แยกกายแยกจิตในมูลกรรมฐาน 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
แยกกายแยกจิตในมูลกรรมฐาน 5 พ่อครูว่า...มาเข้าสู่เรื่องคำว่า กาย กาย เป็นภาษาไทยอย่างสนิทสนมแล้ว ซึ่งรากเหง้ามาจากภาษาบาลี พระพุทธเจ้าเป็นผู้บัญญัติเรื่องนี้ศาสนาพุทธเท่านั้นที่รู้ศาสนาอื่นไม่รู้ได้ง่ายๆ แต่ว่าศาสนาพุทธนั้นผ่านมา 2,500 กว่าปีความหมายเหล่านี้ได้เลอะเลือนไปหมดแล้ว หากว่าอาตมาไม่หยิบขึ้นมาแจกแจงไว้ตอนนี้รับรองว่า 2563 ปี ตอนนี้มันไม่เหลือแล้ว คำว่ากายที่ถูกต้อง ที่อาตมาวิจัยแยกแยะให้ฟังนี้ ที่ทำอยู่นี้ มันละเอียดสุขุมประณีต เกินกว่าที่จะคิดเองได้อาตมาวิจัยไว้ถึง 22 ประเด็น หากว่าจะให้ละเอียดกว่านี้อีกก็ได้ แต่มันจะละเอียดไป หากว่าเข้าใจปฏิบัติได้แม้ไม่ถึง 22 ข้อก็เป็นพระอรหันต์ได้ แต่นี่ข้อเดียว 2 ข้อก็ยังเข้าใจไม่ได้แล้วจะบรรลุอรหันต์ได้อย่างไร อ้างอิง ผู้ที่จะมาบวชเป็นภิกษุในศาสนาพุทธนั้น พระพุทธเจ้ามีพระวินัยเลยว่าอุปัชฌาย์จะต้องสอนเรื่องการแยกกายแยกจิตให้ภิกษุบวชใหม่ จากมูลกรรมฐาน 5 คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง วันนี้จะยังไม่อธิบายทีเดียว ขอพูดโดยสังเขป ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ของเรานี้เป็นอวัยวะภายนอก ที่เป็นอาการ 5 ในอาการ 32 ซึ่งอาการ 5 อย่างนี้มันมีภายนอกง่าย ไม่ว่าจะเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็ตาม เอาอันใดอันหนึ่งมาวิจัยว่า เมื่อใดส่วนใด อย่างใด ของผม ของขน ของเล็บ ของฟัน ของหนัง มันไม่ใช่เป็นกายแล้ว และมันก็ไม่เป็น พีชะด้วย มันไม่เป็นชีวะ มันไม่เหลือชีวะ แล้วมันเป็นแค่ พีชนิยาม มันไม่เป็นกายเลย ไม่เป็นโดยเด็ดขาด เป็นอุตุนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย แต่ส่วนที่มันเป็นพืช เป็นพีชะ มันยังเป็นชีวะที่ติดอยู่กับร่างของเรา มันไม่ใช่กายแล้วเหมือนกัน พีชะก็ไม่ใช่กาย เล็บนี่มันยาวออกมา พ้นปลายประสาทรับรู้สึกของเรา มันก็ไม่ใช่ กาย แล้ว มันไม่มีเวทนามันก็ไม่มีวิญญาณ
อ่านต่อ
มันไม่รู้สึกอะไร จะตัดมันออกไปมันก็เฉยๆ มันไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลย หรือผมก็ตาม ส่วนที่มันพ้นปลายประสาท ทั้งผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ส่วนหนังอธิบายยากกว่าเพื่อนมันเหมือนเช่นขี้ไคล เป็นอุตุ แต่ส่วนที่ไม่ใช่ขี้ไคล ชิดประสาท ก็แยกยากมากเลย ฟันมันแข็งก็พิจารณาได้ยาก กรอมันไปถึงส่วนไหนจะเจ็บจะถึงประสาทก็ยาก ผม ขน ผมก็ยาว ขนก็ได้ แต่ขนมันเล็ก เอาเล็บดีกว่า ง่ายมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจตรงนี้ เล็บเรานี่ ถ้ามันหลุดออกไปจากร่างของเราออกไปเป็นชิ้นอีกต่างหาก ไม่เป็นชีวะแล้ว เป็นอุตุธาตุ เป็นธาตุวัตถุ เป็นธาตุดินน้ำไฟลม อันนี้แน่นอนมันไม่ใช่กายของเราแล้ว แต่พวกที่ติดยึด..คุณผู้หญิง เล็บของฉันหักแล้วจะเป็นจะตาย ไม่มีเล็บที่มันไม่งาม มันไม่ยาวก็ไปปลอมเล็บมาของฉัน ตัวเองก็รู้ว่าไปปลอมมา มันไม่ใช่ของฉันเลยนะ ถ้าหากเล็บปลอมหักไปอีกก็เสียใจ มันก็บ้าไปกี่ชั้น นี่แหละคือความติดยึดแล้วเป็นทุกข์เป็นสุข ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา สิ่งที่ยังเป็นตัวที่ติดกับร่าง เช่นเล็บ ตัดมันก็ไม่เจ็บ ถ้ามันไม่กระเทือนถึงประสาทก็ไม่เจ็บ ไม่มีเวทนาสุขทุกข์ แต่มันก็เป็นพีชะ นี่คนที่หลงบูชาภิกษุที่ตายแล้วมีร่างที่ไม่เน่ามันเป็นมิจฉาทิฐิแล้ว เมื่อมันไม่ใช่กายแล้ว มันเป็นอุตุไม่เจ็บ แต่เป็นพีชะนี้มีชีวะ เหมือนพืช เป็นพลังงานที่เป็นชีวะระดับพืช แต่มันเล็บของคนไม่ใช่พืช แต่ความรู้สึกเวทนามันเป็นเช่นเดียวกันกับพืช มันจึงไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีชอบไม่มีชัง ไม่มีสุขหรือทุกข์ คนที่ทำให้จิตของเราเป็น พีชะได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วไม่ทำบาปไม่ทำบุญก็จบแล้ว แต่มีกุศลนะ อกุศลไม่ทำ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือทำจิตสร้างจิตให้จิตมีคุณวิเศษคุณลักษณะพิเศษอย่างนี้ให้ได้ ให้ได้ นี่คือเครื่องชี้บ่งว่า เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์จะเป็นอย่างนี้ ถ้าคุณไม่รู้อย่างนี้จะปฏิบัติธรรมถูกต้องได้อย่างไร แต่อย่าเพิ่งท้อนะ ทำไมยากจังเลย เรือหายเลย ยากขนาดนี้ ก็อย่าเพิ่งท้อ มันไม่ถึงกับเหลือความสามารถหรอกคน ถ้ารักทางนี้แล้วเอาจริง ได้ ไปตามลำดับตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 2 3 ปฏิบัติเป็นลำดับเลยจะได้ ทำจิตให้เป็นพีชะได้ เป็นฐานนิพพานแล้ว แม้มันจะอยู่กับร่างของเรา ก็อาศัยได้ และมันก็ไม่ทุกข์ไม่สุข ประเด็นของอริยสัจ 4 จะเป็นชีวะ อาศัยจิตวิญญาณ ทำได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก อนุโลมให้มันมีแต่ไม่ต้องอันนั้นรวมถึงให้เจ็บปวดอีก เล็บมันไม่ใช่กายแล้วตัดออกไปมันไม่เจ็บอีกมันไม่ทำงานกับประสาท เป็นพีชะแล้ว มันจะกลับมาเจ็บอีกมันก็ไม่มี มีแต่จะออกไปเป็นอุตุ กายต้องมีเวทนา ต้องเจ็บปวดต้องรักช่างต้องมีวิบากจึงเรียกว่าจิตนิยามแล้วก็ต้องทำให้ได้ด้วย กรรมนิยาม แล้วกระทำใจในใจ กระทำเกี่ยวข้องกับวัตถุด้วยเป็นภาวะ 2 ต้องเกื้อกูลกันและอาศัยสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นไปหลับตาปฏิบัติ ไม่มีปฏิบัติกับวัตถุด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย อุปกรณ์ปฏิบัติมันไม่ครบ มันก็ไม่สำเร็จผล ไม่ครบเอามากๆเลยนะ ตาหูจมูกลิ้นกายทั้ง 5 ทวารไม่มี มีแต่ใจทวารเดียว แล้วมันจะปฏิบัติได้ผลอย่างไร ตาหูจมูกลิ้นกาย มันเป็นของหยาบ แต่คุณเผินเอาเก่งชิบเป๋งเลยเอาแต่จิต เฮ่ย ขนาดหยาบพูดยังไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมเอาแต่จิตไม่มีสภาวะ 2 ทางตาหูจมูกลิ้นกายคุณจึงไม่มีสิทธิ์มีสภาพ กาย สภาพเทวะ สภาพคู่ที่คุณจะปฏิบัติรูปนาม ให้สำเร็จได้เลย ไม่มี คุณกลายเป็นคนไปปั้นรูปใหม่ ปั้นอรูปใหม่ เป็นมโนมยอัตตา หรือเป็นกาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย แล้วก็หลงว่าอันนั้นแหละว่าเป็นจริง ที่จริงแล้วมันไม่มีเลย มันก็เลยเป็นภพของความเพ้อฝัน เหมือนกับคุณไปเข้าใจว่าพระเจ้ามีตัวตน นั่นแหละพระเจ้านั่นคือกาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย แล้วมีสัมโภคกายเยอะด้วยเพราะว่าคนนับถือศาสนาเทวนิยมมีเยอะกว่าอเทวนิยม แล้วยังแยกเป็นศาสนาอีกหลายศาสนา สัมโภคกายของเทวนิยม แล้วแต่ศาสนาเดียวยังแยกนิกายอีก ต่างคนต่างอาทิสมานกาย ต่างคนต่างมีนิรมิตกันขึ้นมาเองต่างศาสนาก็ต่างกัน นิรมิตรดีไม่ดีมารบกันเองด้วย นิกายต่างกันศาสนาเดียวกันยังมารบกันเลย พระพุทธเจ้าท่านจึงได้กำชับให้พระอุปัชฌาย์สอนกรรมฐาน 5 ให้ภิกษุบวชใหม่ แยกกายในธรรมนิยาม 5 ให้ชัด เมื่อไหร่สิ่งใดเป็นกาย สิ่งใดไม่ใช่กายแต่ยังเป็นชีวะอยู่กับเรา เป็นพีชะ เมื่อไหร่เป็นจิตมีกาย จิตต้องมีกาย กายต้องมีจิต จิตไม่มีกายแล้วเป็นชีวะก็เป็นพีชะ ไม่เป็นชีวะ ก็เป็นวัตถุ จะติดอยู่กับตัวเราหรือไม่ติดอยู่กับตัวเราก็ได้ แต่ว่า อย่างขี้ไคลเรา มันยิ่งกว่าผิวหนังที่ติดอยู่กับประสาท ขี้ไคล เป็นวัตถุแท้ๆเลย ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่รู้ว่าใครมาฝากไว้ที่เรา ก็ขี้ใคร แล้วเราหลงว่าขี้เรา พระพุทธเจ้าจึง 1. อุปัชฌาย์จะต้องสอนให้แยกกายแยกจิตอย่างสัมมาทิฏฐิ 2.เริ่มต้นศึกษาสังโยชน์ข้อที่ 1 คุณต้องสัก กายะ อยู่ในตัวเรา สักกะ ต้องรู้สักกายะ กายเป็นอย่างไร แล้วก็อยู่กับตัวเรานี่แหละไม่ไปอยู่อย่างอื่นเลย เกี่ยวข้องทั้งข้างนอกข้างใน เกี่ยวข้องกับวัตถุและจิต มันไม่ใช่อธิบายง่าย มันต้องคู่ ต้องสัมผัสกันอยู่เมื่อใดมันปรุงแต่งอยู่แล้วไม่ใช่กาย เมื่อใดไม่ปรุงแต่งกันแล้วขาดจากวัตถุอยู่ข้างนอกแน่นอนอันนี้ง่ายมันแยกกัน อันนี้ไม่ใช่กาย ขาดจากกัน แต่อันที่ติดอยู่กับเราแต่ไม่ใช่กายแล้วอันนี้แหละยาก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ความเป็นกาย อยู่ที่ตัวเราให้ชัดเจน ทำความเห็นให้เข้าใจ ทำทิฏฐิให้แจ้ง เรียนรู้กาย เรียนรู้จากตัวเรา สักกะ สกะหรือสักกะ คือของตนเป็นของตน เรียนรู้ให้ได้ อันอื่นไม่จริงไม่ชัดหรอก ในตัวเราเองเรียนรู้ให้ได้ถึงสภาพ 2 อย่าง กาย ต้องมีภายนอกและภายใน ขาดจากภายนอกไม่ได้ พวกหลับตาปฏิบัติขาดจากภายนอกแล้วไม่ได้เลย เป็นโมฆะจากศาสนาพุทธแล้ว แม้คุณจะมีภายนอกสัมผัสอยู่แต่คุณก็เหนือกว่าสภาพภายนอกแล้ว ตั้งแต่รอบที่คุณเคยเกี่ยวข้องเป็นอบายมุขจิตใจคุณก็ขาดจากจริงๆเลยอบายมุขมันก็อยู่กับโลกไป หรือกามเป็นอนาคามี เกี่ยวกับกามคุณ 5 กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็มีเวทนาอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้เราไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่เดือดไม่ร้อน เราสัมผัสแล้วอะไรที่ต้องอาศัยก็เอามาใช้เช่นกล้วยหอม ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหนไทยจีนแขกฝรั่งเอาลิ้นมาสัมผัสก็มีรสอย่างนั้น แข็งอ่อน กลิ่นอย่างไร ก็สัมผัสเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ว่าจะชนชาติไหน ด้วยลักษณะของสิ่งจึงรู้ความจริงตามความเป็นจริง ส่วนที่มันต่างกันคือชอบคือชัง มีแตกต่างกันมากมายหลายหลาย (จาก...631030_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คำว่ากายนี้ยิ่งใหญ่อย่างไรในศาสนาพุทธ ตอน2)