย์ มอมเมามนุษย์ให้มนุษย์ทำเลวทำร้ายทำแรง ส่วนธัมมชโยหลอกคนให้มาเป็นเทวดา เลิศเลอหรูหรามากมายสวยงาม มันคนละทิศกัน แต่ชั่วหยาบเท่ากัน หยาบสวรรค์กับหยาบนรกเท่ากันสองด้าน ปรุงแต่งหาเรื่องหลอกคนให้หลงสวรรค์ อีกข้างทำให้คนเป็นสัตว์นรก เป็นคู่บารมีที่เกิดมาในยุคนี้เป็นสัตว์นรกกับสัตว์สวรรค์ 2 ตัว หน้าสัตว์นรกจะเป็นเหลี่ยมๆ แต่หน้าสัตว์สวรรค์จะดูงาม เขียนชาร์มใส่หน้าไว้ด้วย ที่จริงน่าจะเขียนกาละมังใส่หน้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ให้คนมาเป็น ตั้งแต่ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วเป็นผู้ไม่มีกับผู้มีภูมิรู้ จนมาเป็นคนที่สามารถสลายนิยามชีวิตได้หมด มันปรุงแต่งกันเป็นโลกกับปรุงแต่งของตนเป็นอัตตา มีสองทิศทาง โลกกับอัตตา จึงเรียกโลกาธิปไตยกับอัตตาธิปไตย ผู้รู้คือมีธรรมาธิปไตย คือรู้จักโลกกับอัตตา มีอธิปไตย พลังงานโลกพลังงานอัตตา แล้วทำความหมดโลกหมดอัตตาคือธรรมาธิปไตย

600528_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ หากไม่มีศีลเขาก็ไม่ใช่คน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน