กาย 22 นัยยะแจกแจกโดยพ่อครู ตอน1.docx
เนื้อหาในไฟล์
กาย 22 นัยยะแจกแจกโดยพ่อครู ตอน1 มี“สัมมาทิฏฐิ(เข้าใจให้ถูกต้อง)”ให้ได้ทั้งคำว่า“กาย” และทั้งคำว่า“สัก”ที่หมายถึง“อันเป็นของตน”นั่นเองให้ถูกแท้อีกด้วย ดังนั้น ทั้ง“ส หรือ สัก”ที่หมายถึง“อันเป็นของตน” คุณก็ต้องมีความเข้าใจ(ทิฏฐิ)ถูกต้องถ่องแท้ให้ได้ก่อน นั่นคือ “พ้นสักกายทิฏฐิ” ซึ่งเป็น“สังโยชน์ข้อที่ ๑ แล้วคุณจึงจะทำ“การกำหนดรู้(ใช้ความเป็น‘สัญญา’ของคุณเอง)”เพื่อศึกษาความเป็น“กาย”ที่มีทั้งความหลากหลาย“มิติ” และมีทั้งความมากมายของ“นัย”ที่คุณจะต้องวินิจฉัยวิจัยวิจารกระทั่ง“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ความเป็น“กาย”ได้ถ้วนครบมากที่สุด บริบูรณ์ที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ตามความเก่งที่สามารถของตนเอง และทั้งความเป็น“กาย”นี้แหละ มันมีความหลากหลาก“นัยะ”มากมาย“มิติ”เหลือเกิน ที่คนไทยยุคปัจจุบันนี้ได้พากัน“มิจฉาทิฏฐิ”กันไปอย่างสุดโต่งหลงว่าเป็น“วัตถุ” และมีภาวะแค่“๑”เท่านั้นด้วย มันจึงน่าสงสารชาวพุทธในยุคนี้จริงๆ ตั้งใจพิจารณาตามอาตมาจะแยกแยะความวิจิตรพิสดารของคำว่า“กาย”นี้ ให้ฟังกันชนิดที่คุณไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยแน่ๆ
๑. กาย คำนี้แปลว่า องค์ประชุม, กอง, หมู่, ฝูง, หมวดแห่งเจตสิก เช่น หมู่, กอง, องค์ประชุมของเวทนา-สัญญา-สังขาร เป็นต้น ความหมายนี้ทุกวันนี้ก็ยังมีการแปลไว้ในพจนานุกรมบาลี-ไทยกันอยู่ ซึ่งมันก็ยืนยันความหมายเดิมอยู่ แต่คนในสังคมปัจจุบันนี้ได้เข้าใจผิดไปจาก“ความหมายเดิมแท้จริง”นั้นแล้ว ชนิดที่กล่าวได้ว่า ไม่เหลือตามความหมายเดิมนั้นกันเลย ๒. กาย คือ จิต-มโน-วิญญาณ ที่สังขารกันโดยมีวัตถุธรรมภายนอกร่วมอยู่ด้วยในชีวิตสัตวโลก แต่ทุกวันนี้พากันเข้าใจผิดไปเป็น“ร่างภายนอกหรือสรีระ (body) ที่เป็นรูปธรรม”อย่างเดียว หรือหมายถึงส่วนที่เป็น“วัตถุ”อันไม่มี“จิต-มโน-วิญญาณ”ร่วมด้วยเ
อ่านต่อ
ลย ๓. กาย ต้องมี“๒ ภาวะ”ขึ้นไปเสมอ และต้องมี“จิต”ร่วมด้วยอยู่เสมอ จึงชื่อว่า“ภาวะ ๒ (เทฺว ธัมมา)”เสมอ ถ้าไม่มี“จิต”ร่วมด้วยจึงเป็นสภาพที่“ไม่มีกาย” เช่น ความเป็น“พีชนิยาม”ไม่มี“กาย”เป็นต้น ๔. กาย ต้องมี“ภายนอก”ด้วย “ภายใน”ด้วยตลอด ไม่ขาดกัน ๕. กาย ถ้าใครเข้าใจว่า หมายถึงภาวะเดียวแค่นั้นก็“มิจฉาทิฏฐิ”ไปเลย หรือยิ่งเข้าใจว่า “กาย”เป็น“วัตถุ” ก็ยิ่งผิดใหญ่ มิจฉาเต็มๆ ๖. “การแยกกาย-แยกจิต”นั้นพระพุทธเจ้าทรงให้อุปัชฌาย์ทุกองค์ต้องสอน“การแยกกาย-แยกจิต”อย่าง“สัมมาทิฏฐิ”แก่สัทธิวิหาริกเป็นสำคัญก่อนอื่นทีเดียว โดยมี“มูลกรรมฐาน ๕” ได้แก่ ผม(เกษา),ขน(โลมา),เล็บ(นขา),ฟัน(ทันตา),หนัง(ตโจ) อันเป็น“กายภายนอก ๕ ชนิด”ที่มีอยู่ในตัวทุกคน ซึ่งใช้ผมหรือขนหรือเล็บหรือฟันหรือหนังเป็นอุปกรณ์การศึกษาปฏิบัติ ผู้ที่สามารถปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิเมื่อเกิดมรรคผล ตนเองก็จะสามารถ“กำหนดรู้(สัญญา)”ความเป็น“ธรรมนิยาม ๕”จาก“ผมหรือขนหรือเล็บหรือฟันหรือหนัง”อย่างใดอย่างหนึ่งว่า เมื่อใด? อย่างไร? ส่วนไหน? ที่มันได้กลายเป็น“อุตุนิยาม”ไปแล้ว ไม่มี‘ชีวะ”แล้ว มีภาวะดั่ง“ดิน,น้ำ,ไฟ,ลม”ไปแล้ว ไม่ใช่“พีชนิยาม” ไม่ใช่“จิตนิยาม” ไม่ใช่ความเป็น“วิญญาณ”แล้วได้สำเร็จ ผู้ปฏิบัติได้เช่นนี้ก็นับว่า มันเป็นส่วนที่“ไม่ใช่กาย”ได้แล้ว นั่นคือ“ชีวะ”ก็“ไม่เป็นแล้ว-หมดสภาพชีวะแล้ว” จึงเป็น“วัตถุธาตุ”ที่ไม่มี“เวทนา” ไม่มี“วิญญาณ” เรียกโดยศัพท์วิชาการว่า “อนุปาทินนกสังขาร”คือ สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง หรือสังขารที่ไม่มีใจครอง ถ้า“ทำใจในใจ”ของตนให้มีภาวะ“ไม่ใช่กาย”อย่างนี้ได้เกิดขึ้นในใจเราจริง ก็นี้แหละคือ ผลสำเร็จของภาวะ“นิพพาน”ซึ่งในจิตเรา“ไม่สุข-ไม่ทุกข์(อุเบกขาเวทนา)”ได้แล้วจริง เป็น“การพ้นทุกข์”แบบพุทธ ซึ่งผู้จะปฏิบัติธรรม“ทำใจในใจ”ของตนสำเร็จได้ดังว่านี้ ก็ต้องมี“สัมมาทิฏฐิ”ใน“การแยกกาย-แยกจิต”ตามกระบวนการของ“ธรรมนิยาม ๕”ที่จะเรียนรู้พิสูจน์กำหนดรู้ได้จาก“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ที่เป็น“กายภายนอก ๕ ชนิด”นั่นเอง “ธรรมนิยาม ๕”นี้เป็น“อาการที่ปรากฏลักษณะ ๕ นี้ได้”ในคนผู้ศึกษาปฏิบัติสำเร็จผลตามคำสอนพระพุทธเจ้า และ“ธรรมนิยาม ๕”ที่พิสูจน์ได้นี้ ผู้ศึกษาจาก“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ซึ่งเป็น“กาย”ภายนอก ๕ ชนิดของ“อาการ ๓๒(ทวัตติงสาการ)”อันเป็นส่วนประกอบลักษณะต่างๆทั้งภายนอกและภายในของคนทุกคน ที่ผู้ศึกษาจะสามารถเรียนรู้ใช้แยกแยะให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ทุกคน “อาการ ๓๒”ภาษาบาลีคือ ทวัตติงสาการ นี้คือ ส่วนประกอบที่มีลักษณะต่างๆกัน ๓๒ อย่าง ในร่างกาย ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังเนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า(อุจจาระ) มันสมอง ดี เสลด หนองเลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร(ปัสสาวะ) ท่านทรงเรียก“อวัยวะทั้ง ๓๒”นี้ว่า มันเป็นอยู่อย่างปรุงแต่งคือเป็น“สังขาร” จึงมี“อาการ”ของแต่ละอวัยวะ ทั้ง ๓๒ เรียกกันสั้นๆ ก็เรียกว่า “อาการ” แต่ละอวัยวะจึงมี“อาการ”ของแต่ละอวัยวะ ซึ่งส่วนภายนอก“๕ อาการ” คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั้นเป็นแต่ละชนิด เราสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษา เพื่อเรียนรู้“การแยกกาย-แยกจิต”ให้รู้“ธรรมนิยาม ๕”ได้อย่าง“สัมมาทิฏฐิ” ว่า ส่วนไหน? เมื่อใด? อย่างไร? ที่มันไม่ใช่“กาย”แล้ว มันเป็น“วัตถุ”ไปแล้ว เป็น“อุตุนิยาม” ไม่มีชีวะแล้ว ถ้าส่วนใดที่หลุดขาดออกไปจาก“ร่าง(สรีระ,body)”ของเราแล้ว เราก็เข้าใจง่าย ว่าส่วนนั้นไม่ใช่ “กาย”ของเราแน่ เช่น เราตัดเล็บของเราขาดออกไปจากร่างของเราแล้ว ส่วนนี้ก็ไม่ใช่“กาย” ก็รู้ได้เข้าใจได้ง่าย ไม่ยาก เช่น คนที่สิ้นลมหายใจ ตายลง ร่างกายเรียกว่า“ศพ(สวะ)” คือ ส่วนนี้ไม่ใช่“กายของเราแล้ว” ไม่ใช่“สก(เป็นของตน)”ของเราแล้ว แต่ผู้ที่ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”ที่สอนกันผิดๆ ก็จะยึดว่า“ร่าง”เป็นของตน ดังเช่นที่สอนกันในสาย“หลับตา” หรือเทฺวนิยมส่วนใหญ่ ที่ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“กาย”ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังที่อาตมาสาธยายอยู่อย่างยากเย็นนี้ จึงพากันยึดว่า“ร่าง”ของตนเป็น“ตัวตนของตน”อยู่ แม้ท่านผู้นี้ตายลงไปแล้ว ก็ไม่ยอมทิ้งร่างของตน ก็ยังยึด“ร่างของตน”อยู่ กลายเป็น“ศพ”ที่ไม่เน่าบ้าง “นั่งสมาธิ”ตายบ้าง ซึ่งผู้ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน ความเป็น“ธรรมนิยาม ๕”ก็จะหลงผิดมิจฉาทิฏฐิวิปลาสไปยึดเอาความไม่ใช่“กาย”ในตนแล้ว เป็น“กาย”ของตนอยู่ แม้“ตาย”เป็นสามัญลงไปแล้ว นี่เอง แล้วก็พากันหลงเลอะเทอะซับซ้อนไปเป็นว่า“นี่แหละคือความวิเศษของ“ผู้วิเศษ” หลงมิจฉาทิฏฐิพากันกราบ“ซากศพ”ที่ไม่เน่าอันผิดประหลาดไปแม้แต่จากความเป็นสามัญสัตวโลกนี้กันยกใหญ่ เหตุก็เพราะยัง“อวิชชา”มี“อุปาทาน”จัด ยังยึดพลังงานที่เป็น“พีชนิยาม”อยู่ เพราะยังไม่มีสัมมาทิฏฐิที่จะรู้ว่า พลังงานของความเป็น“คน”ที่มี“กาย”และ“จิต”นั้น จะต้องแยกจากกันตอน“ตายสิ้นลมหายใจไปแล้ว” ซึ่งสัตวโลกแม้เดรัจฉานมันก็รู้ และสัตว์เดรัจฉานหรือมนุษย์สามัญปกติทั่วไป ที่ไม่มี“อุปาทาน”ผิดๆมิจฉาทิฏฐิจัด เมื่อมัน “ตาย”ลงตามสามัญมันก็ปล่อยขันธ์-ทิ้งร่างนั้นไปทันที เป็นธรรมดาปกติสัตวโลกที่“ไม่โง่จัด”จนกระทั่งตีกลับซับซ้อนเลยเถิดเกินสามัญ ทั้งๆที่ไม่ใช่“จิตนิยาม”แล้ว ก็ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่าตนตายจากความเป็น“สัตว์”ที่มี“จิตนิยาม”แล้ว ทิ้งร่างได้แล้ว แต่ก็ไม่ยอมทิ้งร่างของตน เพราะยึดติด“ร่าง”ของตนอยู่ว่าเป็น“กาย”ของตนอยู่ มิจฉาทิฏฐิอยู่ จึงมี“ความติดยึดยิ่งกว่าปุถุชนสามัญ”หนักจัด ก็ไม่ทิ้งร่างไป ซึ่งเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นจัดหนัก“เกินปุถุชนสามัญ” จึงกลายเป็น“ร่าง”ที่ไม่เน่า ผู้มิจฉาทิฏฐิก็หลงผิดเตลิดเปิดเปิงกันไปใหญ่ว่า นี่แหละคือผู้วิเศษ“ตายแล้วไม่เน่า” ก็หลงเคารพกราบไหว้บูชายกย่อง“ศพผู้มิจฉาทิฏฐิอวิชชา”นี้ มันก็เป็นความหลงเลอะเทอะไปอย่างน่าสงสาร
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดินว่า…มนุษย์เราสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1. กลุ่มคนโลกๆทั่วไป 2. กลุ่มที่ปฎิบัติธรรม สิ่งที่สำคัญที่สุดของพ่อครูคือจะให้เราเข้าใจจิตกับกาย อันนี้เป็นความยากของมนุษย์
ร่างที่เป็น“มนุษย์พืช”ไปนี้ หากยังให้“อาหาร”เข้าไปใน“ร่าง”นี้และใน“สังขาร”ภายในของคนผู้นี้ยังมีพลังงาน“พีชนิยาม”อยู่มากพอ“ร่าง”นี้ก็จะเป็น“มนุษย์พืช”ไปได้อีกนาน หรือดังที่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลทั้งหลายมีกันอยู่ ก็หลงเลี้ยง“พืช”นี้ว่าเป็น“คน”ที่ยังมี“จิต”อยู่ ทั้งๆที่พลังงานภายในนั้นไม่ใช่“จิต”แล้ว มีเพียง“พืช”เท่านั้น ถ้า“ร่าง”นี้เป็น“พืช”ไปสนิทแล้ว เหลือแต่พลังงาน“พีชนิยาม”เท่านั้น ไม่มีพลังงานที่จะฟื้นคืนมาเป็น“จิต”ได้แน่นอนแล้ว “ร่าง”นี้ก็ไม่มี“เวทนา” ไม่ใช่“วิญญาณ” ไม่มี“บาป-ไม่มีบุญ” ไม่มี“กาย” แต่ได้กลายเป็น“พืช”ไปแล้วจริง ไม่มีกรรม-ไม่มีวิบากสั่งสมแล้ว ไม่มีกุศล-ไม่มีอกุศล ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ กันแล้ว นั่นคือ “ร่าง”นี้ ไม่ใช่มนุษย์แล้ว เป็น“พืช”ไปแล้ว ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มีแค่“พีชนิยาม”อยู่ในร่างนี้เท่านั้น เป็น“ศพหรือสวะ”ที่จะเสื่อมลงไปสู่“อุตุนิยาม”ถ่ายเดียว ไม่ฟื้นขึ้นมาสู่“จิตนิยาม”อีกแล้ว เพราะ“ร่าง”นี้“ตาย”แล้ว ไม่มี“กาย”แล้ว แม้จะเป็น“พืช”อยู่ ก็ไม่มี“กาย” ซึ่งเป็นแค่“สังขาร” เป็นแค่“ชีวะ” ที่ไม่มี“เวทนา”แล้วไง! ดังนั้น จึงจะต้องศึกษาว่า ส่วนไหน? เมื่อใด? อย่างไร? ที่มันไม่ใช่“กาย”แล้ว แต่มันยังมีความเป็น“ชีวะ”อยู่ในตัวเรา คือ เป็น“พีชนิยาม”ไปแล้ว เพราะมัน“ไม่มีเวทนา-ไม่มีจิตหรือไม่มีวิญญาณ”กันแล้วนั่นเอง และส่วนไหน? เมื่อใด? อย่างไร? จึงจะเรียกว่า “จิตนิยาม” ที่ส่วนนี้ยังเป็น“กาย”อยู่ ยัง“มีจิต-มีวิญญาณธาตุ” ซึ่งยังทำหน้าที่ “อุปาทินนกสังขาร(สังขารที่มีวิญญาณครอง นั่นก็คือ เป็นธาตุที่มีเวทนา มีกรรมมีวิบาก)” ยังเป็นพลังงานที่เมื่อกระทบกับสิ่งส่วนใดก็จะเกิด“ความรู้สึก” คือ ยังเกิด“เวทนา”ในความเป็น“วิญญาณ”ตาม“วิชชา”ที่เจริญ และ“วิญญาณ”หรือ“จิตนิยาม”ที่เจริญนี้เอง ซึ่งเป็น“ธาตุ”หรือเป็น“ธรรม”ที่มีอยู่ใน“ตัวตน” ด้วยการ“สมาทาน”ของผู้มี“วิชชา” “สมาทาน”คือ ผู้ถือเอาพร้อม นั่นคือ ผู้ที่ยึดถือปฏิบัติในขณะเป็นมรรค ถ้าผู้ใดยึดได้“มิจฉามรรค”ก็บรรลุ“มิจฉาผล” แต่ถ้าผู้ใดยึดได้“สัมมามรรค”ก็บรรลุ“สัมมาผล” และ“สัมมาผล”นั้นจะมีอยู่ประจำตนอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็น“ฌาน” หรือเป็น“สมาธิ” หรือเป็น“วิชชา” ผู้พ้น“ออกไปจาก..(กิเลสนั้นๆ หรือโลกนั้นๆ เป็นต้น)..ได้แล้ว” ชื่อว่า “วุฏฐาน” ซึ่งหมายถึง“ออกไปได้แล้ว” ก็“สำเร็จผล”เลย ไม่ต้อง“เข้า”กันอีก เพราะโลกุตรธรรมนั้น“วุฏฐาน”ไม่ได้แปลว่า “ออกแล้ว”ก็ยัง“วนเวียน”กลับไป“เข้า”กันใหม่ วนแล้ววนเล่าอีก ซึ่งมันเป็น“วิติกกมะ”คือมันเป็น“การก้าวล่วง”หรือหลุดพ้นสิ่งนั้นไปได้แล้ว” ไม่ต้อง“การละเมิด”สิ่งนั้นอีกได้แล้ว “วุฏฐาน” ไม่ใช่“ออกๆ-เข้าๆ” ตามที่มี“ผู้มิจฉาทิฏฐิ”พูดและทำกัน เช่น ชาว“เทฺวนิยม”พูดและทำการ“เข้าฌาน-ออกฌาน” หรือ“เข้าสมาธิ-ออกสมาธิ” หรือ“เข้าสมาบัติ-ออกสมาบัติ” แม้“เข้านิโรธ-ออกนิโรธ” ซึ่งไม่จบ ไม่เสร็จเด็ดขาดการ“วนๆ-เวียนๆ”ซะที อย่างนั้นมันเป็นแบบโลกีย์เดียรถีย์ทั้งหลายเขาพูดกันทำกัน (จาก...631030_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คำว่ากายนี้ยิ่งใหญ่อย่างไรในศาสนาพุทธ ตอน2)